สิงหาคม 11, 2009
สิงหาคม 10, 2009
สิงหาคม 4, 2009
ระบอบไม่เอาทักษิณ
เจอบทสัมภาษณ์อาจารย์พิชญ์ในแทบลอยด์ฉบับวันที่ 2-8 สิงหาคม 2552
อ่านๆดูแล้ว ความคิดเห็นของเขาบางครั้งอาจจะไม่เป็นกลางเท่าไหร่นัก แต่เราชอบตรงความกวน
เลือกเอาบางตอนที่กวนๆมาลงจ้า
‘ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ (การทับซ้อนระหว่างนโยบายต่อต้านทักษิณกับนโยบายอื่นๆ) ถ้ากล้ารับกันจริงๆก็ควรจะตั้งกระทรวงจัดการทักษิณไปเลย แทนที่จะปล่อยให้มีการทับซ้อนเชิงวาระซ่อนเร้นต่างๆในการจัดการคุณทักษิณ ทำเป็นกระทรวงจัดการคุณทักษิณเลย แล้วดึงทุกคนที่ไม่ชอบทักษิณไปอยู่ในกระทรวงนี้ ทำให้เป็นระบบไปเลย จะตั้งคณะกรรมการก็ได้ ไม่เห็นแปลก คตส ยังทำได้ ตั้งคณะกรรมการไล่ล่าทักษิณแห่งชาติ ก็ทำไปเลย เป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ทำจริงๆจังๆไปเลย ไม่ใช่ว่าทำแล้วไปทำซ้อนกับแนวนโยบายแห่งรัฐอื่นๆ ซึ่งควรจะต้องทำ แล้วแยกกันไม่ขาดว่าจะต้องทำอะไร’
‘ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลกำลังจะทรุด เราจะเห็นว่ามันมีรอยปริ ระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมจุดเดียวจริงๆ คือ ไม่เอาทักษิณ แต่สุดท้ายก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนๆหนึ่งได้ ทำลายคนๆหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้’
‘เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะโฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม๊อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ มีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกเอาไว้ตอบโต้นักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดไปสี่โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน’
‘ปัญหาใหญ่ไม่ใช่รัฐบาล ปัญหาใหญ่คือระบอบไม่เอาทักษิณ ต้องใช้คำนี้ในทางการเมืองเพราะสมัยผมต่อต้านรัฐประหาร พวกคุณก็ด่าว่าผมเป็นพวกทักษิณ ทั้งๆที่ผมเป็นคนด่าทักษิณเป็นคนแรกๆ ฉนั้นพวกคุณก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันว่าพวกคุณคือระบอบไม่เอาทักษิณ พวกคุณใช้วิธีนี้ในการสร้างอำนาจมาตั้งแต่แรก ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาล จะมาด่ารัฐบาลโดยที่เอาตัวรอดไปวันๆไม่ได้ พวกคุณด่าว่าพวกผมเป็นสองไม่เอา แล้วจะโยนบาปให้คุณอภิสิทธิ์ทุกเรื่องได้ยังไง ไม่ได้ ระบอบนี้ต้องรับผิดชอบทั้งระบอบ…’
ปล บล็อกหน้านี้คงจะถูกใจใครบางคน…
สิงหาคม 2, 2009
คนอื่นบ้าง
สองเดือนก่อน ตอนที่เราเพิ่งกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ได้ไปทานข้าวกับเพื่อนรุ่นน้องที่รักสองคน คือ ยอดกับโอ๊ค แล้วก็คุยกันหลายเรื่อง
จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันก่อนหน้านั้น แต่ที่จำได้คือ โอ๊คพูดขึ้นมาว่า ‘แม่ผมบอกว่า ถ้าคิดดี ทำดี ก็จะได้ดีเอง’ แล้วเราก็เถียงไปว่า ‘พี่ก็คิดดี ทำดี ไม่เห็นจะได้ดีเลยนะโอ๊ค’ จากนั้นยอดก็สวนมาว่า ‘พี่หญิงอ่ะเหรอ คิดดีก็จริง แต่ไม่ยอมทำ’
ตอนนั้นรู้สึกว่าเราก็เถียงยอดกลับไปนะ ในใจมันคัดค้านเต็มที่ คิดว่าเราเนี่ยเป็นคนดีจะตาย ทำดีตั้งเยอะแยะ มาว่าเราได้ แต่ไม่นานมานี้ เพิ่งจะมาคิดได้ว่า เออ ยอดพูดถูกแฮะ ที่จริงเราไม่เคยได้ทำอะไรดีๆเลย แค่จะบอกว่าเป็นคน ‘คิดดี’ ก็ยังไม่จริงเลย มีแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองท่าเดียว
ที่มานั่งเขียนตอนนี้ก็เพราะ สองวันก่อน ไปทานข้าวกับเพื่อนเก่า แล้วเพื่อนก็เปิดประเด็นอะไรบางอย่างขึ้นมาที่ทำให้เราเริ่มคิดมาก พอเรากลับมาบ้าน เราก็ยังคิดมากอยู่ คิดไปคิดมา อยู่ๆก็นึกขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย นี่เราคิดเรื่องตัวเองวนไปวนมาเพื่ออะไร แล้วเราคิดเรื่องตัวเองมานานขนาดไหนแล้ว ตั้งแต่เด็กจนแก่ขนาดนี้ ก็ยังมานั่งคิดเรื่องตัวเองอยู่อีก ไม่ได้คิดดีต่อคนอื่น ไม่ได้ทำดีต่อคนอื่นเลย ทุกวันมีแต่ตัวเองตัวเองตัวเอง—เป็นคนเห็นแก่ตัวเองมากๆเลย
ก็เลยตั้งใจไว้ว่า จะหยุดและทิ้งเรื่องตัวเองไปให้มากที่สุด (พอกันที!) แล้วเริ่มต้นคิดถึงคนอื่น เริ่มต้นทำเรื่องดีๆที่มีประโยชน์กับคนอื่นให้มากกว่านี้ เพราะเพื่อนรักของเรา เช่น ยอด และ แพร ก็มีโครงการอะไรหลายอย่างที่ดีและมีประโยชน์ต่อคนอื่นมากมาย แต่เรากลับทำตัวไร้ค่าและเห็นแก่ตัวอยู่แบบนี้ไม่เลิก
ตั้งใจว่าจะปรับปรุงตัวแล้วล่ะ อาจจะไม่ได้ทำดีเท่ากับที่เพื่อนๆทำ แต่ก็น่าจะดีขึ้นบ้างนะ
ปล บางคนมาอ่านบล็อกของเราแล้วอาจจะรู้สึกว่า แหวะ-น้ำเน่า-สร้างภาพ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็คิดว่า แหวะ-น้ำเน่า-สร้างภาพ จริงๆนั่นแหละ เพียงแต่เราก็คิดอย่างที่เราเขียนจริงๆ และหวังว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้บ้าง ไม่ใช่เป็นแค่อุดมการณ์หรือความคิดฝันเฟื่องเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
สิงหาคม 1, 2009
นั่นคือปาฎิหารย์
nattsu ichi
F: deaenakatta kamo shiremasen
(อาจจะไม่สามารถพบ)
F: tatoe sen nin ya ichi man nin atta to shitemo
(ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่า ในหนึ่งพันคน ในหมื่นคน ที่พบ)
F: anata to iu hitori to (คนหนึ่งคนแบบเธอ)
F: deau koto ga dekinakatta kamo shiremasen
(อาจจะไม่เจอคนแบบเธอในนั้นเลยก็ได้)
F: ma! อ่ะ
F: kazu ka do toka dewa nai dakedo
(อาจจะไม่เกี่ยวกับจำนวนคัวเลขนั้นก็ได้)
F: sore wa nanto yobeba ii daro
(สิ่งๆนั้นจะเรียกว่าอะไรดีนะ)
M: sumimasen (ขอโทษนะครับ)
F: Anata to deaeta sono toki no kooki no niooi toka
อย่างเช่นการกลิ่นบรรยากาศที่ได้พบเธอในตอนนั้น
( F: gomen dasai (ขอโทษนะคะ) )
F: sono toki kikoeta ongaku toka
(และก็เสียงดนตรีที่ได้ยินในตอนนั้น)
F: sou iu (เหมือนกับที่เรียกว่า)
iron na mono ya koto ni sasaerareta
anata to deaeta sono toki dattari suru node
(เพราะการที่ได้พบกับเธอตอนนั้น การที่มีอะไรหลายๆอย่าง ทำให้รู้สึกอย่างนั้น)
F: sou,sore wa ichi sattsu no hon ni nitteru to omou.
อืมม ฉันคิดว่านั่นมันคล้ายกับหนังสือเล่มนึง
F: Watashi no sekai wo kaetari dekiru kara.
ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนโลกของฉันได้
F: Anata wo shiru mae ni wa modorenai kara,
ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปก่อนที่จะรู้จักกับเธอได้
F: deaenakatta kamoshirenai kara.
เราอาจจะไม่มีวันพบกันเลยก็ได้
F: sensattsu ya ichiman sattsu yondemo,
ถึงแม้จะอ่านหนังสือเป็นหมื่นเป็นพันเล่ม
F: deaenakatta kamoshirenai kara.
อาจจะไม่พบสักเล่มเลยก็ได้
F: Maa, zuu ka dou toka dewanai dakedo,
อืมม มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนหรืออะไรก็ตาม
F: Anata no sukina issattsu ga,
หนังสือหนึ่งเล่มที่เธอชอบ
F: Watashi no sukina issattsu ni nattarisuru koto.
มันกลายเป็นหนึ่งเล่มที่ฉันชอบ
F: sorewa karugaruku itteshimaeba,
นั่นถ้าพูดกันอย่างง่ายๆ
F: Sorewa kiseki desu.
นั่นคือปาฎิหารย์
F: Sono shunkan wo watashi wa karugaruku wo kiseki wo yobitai.
ในชั่วขณะนั้น ฉันอยากเรียกง่ายๆว่าคือปาฎิหารย์
F: Natsu ichi natsu no ichi sattsu.
ปล ชอบโฆษณานี้มาก ก็เลยให้พงช่วยแปลให้ พงก็ต้องเอาไปให้คนอื่นแปลให้อีกที ขอบคุณมากๆเลยนะจ๊ะ
ปล2 เดี๋ยวเลี้ยงเอมเบอร์เลย อิอิ
กรกฎาคม 23, 2009
แต่
รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนเกือบทุกคน จะหนีไม่พ้นเรื่องของความรัก
เราในฐานะ ‘ที่ปรึกษา’ ส่วนตัวของเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆหลายคน จะได้รับฟังเรื่องเกี่ยวกับความรักบ่อยที่สุด เรียกว่าเป็นปัญหาฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งของเพื่อนทุกคนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคนแต่งงานแล้ว มีแฟนแล้ว มีกิ๊กแล้ว หรือจะเป็นคนที่ยังไม่มีใครเลยก็ตาม มักจะวนเวียนกันมาปรึกษา ประมาณว่า ‘เฮ้ย ทำไงดี’ หรือไม่ก็ ‘เฮ้ย เอาไงดี’
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาปรึกษาคนที่ยังเอาตัวเองไม่รอดแบบเราทำไมกัน – -‘
เราก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง แต่ที่รู้สึกได้เนี่ย เหมือนว่าทุกคนจะอยากให้คนรักของตัวเองเป็นคน ‘เพอร์เฟ็ก’ กันทั้งนั้น คือทุกคนจะไม่ชอบข้อเสียในตัวแฟน ถ้าคนที่เป็นแฟนไปแล้วก็จะอยากให้เขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าคนที่ยังไม่ได้เป็นแฟน ก็จะมานั่งชั่งน้ำหนักว่า เมื่อเขามีข้อเสียแบบนี้เนี่ย จะเป็นแฟนเขาได้ไม๊/ดีไม๊ หรือว่าจะรอจนกว่าจะเจอคนที่เพอร์เฟ็กคนนั้นดี
ถึงเราจะเป็นคนที่ยังเอาตัวไม่รอด แต่ก็บอกได้เลยว่า คน ‘เพอร์เฟ็ก’ คนนั้นน่ะ ไม่มีจริงหรอก ที่บอกได้เนี่ย บอกด้วยตรรกะนะ คือ ถ้าเราไม่เคยเจอพระเจ้าตัวเป็นๆแล้วล่ะก็ แปลว่าเราก็ไม่มีทางเจอคนเพอร์เฟ็กคนนั้นได้หรอก (God=perfection, no God=no perfection) ถึงจะบอกว่า เพอร์เฟ็กสำหรับเราคนเดียว—เป็นคนที่เราจะพอใจในตัวเขาทุกๆอย่างก็เถอะ มันเป็นแค่อุดมคตินะ และถึงจะมีจริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง (บนท้องฟ้าหรือที่ดาวอังคาร?) เราก็ไม่มีทางจะไปเจอได้เลย
ทีนี้ถ้าไม่มีใครเพอร์เฟ็ก ก็คงต้องมาวัดกันระหว่างข้อดีกับข้อเสีย ระหว่างความรู้สึกกับเหตุผล ว่าอะไรมีน้ำหนักในใจเรามากกว่ากัน สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจ เรามีวิธีง่ายๆที่ช่วยให้รู้ใจตัวเองได้
ลองนึกถึงเวลาอาจารย์คอมเม้นต์งานนะ เขามักจะพูดชมก่อน ชมๆๆๆ แต่พอชมเสร็จ ก็จะมีคำว่า ‘แต่’ ตามมาเสมอ และสิ่งที่ตามหลังคำว่าแต่ก็คือสิ่งที่เขาต้องการให้เราแก้ไขปรับปรุง หรือเอาไปพัฒนาต่อ รูปแบบการคอมเม้นต์แบบนี้แหมือนเป็นธรรมเนียมของเขาเลยทีเดียว และเราก็จะให้น้ำหนักกับสิ่งที่อยู่หลังคำว่าแต่มากกว่า เพราะมันจะไปเกี่ยวข้องกับงานชิ้นต่อไป ดังนั้นถ้าจะบอกว่า สิ่งที่อยู่หลังคำว่าแต่มักมีน้ำหนักมากกว่าเสมอก็ได้ (ถึงแม้ว่าตอนก่อนนอนจะชอบนึกถึงคำชมให้อมยิ้มเล่นๆก็ตามนะ)
เราก็เลยมาคิดดูว่า ถ้าเวลาที่เรานึกถึงใครสักคน แล้วเราเอาอะไรไว้หลังคำว่า ‘แต่’ สิ่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักในใจเรามากกว่า ดังนั้นลองเติมคำในช่องว่างกันดูนะ ____________แต่____________
ตัวอย่างเช่น— คนนี้เขาสวยน่ารักจังเลยนะ แต่ เอาแต่ใจตัวเองไปหน่อย
อย่างนี้แปลว่า ให้น้ำหนักกับข้อเสียมากกว่าข้อดี ไม่น่าจะโอเค
แต่ถ้าเป็นแบบนี้— คนนี้เขาเอาแต่ใจตัวเองมากเลย แต่ ก็เป็นคนจริงใจดีนะ
แปลว่าให้น้ำหนักกับข้อดีมากกว่าข้อเสีย โอเคได้
หรือ— ชอบคนนี้มากๆเลยนะ แต่ สงสัยจะเปรี้ยวมากไป
แปลว่าให้น้ำหนักกับเหตุผล(ด้านไม่ดี)มากกว่าความรู้สึก(ด้านดี) ไม่โอเค
แต่ถ้า— คนนี้นิสัยเข้ากันไม่ได้เลย แต่ ก็ชอบมากๆเลยนะ
แปลว่าให้น้ำหนักกับความรู้สึกมากกว่าเหตุผล โอเคได้
แน่นอนว่า การเติมคำในช่องว่างของเรา แต่ละวันอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ละเวลาก็อาจจะไม่เหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้ว ก็น่าจะมีภาพรวมขึ้นมาได้บ้างนะ
โดยสรุปคือ โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็ก ไม่ว่าใครก็ต้องมี ‘แต่’ กันทั้งนั้น เพียงแต่เราจะ ‘แต่’ แบบไหน อย่างไร เท่านั้นเอง
ปล หน้านี้เขียนพิเศษสำหรับเพื่อนรักนะ
ปล2 ไม่รู้จะใช้ได้ผลจริงรึเปล่า ลองไปใช้ละกันจ้า
ปล3 ถ้าให้ง่ายกว่าข้างบน น่าจะต้องเลือกคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ จะดีที่สุดนะ แต่ถ้าเลือกแล้วอยู่ไม่สบายใจ ก็ทำตัวเองให้สบายใจก่อน แล้วคนที่มาอยู่ด้วยเขาจะสบายใจไปเองแหละ
ปล4 อย่าลืมว่า คนเขียนบล็อกนี้ก็ยังเอาตัวไม่รอดนะ ฮ่าๆ
ปล5 ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ไม่รู้จะสำเร็จรึเปล่า เอาใจช่วยด้วยนะจ๊ะ
กรกฎาคม 15, 2009
ข้ามหรือไม่ข้าม
เฮ่ย เวลานี้สติไม่ครบสมบูรณ์ แต่ก็อุตส่ามาเขียน
อยากรู้เหมือนกันนะว่าจะเขียนรู้เรื่องรึเปล่า อิอิ
วันนี้ไปทำวีซ่ามา แต่เราขาดเอกสารไปอย่างหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าไร้สาระมาก
แต่คนที่สถานทูตเค้าบอกว่ามันสำคัญ ขาดไปไม่ได้
‘ทราบไม๊คะ ว่า คนที่สะกดชื่อตัวเองผิดไปตัวเดียว ยังโดนรีเจ็กเลย ของคุณคงไม่ได้แน่ๆล่ะค่ะ’
อืม แต่เรามองอีกอย่างนะ
สิ่งที่เรายื่นไป เหมือนมันครบถ้วนสมบูรณ์โดยเหตุผลแล้ว เพียงแต่มันไม่เป็นไปตามกฏที่เค้าตั้งไว้เท่านั้นเอง
เปรียบเทียบเหมือนเวลาเราจะข้ามถนน
ตามปกติ ถ้าไฟเขียว รถวิ่งมาเยอะแยะ เราก็ข้ามไม่ได้ ต้องรอให้ไฟแดงก่อน
แต่ทีนี้ ถ้าไฟเขียวอยู่แต่ ไม่มีรถมาเลยสักคัน
ถึงจะมองไปไกลมากๆ ระยะร้อยเมตรก็ไม่มีรถมาเลย
คนปกติที่สามารถใช้เหตุผลได้เพียงนิดหน่อย ก็จะต้องเดินข้ามไปเลย
แต่ถ้าเป็นคนที่หยุดยืนอยู่ที่เดิมเพื่อรอไฟแดงก่อน
ไม่ยอมข้ามถนน ถึงแม้จะไม่มีรถวิ่งผ่านมาเลย
คงเป็นคนที่เพี้ยนพอประมาณ
ว่าไม๊?
เดี๋ยวต้องรอดูว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตชาวอังกฤษ จะเดินข้ามไปเลย หรือ จะหยุดรอไฟแดง
ปล ที่ลอนดอน คนข้ามถนนกันกระจาย ไม่เห็นใดรดูไฟเลย
ปล2 เคยเห็นคนหยุดรอไฟแดง แค่คนเดียว คือป๋า ในการ์ตูนเรื่องป๊ะป๋าอัจฉริยะ ในชีวิตจริงยังไม่เคยเห็นนะ
กรกฎาคม 9, 2009
ความฝัน
เมื่อคืนฝันว่าไปงานๆหนึ่งกับเพื่อนหลายคน หนึ่งในนั้นมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งด้วย—เป็นคนที่เรารู้สึกว่าเขาร่ำรวย (แต่ในความเป็นจริง เขาจะรวยจริงหรือเปล่า/รวยขนาดไหน เราก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้สนิทกับเขามาก)
แล้วอยู่ๆก็มีคนมาเชิญรุ่นพี่คนนี้ขึ้นไปพูดบนเวที พี่เขาก็เดินขึ้นไป และชูสิ่งของเล็กๆซึ่งดูเหมือนชิปคอมพิวเตอร์ขึ้นมา แล้วพูดว่า
‘ผมมีเงินจำนวนมหาศาลเก็บไว้ในชิปอันนี้ และผมยังมีชิปแบบนี้อีกหลายอัน แต่ผมยังไม่ใช้มันหรอกครับ ผมจะรอวันที่ผมมีความสุขมากพอ ผมถึงจะใช้มัน’
เรายืนกอดอกฟังด้วยความทึ่ง จากที่เคยคิดว่าพี่คนนี้เป็นคนไม่ค่อยมีสาระ เพิ่งจะได้รู้ว่าที่จริงเขาเป็นคนมีความคิดเข้าท่าดีทีเดียว เพราะจากที่เขาพูด น่าจะหมายความว่า—ถ้ารอให้ตัวเองมีความสุขก่อนแล้วค่อยใช้เงิน ก็จะไม่ต้องใช้เงินเพื่อบำบัดความทุกข์ให้กับตัวเอง แต่จะใช้เพื่อช่วยเหลือคนอื่นอย่างเดียว
น่าเสียดาย เป็นแค่ความฝัน…
ปล ชิป เรียกเป็น ‘อัน’ รึเปล่านะ?
กรกฎาคม 6, 2009
ไปฟังหลวงพ่อ
วันศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เราไปอยู่ที่เมืองชลเพื่อจะไปฟังหลวงพ่อปราโมทย์เทศน์ตอนเช้าที่สวนสันติธรรม
แต่เป็นความโชคร้ายเพราะตอนที่กำลังจะออกจากบ้านก็รู้สึกไม่สบาย เหมือนเป็นไข้ แล้วพอไปถึงชลบุรีก็ไข้ขึ้นพอดี
อาการง่อกแง่กๆ เหมือนจะไม่ไหวแล้ว สงสัยว่าจะบุญน้อยหรืออะไรไม่รู้ พอจะทำบุญทีไร จะมีมารมาขวางทุกที
ตอนวันเกิดที่จะไปทำบุญบ้านเด็กพิการกับโอ๊คก็รถชน พอมาตอนนี้ก็ไม่สบายอีก – -‘
(ทีเวลาไปเที่ยวเล่น ไม่เคยมีอุปสรรคเลยแฮะ)
แล้ววันเสาร์ก็ท้องเสียรุนแรงมากตลอดทั้งวัน ทำให้นึกถึงบาร์ (เพื่อนสนิท) ที่เคยบอกว่าป่วยแบบนี้ (เป็นไข้หวัดลงกระเพาะ)
เราเลยโทรไปถามบาร์ว่า ‘เฮ้ย เราไม่สบายล่ะ ไม่รู้ติดนายรึป่าว’ แล้วก็เล่าอาการให้ฟัง
บาร์ก็ตอบมาว่า ‘เออ ติดเราชัวร์ แต่เราเป็นนานสองอาทิตย์เลย เนี่ย เพิ่งออกจากโรง’บาล’
จึ้ยยยย ถึงกับเข้าโรงพยาบาลเลยรึ น่ากลัวจัง
แต่จะด้วยความอึด หรือ เพราะโด้บสมุนไพรและวิตามินต่างๆเข้าไปมาก ทำให้สามารถไปฟังหลวงพ่อได้อย่างมีสติ
ไปถึงแล้วอึ้งเล็กน้อยเพราะคนเยอะกว่าเมื่อก่อนมากๆ วันอาทิตย์แทบจะไม่มีที่นั่ง (แต่เราก็ได้นั่งนะ)
นั่งฟังท่านแล้วรู้สึก ‘โดน’ เหมือนเคย (รู้สึกเหมือนคนอื่นเวลาได้ฟังเพลงที่ชอบอ่ะ แต่เราฟังธรรมะแล้วชอบมากๆ)
น่าเสียดายที่เราไม่กล้าส่งการบ้านกับท่าน เพราะขี้อาย แต่ยังดีว่าฟังแล้ววิเคราะห์ได้ถึงจุดบกพร่องของตัวเอง
ซึ่งตอนนี้เราต้องปรับปรุงหลักๆสองอย่าง หนึ่งคือ ต้องดูกายให้มากขึ้นเพื่อให้จิตตั้งมั่นมีกำลัง และสองคือ
ต้องดูอย่างเป็นกลางให้มากขึ้น เพราะถ้าดูไม่เป็นกลางและมีราคะโทสะแทรกตลอด จะไม่ก้าวหน้าเสียที
สรุปว่าได้ไปฟังหลวงพ่อแล้วรู้สึกดี เหมือนได้ชาร์ตแบต จิตใจร่าเริง (ถึงแม้ว่าร่างกายจะง่อกแง่ก)
แต่ก็แอบกังวลนิดๆว่าจะเอาหวัดไปติดแม่ เพื่อนๆ และคนอื่นๆหรือเปล่านะ
มิถุนายน 25, 2009
สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่เป็น

HBD to me (24 June) เย้ๆ, ว่าจะมาโพสต์วันเกิดแต่ดันมาไม่ทัน – -’
วันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือของคุณ Frankfurt (คนที่เขียน On Bullshit) แต่เล่มนี้เป็นเล่มใหม่ ชื่อว่า On Truth
เนื่องจากเขาต่อต้านการ bullshit ในเล่มที่แล้ว เขาก็เลยเขียนเล่มนี้ตามมาเพื่อบอกว่าเขาสนับสนุน truth (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bullshit) ยังไง เราอ่านด้วยความคาดหวังสูงเพราะชอบเล่มก่อนๆของเขามาก แต่ปรากฏว่า FF (ขอเขียนย่อชื่อ Frankfurt แบบนี้แล้วกัน) ฝีมือตก เพราะเล่มนี้ไม่มันส์เท่าเล่มก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นมันกว้างมาก แต่มีพื้นที่เขียนน้อยเกินไป
FF บอกในหนังสือว่า เรื่องของความจริงนี้ ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม (คล้ายๆกับเป็น common sense ใครๆก็ต้องรู้ด้วยตัวเองได้ว่า ความจริงคืออะไร) และพวกเราควรจะเชื่อในความจริงเพราะมันมีประโยชน์มากกว่าไม่เชื่อ เช่น ถ้าเราไปหาหมอที่ไม่เชื่อในความจริง หรือคิดว่าความจริงไม่มีในโลก เราก็จะไม่เชื่อในตัวหมอว่าจะรักษาให้เราหายได้ แล้ว FF ก็โจมตีพวกโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นพวกไม่สนใจความจริง และคิดว่าสิ่งต่างๆแปรผันไปตามมุมมองทั้งหมด—คล้ายๆกับ FF กำลังโจมตีว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์เป็นพวก Bullshiters นั่นเอง
แต่เราอ่านแล้วรู้สึกตะหงิดว่า เวลา FF พูดถึงความจริง เขาจะยกความจริงที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมา เช่น เรื่องอากาศ และเรื่องอื่นๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และรับรู้ได้จากการเห็นหรือจากประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่คิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นจะต่อต้าน เช่น ถ้าเรากำลังปวดท้องตัวงออยู่ ก็คงไม่มีโพสต์โมเดิร์นนิสต์คนไหนมาบอกว่า ‘หญิงไม่ได้ปวดหรอก หญิงคงจะคิดไปเอง’ ถ้ามีใครพูดแบบนี้ ก็คงต้องเรียกว่า bullshit จริงๆ ก็คนกำลังปวดอยู่นี่ จะบอกว่าไม่ปวดได้ยังไง
แต่ที่พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า ความจริงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนั้น เขาหมายถึง ความจริงที่นอกเหนือการรับรู้ เช่นเรื่องของกฏเกณท์ในธรรมชาติ ความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้คืออะไร พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมอง และไม่มีมุมมองอันไหนอันหนึ่งที่เป็นความจริงแท้, FF โจมตีพวกโพสโมเดิร์นว่า bullshit ที่ไม่เชื่อในความจริง แต่ FF เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความจริงในรูปแบบนี้เลย เช่น ไม่ได้บอกว่า ทำไมเราต้องเชื่อในความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันมีจริงๆแน่หรือเปล่า มันคืออะไร หรือมันอยู่ที่ไหน
เราขอเรียก ข้อเท็จจริง ว่า ‘ความจริงที่เห็น’ และเรียก ความจริงที่เป็นนามธรรม อย่างความดี ว่า ‘ความจริงมากกว่าที่เห็น’ และจากข้อสังเกตของเรา ดูเหมือนว่า คุณ FF เขาจะเล่นขี้โกงด้วยการทำคอนเซ็ปต์สองอันนี้ให้เบลอมากจนดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้น เขาก็ยกเอา‘ความจริงที่เห็น’(ซึ่งเถียงง่ายกว่า) ขึ้นมาเถียงเพื่อเอาชนะ โดยการบอกว่าเราจะมองข้าม ‘ความจริงที่เห็น’ ไปไม่ได้ เพราะถ้าเรามองข้าม เราจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก (เช่นถ้ามีสึนามิเกิดขึ้นแล้วผู้คนต่างบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง สังคมคงแปลกพิศดารเลยทีเดียว) การเถียงแบบนี้ทำให้เขาดูมีเหตุผลดี และเถียงชนะได้ง่าย แต่ถ้ามองดูให้ดีๆจะเห็นว่า เขากำลังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ เขาย้ายจากคอนเซ็ปต์หนึ่งไปสู่อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง โดยที่คนอ่านไม่ทันรู้ตัว—ใช่ นักปรัชญาก็โกงเป็นนะ แต่โกงด้วยตรรกะแบบนี้เอง
บอกไว้ก่อนว่า เราอาจจะเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปก็ได้นะ เพราะคนระดับ FF ไม่น่าเล่นโกงแบบนี้ บางทีเราอาจจะเป็นคนที่ ‘เข้าไม่ถึง’ ความคิดของเขาเองก็ได้ แต่นี่ก็เป็นความคิดแรกหลังจากที่อ่านจบ
FF บอกให้เราเชื่อในความจริงเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมมากกว่าที่จะไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าความจริง (มากกว่าที่เห็น) มันมีอยู่แน่หรือเปล่า หรือถ้ามันมีอยู่ เราจะสามารถไปรู้มันได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน เช่น เราไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันมีอยู่แน่หรือเปล่า มีอยู่ในรูปแบบไหน และเราก็ไม่รู้อีกว่าจะไปรู้และเข้าใจมันได้อย่างไร ทีนี้ถ้าเราทำตาม FF ด้วยการเชื่อไปก่อนว่ามี เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าที่จะไม่เชื่อ ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเรา bullshit กับตัวเราเองน่ะสิ—ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่แกล้งเชื่อไปก่อน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้น FF ก็เป็น bullshiter เสียเองน่ะสิ
เขียนไปแล้วดูเหมือนเราคัดค้าน FF เลยนะ ที่จริงก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น แต่ก็มีประเด็นที่เราชอบด้วยเหมือนกัน คือ FF เขาบอกว่าเวลาที่ใครโกหก แล้วเราเชื่อเขา มันไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นทรยศเราอย่างเดียว แต่หมายถึงสัญชาตญาณในตัวเราเองก็ทรยศเราด้วยเหมือนกัน ที่บอกให้เราเชื่อถือคนที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นถ้ามองแค่ภายในตัวเราแล้ว จะเห็นว่ามันเกิดความขัดแย้งขึ้น คือสัญชาตญาณของเราขัดแย้งกับความจริง และ FF บอกว่าการที่คนเรามีความขัดแย้งภายในแบบนี้ คือการที่เรากำลังทำตัว ‘ไร้เหตุผล’ อยู่ เพราะคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง (ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่เชื่ออะไรที่ขัดแย้งกับความจริง) เราอ่านความคิดของเขาแล้วชอบ คือชอบในตรรกะของเขา แต่ไม่ได้เห็นด้วย เพราะสำหรับเรา ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง (ทั้งภายในและภายนอก) ต่างหากที่ไร้เหตุผล
แล้วเราก็ชอบที่ FF เล่าถึงเรื่องของ Shakespeare ซึ่งบอกว่า การโกหกบางครั้งก็เป็นการแสดงความจริงใจได้เหมือนกัน เช่นในเรื่อง sonnet 138 ผู้ชายในเรื่อง โกหกสาวคนรักของเขาว่าเขายังหนุ่มอยู่ ส่วนสาวคนรักซึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองโกหกก็แกล้งทำเป็นเชื่อ ในขณะที่ผู้ชายเองก็รู้ว่าสาวคนรักแกล้งทำเป็นเชื่อ เขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อต่ออีกทีว่าสาวคนรักเชื่อเขา กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโกหกกัน แต่เป็นการโกหกเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่โกหกเพื่อหลอก, FF บอกว่าถ้าต้องโกหกในลักษณะนี้ เขาสนับสนุนเต็มที่ และเราก็ว่าน่ารักและโรแมนติกดีจัง
เขียนมายาวแล้ว โดยสรุปคือ เราเห็นต่างจาก FF, เราไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธสิ่งที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่เกิดขึ้น แม้แต่พวกโพสต์โมเดิร์นก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธก็มีเพียง ‘ความจริงที่นอกเหนือจากการรับรู้’ เท่านั้น
ปล บล็อกวันนี้เป็นปรัชญามาก อ่านยากไปนิดนึงรึเปล่านะ รีบๆเขียนซะด้วยสิ (ไม่อยากเป็น lazy girl น่ะ ฮ่าๆ)
ปล2 มีหนังสือบอกว่า ผู้หญิงมักมีจินตนาการสูง มองอะไรเกินกว่าความจริงเสมอ เราก็เลยพยายามที่จะมองให้ได้ว่า ‘สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เป็น’ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น

![IMG00036-20090807-2111[1] IMG00036-20090807-2111[1]](http://yodmanudying.files.wordpress.com/2009/08/img00036-20090807-21111.jpg?w=819&h=614)