YodManudYing’s Blog

พฤศจิกายน 2, 2009

เปลี่ยนได้ดังใจคุณ (2)

Filed under: short story — yodmanudying @ 12:46 am

 

*Note: เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ‘เปลี่ยนได้ดังใจคุณ’ นะคะ ใช้ ‘เปลี่ยน’ เฉยๆจะกลายเป็นโอบาม่าอ่ะ :b

 

สามชั่วโมงถัดมา พิชัยย้ายไปนั่งอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในตัวอาคารของบริษัท ห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมากมายที่พิชัยไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าหน้าที่สี่คนใส่เสื้อคลุมสีขาวคล้ายแพทย์ ยืนล้อมรอบตัวพิชัย และง่วนอยู่กับการติดเครื่องมือกับสายระโยงระยางลงบนตัวพิชัย

‘บริษัทที่ดูไร้รสนิยมอย่างนี้ กลับมีเครื่องมือทันสมัยมากมาย แถมยังใหม่เอี่ยมหมด มันขัดแย้งกันยังไงชอบกลแฮะ’ พิชัยได้แต่คิดในใจถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างข้างนอกห้องที่มีแต่เฟอร์นิเจอร์เก่าเหม็นอับ กับเทคโนโลยีล้ำหน้าในห้องนี้

‘เครื่องมือทั้งหมดนี้ ถูกต้องตามมาตรฐานนะครับ’ วิรุตเห็นหน้าตาสงสัยของพิชัย จึงพูดขึ้น ‘เราลงทุนทั้งหมดไปกับเครื่องมือพวกนี้ ซึ่งมีราคาแพงมาก เลยไม่มีเงินพอที่จะตกแต่งในอาคารสักเท่าไหร่’

‘อ้อ ครับ’ พิชัยพยักหน้า ที่จริงเขาไม่ได้สนใจจะหาคำตอบสักเท่าไหร่ จะอย่างไรก็ช่าง ขอเพียงให้เขาได้เปลี่ยนร่างอย่างปลอดภัย และหนีพ้นจากความทุกข์นี้ให้เร็วที่สุดเป็นพอ

 

อีกด้านหนึ่งของห้อง มีเด็กชายนิมนอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงเล็กๆ ชายสี่คนในเสื้อคลุมสีขาวรุมติดเครื่องมือและสายระโยงระยางลงบนตัวของเด็กชายเช่นเดียวกันกับที่ทำให้พิชัย เด็กชายนิมกวัดแกว่งแขนขาไปมาบนอากาศ แต่หน้าตานิ่งเฉยไม่ร้องงอแง พ่อแม่ของเด็กชายยืนจับมือกันอยู่ข้างเตียง มีรอยยิ้มเจือบนใบหน้า    

‘อีกไม่นาน ก็ทำการเปลี่ยนร่างได้แล้วครับ’ วิรุตเอ่ยขึ้นเมื่อเหล่าชายเสื้อขาวติดเครื่องมือใกล้จะเสร็จ

พิชัยถูกจับให้นอนลงบนเตียง ข้างๆกันกับเด็กชายนิม คนอื่นๆถอยออกมาจากบริเวณนั้น ยกเว้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งกำลังจะทำหน้าที่กดปุ่มที่เครื่องเปลี่ยนร่าง

‘คุณพิชัยพร้อมนะครับ’ วิรุตถามอีกครั้งก่อนอนุมัติกระบวนการเป็นครั้งสุดท้าย

‘ครับ’ พิชัยรีบตอบทันที ในใจอยากให้กระบวนการนี้เสร็จไปเร็วๆ เขาจะได้เป็นคนใหม่เสียที

‘น้องนิมพร้อมนะครับ’ วิรุตหันไปถามทางพ่อแม่ของเด็ก

‘ค่ะ’ แม่ตอบ   

วิรุตทำสัญญาณมือให้เจ้าหน้าที่กดปุ่มที่เครื่อง —–‘ตู้ดดดด’

พิชัยและเด็กชายนิมหมดสติไปทันที

อีกสองสามนาทีต่อมา พวกเขาก็ฟื้นขึ้น ร่างของพิชัยร้องไห้ลั่น เสียงแผดออกมาคล้ายเสียงทารก ส่วนร่างของเด็กชายนิมหน้าตาเรียบนิ่ง หันไปหันมา กระพริบตาปริบๆ

‘ยินดีด้วยครับคุณพิชัย และคุณพ่อคุณแม่ เราทำการเปลี่ยนร่างสำเร็จแล้วครับ’ วิรุตกล่าว

พ่อแม่เด็กชายนิมวิ่งรี่ไปที่ร่างกายใหม่ของลูก เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าลูกทารกของตนเข้าไปอยู่ในร่างนั้นแล้วจริงๆ ส่วนพิชัยในร่างของทารกใช้ความพยายามเล็กน้อยในการทดลองเปล่งเสียงและในที่สุดก็พูดขึ้นว่า ‘เอ่อ ผมอยู่ในร่างนี้แล้วจริงๆครับ’ พลางโบกแขนขาไปมาในอากาศเท่าที่ความสามารถของเด็กทารกจะทำได้ ‘รู้สึกไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นะครับ’

‘เป็นธรรมดาครับคุณพิชัย เดี๋ยวจะค่อยๆชินไปเอง’ วิรุตบอกพลางเดินมายืนข้างร่างใหม่ของพิชัย ‘เอาล่ะครับ ผมขอย้ำอีกทีว่า หากคุณพิชัยคิดจะเปลี่ยนร่างคืน ขอให้แจ้งกับผมไม่เกินสามเดือนหลังจากวันนี้เป็นต้นไปนะครับ ขอบคุณมากครับที่ใช้บริการกับบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณ’ วิรุตโค้งเล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้องไป

‘เอ่อ เดี๋ยวสิครับคุณวิรุต’ พิชัยตะโกนไล่หลัง ‘อย่าเพิ่งไปสิครับ แล้วผมจะกลับยังไงล่ะเนี่ย!!?’

 

***

 

พิชัยรู้สึกอยากร้องไห้เป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในร่างกายของเด็กชายนิม เขาไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ทั้งนี้ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงร้องได้ทั้งวัน รู้แต่เพียงว่าอยากจะร้องเท่านั้น

‘อ่ะ แง้ แง้ แง้ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

พี่เลี้ยงเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย พี่เลี้ยงคนนี้เป็นคนที่พ่อแม่ของเด็กชายนิมจ้างมาดูแลพิชัย ในขณะที่พ่อแม่ต้องไปดูแลเด็กชายนิมในร่างผู้ใหญ่ เนื่องจากในช่วงสามเดือนแรก จิตของเด็กชายยังปรับเข้าหาร่างกายใหม่ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า จิตของเด็กชายยังเป็นทารกอยู่ แต่เป็นทารกในร่างกายของชายวัยสี่สิบปี เขาจึงยังต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่ ส่วนพิชัยซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในร่างทารกก็ต้องการการดูแลพิเศษเช่นกัน

‘อ่ะ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

‘คุณพิชัยคะ คุณร้องไห้ทำไมอีก’ ดูเหมือนพี่เลี้ยงจะเอือมระอากับพิชัยเต็มที เธอมองว่าพิชัยคือผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็ก จึงไม่สมเหตุสมผลที่เขาจะร้องงอแง แต่พิชัยไม่สนใจหรอกว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรกับเขา พิชัยต้องการให้เธออุ้มเขามากๆอุ้มบ่อยๆ อันที่จริง ถ้าอุ้มไว้ได้ตลอดเวลาก็จะดีไม่น้อย

‘คุณช่วยอุ้มผมอีกทีได้ไหมครับ’ พิชัยอ้าแขนกว้างเปิดรับการถูกอุ้ม   

 ‘คุณพิชัยคะ ดิฉันคงต้องขอเรียนตรงๆสองข้อ ข้อแรก คุณยังไม่ใช่น้องนิมนะคะ ถ้าคุณต้องการอะไรก็พูดกันดีๆไม่ต้องร้องไห้ก็ได้ และข้อสองคือ ดิฉันไม่สามารถอุ้มคุณไว้ได้ตลอดเวลาหรอกนะคะ’

‘แต่ผม…ผมอยากให้คุณอุ้มผมไว้ตลอดเลย นะครับ นะ’ พิชัยสะอึกสะอื้น อ้อนวอนขอร้อง

พี่เลี้ยงถอนใจยาว ‘ดิฉันคงต้องขออภัยคุณพิชัยจริงๆ เนื่องจากในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าดิฉันจะต้องอุ้มคุณไว้ตลอดเวลา ระบุไว้แต่เพียง ‘ให้อุ้มตามสมควร’ เท่านั้น ซึ่งดิฉันเห็นว่าเวลานี้ยังไม่สมควรนะคะ ดิฉันจะอุ้มคุณก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากการอุ้มครั้งก่อนสามชั่วโมงเท่านั้นนะคะ’ พี่เลี้ยงปฏิเสธโดยเอาข้อสัญญามาอ้าง

พิชัยเถียงไม่ได้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่ร้องไห้ต่อไป ‘อ่ะ แง้ แง้ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

พี่เลี้ยงส่ายหัว เดินออกจากห้องไป

 

การเป็นเด็กทารกช่างทรมานจริงๆ เด็กต้องการความรักความอบอุ่น ต้องการถูกอุ้มถูกสัมผัสมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และแม้จะได้รับตอบสนองบ้าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าพอเลย ที่สำคัญคือเด็กช่วยตัวเองไม่ได้ พิชัยอยากลุก อยากนั่งบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้เขายังควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แม้แต่การร้องไห้ หรือการขับถ่ายก็ยังควบคุมไม่ได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน พิชัยเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับการเป็นทารก ที่เคยคิดว่าเป็นนายพิชัยพนักงานกินเงินเดือนแล้วมีทุกข์หนักหนาสาหัส ก็ยังทุกข์ไม่เท่าการเป็นเด็กทารกที่ได้แต่นอนร้องไห้แบบนี้

 

‘คุณพี่เลี้ยงครับ’ พิชัยพูดไปสะอื้นไป เมื่อพี่เลี้ยงเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ‘ผมขอความกรุณาคุณช่วยโทรเรียกคุณวิรุตให้ผมทีสิครับ ผมต้องการเปลี่ยนร่างอีกครั้ง’

 

***

 

(มีต่อ)

 

 

 

 

ตุลาคม 25, 2009

เปลี่ยนได้ดังใจคุณ (1)

Filed under: short story — yodmanudying @ 11:25 am

 

**เรื่องสั้นจ้า แต่มันยาว เลยเอามาลงก่อนหนึ่งตอน

 

พิชัยกำลังรู้สึกหมดหวัง เขาปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่เช็ด ทำไมชีวิตถึงได้ทุกข์มากขนาดนี้ เขาไม่ต้องการชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เขาล้มตัวลงที่โซฟา ปล่อยกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายให้หยุดพักพร้อมๆกับที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลอย่างไม่ต้องมีขอบเขต ในวัยสี่สิบ พนักงานบริษัทกินเงินเดือนอย่างพิชัยหาความสุขให้กับตัวเองไม่ได้ เขาเบื่อที่จะต้องไปทำงานที่ซ้ำซากจำเจ เบื่อการอยู่ในสังคมที่ปราศจากความจริง เบื่อการแสวงหาไม่สิ้นสุด ทุกวันเขาเฝ้านึกถึงอดีต ช่วงเวลาวัยเด็กที่เขาจำได้ว่ามีความสุขมากที่สุด หรือไม่เขาก็เฝ้าฝันถึงอนาคตที่เขาคาดหวังว่าความทุกข์ต่างๆในเวลานี้มันจะจบสิ้นไปแล้ว

 

คนในวัยขนาดพิชัยมักโหยหาอดีตและอนาคต ในขณะที่เด็กไม่มีอดีต และคนแก่ไม่มีอนาคต แต่พิชัยมีทั้งสองอย่างและเป็นสองอย่างที่ดีกว่าสิ่งที่เขามีอยู่เป็นอยู่ เขาอยากหนีไปจากจุดนี้ จุดที่เขาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เขารู้แต่เพียงว่าเขาต้องหนี

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พิชัยรีบเช็ดน้ำตา ยกตัวขึ้นจากโซฟา กระแอมหนึ่งครั้งเพื่อปรับเสียงให้เป็นปกติ เขาเห็นเบอร์โทรจากบริษัทจัดหาแห่งหนึ่งขึ้นบนจอโทรศัพท์

‘สวัสดีครับ’ เสียงพิชัยเป็นปกติตามเดิมเหมือนคนไม่ได้ร้องไห้ ในวัยสี่สิบ เขาผ่านการฝึกฝนปรับเปลี่ยนบุคลิกไปมาจนช่ำชอง

‘ผมวิรุต โทรจากบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณนะครับ ทราบว่าคุณมาติดต่อเอาไว้’

‘อ๋อ ใช่ครับ ผมติดต่อไป’

‘ตอนนี้ทางเราสามารถจัดหาร่างไว้ให้คุณได้แล้วนะครับ รบกวนคุณพิชัยมาพบผมที่บริษัทบ่ายนี้จะได้หรือไม่ครับ’

‘ได้ครับ ได้’

 

บริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณเป็นบริษัทหนึ่งในหลายๆบริษัทที่พิชัยไปติดต่อไว้ เขาต้องการจะเปลี่ยนร่างกับเด็กทารกสักคน แต่ว่าหายากเหลือเกิน เพราะการจะได้ร่างทารก ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่เด็กเสียก่อน ผิดจากร่างของวัยอื่นที่สามารถยินยอมได้ด้วยตัวเอง และพ่อแม่ที่จะยอมเปลี่ยนชีวิตลูกทารกของตัวเองกับคนอื่น โดยเฉพาะเปลี่ยนกับคนในวัยสี่สิบนั้น แทบไม่มีเลย บริษัทต่างๆให้ความหวังกับเขาว่า บางครั้งจะมีเด็กที่พ่อแม่ยากจนหรือร้อนเงินมาเสนอขายเอาไว้ แต่อาจจะต้องรอนานหน่อย พิชัยไม่นึกเลยว่าจะได้เร็วขนาดนี้

 

ตอนแรกพิชัยอยากเปลี่ยนร่างกับวัยรุ่นสักคน เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่สนุกและมีอนาคตเหลืออีกมาก แต่บริษัทจัดหาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยมีวัยรุ่นคนไหนยอมเปลี่ยนร่าง เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่สนใจอดีตและไม่แคร์อนาคต หรือถึงแม้จะแคร์อนาคต ก็ไม่มีใครอยากได้อนาคตของคนอื่น พวกเขายังมีพลังและความเชื่อมั่นที่จะทำอนาคตเอง พูดง่ายๆคือ พวกเขาไม่สนใจอยากเป็นคนอื่น พิชัยจึงต้องรอร่างของทารกอย่างเดียว

 

บ่ายนั้น พิชัยเข้ามานั่งรอในบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณก่อนเวลาเล็กน้อย เขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อสามเดือนก่อน แต่ตอนนั้นอารมณ์ของเขาขุ่นมัวมากจนทำให้เขาลืมสังเกตุบรรยากาศโดยรอบไป วันนี้เขาอารมณ์ดีเพราะเขามีความหวังที่จะได้มีชีวิตใหม่ เขาจึงเริ่มต้นสังเกต เริ่มจากกลิ่นของบริษัทเป็นกลิ่นคล้ายอับชื้น เหมือนมีพรมเปียกวางอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้อง แอร์ที่เปิดก็เย็นเกินไป เขารู้สึกว่ามันเย็นแบบแปลกๆ สีของผนังและโต๊ะเก้าอี้ก็ดูเก่าทึมและขาดรสนิยมอย่างเห็นได้ชัด

 

‘สวัสดีครับคุณพิชัย ขอโทษที่ทำให้ต้องรอ’ เสียงของวิรุตทำให้พิชัยสะดุ้งเล็กน้อย

‘สวัสดีครับ’ แต่แล้วพิชัยก็ปรับตัวได้เร็วอีกเช่นเคย

‘ผมต้องอธิบายกระบวนการขั้นตอนและข้อตกลงกับคุณพิชัยนานหน่อยนะครับ ทราบว่าคุณพิชัยยังไม่เคยทำการเปลี่ยนร่างกับใครมาก่อน’

‘ครับ ผมก็อยากทราบรายละเอียดเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของตัวผมและเรื่องสิทธิมนุษยชนน่ะครับ ผมไม่อยากมีปัญหายุ่งยากทางกฏหมาย’

‘อ๋อ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยครับ เราทำทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ เราไม่ใช่บริษัทลักลอบเปลี่ยนร่างนะครับ แล้วก็กรณีของคุณพิชัยนี้ ผู้ปกครองของเด็กทารก เอ่อ แกชื่อว่าน้องนิมนะครับ ผู้ปกครองของน้องนิมยินยอมให้เปลี่ยนแน่นอนแล้วครับ แกยินดีด้วยซ้ำที่น้องนิมจะได้เป็นพนักงานบริษัทชั้นนำอย่างคุณพิชัย ไม่ใช่ง่ายนะครับโอกาสอย่างนี้’

นายพิชัยยิ้มตอบ แต่ในใจของเขารู้สึกผิดกับเด็กชายนิมจนท้องไส้ปั่นป่วน

‘เรื่องกระบวนการเปลี่ยนร่าง ผมจะอธิบายให้คุณพิชัยฟังโดยย่อนะครับ เพราะข้อนี้คิดว่าคุณพิชัยคงพอจะทราบมาบ้างแล้ว คือ เราจะทำการเปลี่ยนจิตของคุณพิชัยกับจิตของเด็กชายนิม ตอนแรกที่จิตของคุณทั้งสองย้ายไปอยู่ในอีกร่างหนึ่ง จิตจะยังเหมือนจิตเดิม แต่หลังจากนั้นจิตของพวกคุณจะค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับร่างกายใหม่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดคุณพิชัยจะกลายเป็นเด็กชายนิมโดยสมบูรณ์และจะลืมเรื่องเก่าทั้งหมด ส่วนน้องนิมก็จะกลายเป็นคุณพิชัยโดยสมบูรณ์เช่นกัน ทั้งหมดนี้ใช้เวลาหกเดือน’

‘ครับ แล้วตอนผมเป็นทารก ผมจะอยู่ในความดูแลของพ่อแม่น้องนิม ถูกต้องหรือไม่ครับ’

‘ถูกต้องแล้วครับ คุณพิชัยจะกลายเป็นลูกของพวกเขา จนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่นะครับ ส่วนค่าเลี้ยงดูไม่ต้องห่วงเพราะเงินที่คุณพิชัยจ่ายให้เขาก็มากโขอยู่ และทางเราจะคอยสอดส่องให้พวกเขาทำตามสัญญา รับรองไม่ถูกทิ้งขว้างครับ เอ่อ ตอนนี้ผมต้องขออธิบายข้อเสนอจากทางเราหน่อยนะครับ ข้อแรกคือ คุณพิชัยจะขอเปลี่ยนกลับคืนร่างเดิมได้ภายในสามเดือนเท่านั้นนะครับ หลังจากนั้นจิตของคุณจะเริ่มกลายเป็นน้องนิมแล้ว เราจะไม่รับเปลี่ยนคืน และข้อสองคือ ถ้าคุณเปลี่ยนคืน ทางเราและทางผู้ปกครองของน้องนิมจะไม่คืนเงินนะครับ ดังนั้นขอให้คุณพิชัยกรุณาพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจครับผม’    

พิชัยรีบตอบตกลงทันที เขาไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่เพราะเขาทนความทุกข์ขณะนี้ไม่ไหวแล้ว ‘เป็นอะไรก็ยังดีกว่าเป็นนายพิชัยทั้งนั้น’ เขาคิด

 

***

(มีต่อ)

 

ปล หวังว่าจะเขียนเสร็จนะ ฮ่าๆ

มีนาคม 18, 2009

บางอย่างรอไม่ได้

Filed under: short story — yodmanudying @ 6:30 pm

 

 

**เขียนเรื่องสั้นอีกแล้วค่า ใครแวะมาอ่าน ขอคอมเม้นต์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ**

 

บางอย่างรอไม่ได้

 

หลังจากเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัย ฉันมักจะไปหมกตัวอยู่ที่ห้องทำงานสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ห้องทำงานที่ว่านี้เป็นห้องกว้างๆ มีโต๊ะ และคอมพิวเตอร์มากมายสำหรับให้นักศึกษาปริญญาโทจากหลายๆคณะเข้ามานั่งทำงาน บ้างก็ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ บ้างก็เขียนธีสิส แต่สำหรับฉัน ฉันมักเข้าไปนั่งทำงานส่วนตัวเสียมากกว่า

 

งานส่วนตัวของฉันก็คือ เขียนการ์ตูน หลายคนบอกว่าฉันเป็นนักเขียนการ์ตูนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเป็นคนมีชื่อเสียง ต้องมีคนรู้จักมากแค่ไหน และที่สำคัญต้องมีคนชอบกี่คน แต่ฉันไม่มีทางรู้ได้ว่ามีคนชอบฉันและไม่ชอบฉันจริงๆกี่คน ฉันจึงบอกไม่ได้ว่าฉันเป็นคนมีชื่อเสียงจริงหรือไม่ แค่ไหน

 

คนที่มีชื่อเสียงมากกว่าฉันแน่ๆ นั่งอยู่ตรงข้ามฉันนี่เอง เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์ ตัวผอมเล็ก หน้าตาดี ใส่แว่นกรอบสีดำ ผมกระเซิง อายุของเขาแค่ยี่สิบปลายๆ ยังน้อยมากถ้าเทียบกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่ด้วยความอัจฉริยะของเขา ทำให้เขาผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นออกมาได้มากมาย ทำให้เขามีชื่อเสียงรวดเร็ว และตอนนี้เขากำลังผลิตงานที่ทำให้ฉันขนลุก

 

โต๊ะทำงานของเราหันหน้าเข้าหากันฉันจึงมีโอกาสคุยกับเขามากกว่าคนอื่น วันหนึ่งฉันถามเขาว่า

ปี่ก่อนเธอได้รางวัลอะไรนะ

ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม เราสร้างหุ่นยนต์ที่พูดได้เอง โดยไม่ต้องมีคำสั่งเขาตอบทั้งที่สายตาจ้องมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทนที่จะมองหน้าฉัน และฉันก็จ้องไปที่หน้าจอของตัวเองเช่นกัน เรามักคุยกันไปทำงานไป แบบไม่ต้องมองหน้า

โห ทำยังไงน่ะ

อธิบายยากนะ นักเขียนการ์ตูนคงไม่เข้าใจหรอก เขาหัวเราะ

เชอะ ก็ไม่ได้อยากเข้าใจมากนักหรอก โลกนี้มีเสียงคนพูดมากจนหนวกหูจะแย่อยู่แล้ว ผลิตหุ่นให้พูดอีกทำไมก็ไม่รู้

ฮ่าๆ งั้นการ์ตูนยังมีไม่มากพอสินะ ถึงต้องผลิตเพิ่ม เขาพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น

อย่างน้อยการ์ตูนก็ไม่หนวกหูนะ

ถ้างั้นเธออยากให้เราผลิตอะไรล่ะ ตอนนี้น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

อะไรที่มันมีประโยชน์หน่อยน่ะ

เขานิ่งไปนิดหนึ่งแล้วเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟข้างๆตัวมาดื่ม ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า ตอนนี้เรากำลังสร้างสิ่งนึง ไม่แน่ใจว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

บอกมาสิว่าอะไร แล้วเราจะบอกให้ว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

ยาที่ทำให้คนสลายไปได้ สลายไปเป็นอากาศในพริบตา ไม่เจ็บปวดไม่ทรมาน

เฮ้ย นี่มันยาฆ่าคนชัดๆ ตอนนี้ฉันหยุดพิมพ์คอมพิวเตอร์แล้วเอียงตัวไปมองหน้าเขา

ก็แล้วแต่นะว่าเอาไปใช้ทำอะไร ถ้าเอาไปฆ่าคนก็ผิด แต่ถ้าเอาไปช่วยคนก็ถูก

ช่วยคนให้กลายเป็นอากาศเนี่ยนะ

บางคนอาจจะอยากเป็นก็ได้

บ้าไปแล้ว

บางคนอาจจะสมควรเป็น  

ถ้างั้นเอาไปไกลๆจากเราและการ์ตูนของเราเลยนะ

ฮ่าๆ โอเคเขายิ้มกว้างและเอียงตัวออกจากจอมาคุยกับฉันบ้าง ว่าแต่การ์ตูนเรื่องใหม่ใกล้จะเสร็จหรือยัง

อืม ก็เกือบแล้วล่ะ

นานชมัด เรารออ่านอยู่นะ แต่นักเขียนมัวแต่เที่ยวกับแฟน เลยไม่ได้อ่านสักที

ช่วยไม่ได้น่า ช่วงนี้กำลังสวีท รู้สึกว่าหน้าฉันจะแดงนิดๆ

จริงจังมากเหรอ กับคนนี้

ก็จริงจังกว่าเขียนการ์ตูนอีกนะ

อืม

 

หลังจากนั้น เขาก็ถามถึงแฟนฉันอีกหลายข้อ เข้าใจว่าคงจะเป็นห่วง และฉันก็ถามถึงเรื่องงานใหม่ของเขาอีกหลายข้อด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน เขาบอกว่ายาสลายมนุษย์ของเขานี้ จะทำเป็นธีสิสตอนจบปริญญาโท แต่ตอนที่เขาเสนอคณะกรรมการว่าจะทำเรื่องนี้กลับโดนกรรมการหลายคนคัดค้านเนื่องจากมันเป็นงานที่อันตราย เขาตอบกรรมการไปว่ามันจะไม่อันตรายถ้าเขาทำเพื่อต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้จริง ในการทดลองเขาก็จะทดลองกับวัตถุแทน

 

แต่ทดลองกับวัตถุจะรู้ได้ยังไงว่าใช้ได้จริงกับมนุษย์ คนกับวัตถุมีธรรมชาติที่ต่างกันมากนะ ฉันสงสัย

จริงอย่างที่เธอว่า…’

และเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้นอีก

 

หกเดือนผ่านไป ฉันเขียนการ์ตูนเรื่องใหม่เสร็จ ส่วนเขา ฉันคิดว่าน่าจะผลิตสิ่งนั้นเสร็จแล้วเช่นกัน วันนั้นเรานั่งคุยกันระหว่างที่ต่างคนต่างพิมพ์อะไรลงในคอมพิวเตอร์ของตัวเองเช่นเคย เขาขอฉันอ่านการ์ตูนเรื่องใหม่ ท่าทางเขาจะเป็นแฟนเหนียวแน่นของฉันทีเดียว

 

การ์ตูนเสร็จหรือยัง เขาถามพลางพิมพ์อะไรยิกๆลงในคอมพิวเตอร์

อื้อ ฉันตอบพลางพิมพ์อะไรยิกๆเช่นกัน

พิมพ์เมื่อไหร่

คงอีกสักพักนะ บก บอกว่าให้รอก่อน ตอนนี้ยังจังหวะไม่ดี

เขาหยุดพิมพ์ เอื้อมมือไปยกกาแฟดื่ม เราไม่เคยเข้าใจเรื่องการตลาดเลย เขียนก็เสร็จแล้ว แฟนๆก็รออ่านอยู่ตั้งเยอะ แต่ดันไม่ยอมพิมพ์

ยิ่งรอนาน ยิ่งมีค่าไง

บ่มไว้แบบไวน์นะเหรอ เราไม่เห็นด้วยหรอก เขาวางแก้วกาแฟลง พร้อมนิ่งคิดอะไรบางอย่าง

อดทนหน่อยน่า

เขาหันมาสบตาฉัน ทำหน้าจริงจังและพูดว่า บางอย่างก็รอไม่ได้หรอกนะ

บางอย่างเนี่ย กี่อย่าง ฉันถามกวนๆ

กี่อย่างก็แล้วแต่คน สำหรับเรามีสองอย่างมั้ง หนึ่งคือการ์ตูนของเธอ (ยิ้ม) ส่วนสองบอกไม่ได้

รอไม่ได้แล้วเธอจะทำยังไง

ก็คงต้องทำอะไรสักอย่าง เช่น คืนนี้เราอาจจะแฮ้กคอมของเธอแล้วอ่านการ์ตูนให้จบเลย

รอไม่ได้แล้วทำอะไรผิดๆเนี่ยนะ เธอนี่

ไม่ใช่ผิด ต้องเรียกว่าเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เราสมควรได้อ่านแล้ว แต่เราไม่ได้อ่าน เราก็เลยต้องทำอะไรสักอย่าง เข้าใจรึเปล่า

เหตุผลดีตายล่ะ เดี๋ยวเราเปิดไว้ให้อ่านเลย ไม่ต้องแฮ้กให้เมื่อยหรอก

ตอนนั้นฉันไม่ได้สังเกตุเลยว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไร และเขาจริงจังขนาดไหน และฉันก็ไม่ได้ขอดูงานของเขาเป็นการแลกเปลี่ยน ก็งานของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ ดู ได้นี่นะ

 

***

หลายวันก่อนผมไปงานเลี้ยงของคณะ เจอผู้ชายหน้าคุ้นร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ไปหาเพื่อนผมที่ห้องทำงานของนักศึกษาปริญญาโทบ่อยๆ แต่วันนั้นเขาควงไปกับผู้หญิงหน้าไม่คุ้นรูปร่างเซ็กซี่ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็น ไม่สิ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

 

***

 

เช้านี้ฉันมาทำงานเร็ว ตั้งใจว่าจะเขียนธีสิสให้เสร็จก็เลยมาเริ่มทำตั้งแต่เช้า มองไปที่โต๊ะตรงกันข้าม ยังเป็นเก้าอี้ว่างอยู่ คอมพิวเตอร์ก็ยังปิดอยู่ แปลกจริง ปกติเขาจะมาเช้ากว่าฉันเสมอนี่นา

 

สองสามชั่วโมงผ่านไป เขาเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง นั่งลงที่เก้าอี้ เปิดคอมพิวเตอร์ ไม่มองหน้าฉัน ไม่ทักทาย ไม่พูดอะไรสักคำ ฉันเอียงตัวไปทักทายตามปกติ แต่เขาไม่ตอบและแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แปลกจริง ปกติเขาทักฉันก่อนด้วยซ้ำไป

 

ฉันลองทักเสียงดังขึ้นอีก เขาเงยหน้าขึ้นมา ฉันเห็นว่าตาของเขาแดงมาก เหมือนคนไม่ได้นอน

เป็นอะไรรึเปล่า ตาแดงเชียว

‘…นอนไม่ค่อยหลับ…’ เขาตอบเสียงอ่อย และก้มหน้าลง

งานมีปัญหาหรือเปล่า

เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วตอบว่า ‘…ก็ไม่เชิง

มีอะไร คุยกันได้นะ ฉันรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา ปกติเพื่อนฉันคนนี้ไม่เคยมีอาการซึมเซาอย่างนี้เลย

‘…’ เขายังคงเงียบอยู่ และก้มหน้านิ่ง จ้องมองบนโต๊ะว่างเปล่า

ทำงานไม่ทันเหรอ เรานึกว่าเธอทำเสร็จไปแล้ว ฉันยังคงเซ้าซี้ถาม

เขาค่อยๆยื่นมือไปเปิดคอมพิวเตอร์ ถอนหายใจค่อยๆแล้วตอบว่า เราจะไม่ใช้งานนั้นเป็นตัวจบโทแล้วล่ะ

ฉันอึ้งไป ทำไมล่ะ อุตส่าทำมาตั้งนาน หรือว่า…’ ฉันคิดว่าเขาอาจจะทำไม่สำเร็จ

ยามันหายไปแล้ว เขาชิงตอบ

หายไปได้ยังไง

‘…ไม่รู้…’ เขาตอบเสียงค่อยลงไปอีก เหมือนพูดอยู่ในลำคอ

ทำใหม่ทันไหม

ไม่อยากทำแล้ว คราวนี้เขามีท่าทีหงุดหงิด เหมือนไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ต่อไป

เดี๋ยวก็ไม่จบหรอก ฉันพูดไปขมวดคิ้วไป แต่ไม่กล้าถามอะไรเพื่อนต่อ

 

จากนั้น เราต่างทำงานของตัวเองไปเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรกันอีกพักใหญ่ จนเขาพูดขึ้นมาเอง

หนุ่มเธอเป็นไงมั่ง…’ เขามักเรียกแฟนฉันว่าหนุ่มแทนที่จะเรียกชื่อ

อืม ก็สบายดีนะ ถามทำไม

เปล่าก็แค่ถามดู คบกันดีใช่ไหม

ดีจ้า ฉันตอบและเหลือบไปเห็นเขายิ้ม เป็นยิ้มแรกของวัน และเป็นยิ้มที่เหมือนยิ้มกับตัวเองมากกว่ายิ้มให้ฉัน

 

วันนั้นทั้งวัน เขามีอาการซึมเซา ไม่ค่อยพูด สายตาอ้างว้าง มองลงต่ำ พอค่ำๆเขาก็ลุกจากโต๊ะ บอกว่าง่วงนอนมากจะกลับบ้าน เราร่ำลากันสองสามคำ

 

วันรุ่งขึ้น ฉันมาตั้งแต่เช้าอีก โต๊ะของเขายังคงว่าง เพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ วิ่งเอาหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดมาให้ฉันดูด้วยความตื่นเต้น หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นภาพของหญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่ เป็นดาวมหาวิทยาลัย ใครๆก็รู้จักเธอ ข่าวลงว่าเธอหายตัวไปไร้ร่องรอย ตำรวจพยายามค้นหาแต่ไม่เจอ และไม่มีหลักฐานสักชิ้นที่จะบ่งบอกว่าเธอถูกลักพาตัว หรือถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด เพื่อนสนิทของเธอบอกกับตำรวจว่า หลักเลิกเรียนเธอขอแยกไปที่ใต้ตึกเพื่อหยิบกระเป๋าและดื่มน้ำ แต่หลังจากนั้นไม่มีใครเห็นเธออีกเลย กระเป๋าของเธอก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายทำการฆาตกรรมหรือลักพาตัวเธอไประหว่างทางเดินจากห้องเรียนไปยังใต้ตึก แต่ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆเลย

 

สิ่งที่วางอยู่ใกล้กับกระเป๋าของเธอคือขวดน้ำเปล่า ต่อมาตำรวจทำการพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเธอได้ดื่มน้ำจากขวดนั้นเข้าไปจริงๆเพราะมีรอยน้ำลายของเธอติดอยู่ที่ปากขวด น้ำในขวดไม่เหลืออยู่เลย แต่ก็ไม่มีสีหรือกลิ่นใดๆติดอยู่ที่ขวดที่จะบ่งบอกว่าน้ำนั้นเป็นพิษ แสดงว่าเธอได้เดินมาถึงกระเป๋าของเธอแล้วและได้ดื่มน้ำจนหมดขวด แต่หลังจากนั้นเธอหายไปไร้ร่องรอยได้อย่างไร

 

รายงานข่าวยังบอกต่อไปว่า ตำรวจพยายามสืบหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง พบว่าเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งในคณะเดียวกัน ซึ่งผู้ชายคนนี้มีความสัมพันธ์อยู่แล้วกับผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาจึงเป็นความลับ ตำรวจเข้าจับกุมชายผู้นั้นและสืบสวนหาความจริง แต่มีหลักฐานหนักแน่นว่า ชายผู้นั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอแต่อย่างใด

 

ชื่อและภาพของผู้ชายที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีความสัมพันธ์กับหญิงสาวดาวมหาวิทยาลัย ทำให้ฉันมีอาการสั่นเทา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสั่นยิ่งกว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน

 

***

เธอเดินเข้ามาหาผม ตาของเธอแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอบอกกับผมว่าเธอรู้ เธอบอกต่อไปว่า เธอขอบคุณผมมาก แต่เธอก็เสียใจมากในเวลาเดียวกัน ผมบอกกับเธอว่า บางอย่างรอไม่ได้ ผมบอกกับเธออย่างนั้น แต่อันที่จริงผมก็ต้องการตอกย้ำกับตัวผมเองด้วย   

 

วันต่อมาเธอเดินมาชวนผมไปทานข้าว ผมเลยบอกให้เธอมาทานที่บ้านผม เดี๋ยวผมจะทำอาหารพิเศษให้เธอโดยเฉพาะ เธอตอบตกลง

 

ก่อนเวลานัดสองชั่วโมง ผมรีบออกไปซื้อของเพื่อมาทำอาหาร ผมตั้งใจจะทำสปาเก็ตตี้เบคอนให้เธอทาน เพราะผมรู้มาว่าเธอชอบมาก แล้วก็เป็นเมนูที่ผมทำได้อร่อยมากด้วย เอ่อ อันที่จริงพอผมรู้ว่าเธอชอบ ผมก็เลยไปฝึกฝีมือมา ไม่นึกเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำให้เธอทานจริงๆ พอทำเสร็จ ผมก็จัดโต๊ะไว้อย่างเรียบร้อย เตรียมเครื่องดื่ม และของหวานที่เธอชอบไว้เสร็จสรรพก่อนเวลานัดหลายสิบนาที แล้วผมก็นั่งรอเธอที่โต๊ะนั้นเอง

 

เสียงออดดังขึ้น ผมเปิดประตูออกไป เห็นเธอยืนนิ่งอยู่ แววตาของเธอเศร้าหมองเหลือเกิน ผมพาเธอไปนั่งที่โต๊ะ เชื้อเชิญให้เธอทานอาหาร แต่เธอบอกว่าขอคุยกันก่อน

 

ผมรอที่จะคุย แต่เธอไม่ยอมพูดอะไร เธอเงียบนิ่งไปหลายนาทีแล้วก็ร้องไห้ จากนั้นเธอพูดว่า ถ้าเธอไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ แต่เธอต้องบอก ผมยิ้มให้เธอแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร บางอย่างผมรอไม่ได้ บางอย่างเธอก็รอไม่ได้ ผมเข้าใจดี เธอพยักหน้าและร้องไห้มากขึ้น

 

ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอเช็ดน้ำตา แล้วผมก็บอกรักเธอ ผมรักเธอมาก ตอนนี้ผมกำลังจะน้ำตาไหลเสียเอง เธอไม่ได้สบตาผมแต่พยักหน้า ผมรู้ว่าเธอรู้ดีอยู่แล้ว

 

ผมบอกให้เธอทานอาหาร เพราะผมตั้งใจทำให้เธอจริงๆ เธอตอบตกลง แต่แล้วก็มีเสียงออดดังขึ้น ดูเหมือนว่าคนที่มากดออดจะมีมากกว่าหนึ่งคน อาจจะมาเป็นกลุ่ม เธอบอกผมว่าเธอคงไม่มีเวลาทานอาหารของผมในวันนี้เสียแล้ว แต่เธอจะรอทานอาหารที่ผมทำคราวหน้า ผมพยักหน้า เธอเช็ดน้ำตา

 

เธอเดินหันหลังออกจากประตูไป สวนทางกับกลุ่มคนในเครื่องแบบที่พากันเข้ามา ผมมองตามหลังเธอไป และภาวนาขอให้เธอรอผมได้จริงๆ

 

***

ฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกนานทีเดียว แต่ฉันจะรอสิ่งนี้ฉันรอได้

 

ตุลาคม 15, 2008

ของขวัญวันเกิด

Filed under: short story — yodmanudying @ 9:38 pm

 

*ลองเขียนเรื่องสั้นดูเล่นๆ ใครแวะมาอ่านช่วยคอมเม้นต์ด้วยนะจ๊ะ หรือบอกว่า ชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ขอบคุณจ้า*

 

ของขวัญวันเกิด

 

แสงแดดอุ่นๆสาดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบชั้นม่านตาที่ปิดอยู่ของฉัน ทำให้ฉันต้องตื่นขึ้น

เช้าแล้วหรือนี่ฉันคิดในใจพลางลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินไปทำกิจวัตรประจำวันอันแสนคุ้นเคย

ฉันอยู่คนเดียวในอพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งกลางกรุงลอนดอน ครอบครัวทั้งหมดของฉันอยู่ที่เมืองไทย ฉันอยู่คนเดียวที่นี่มาสามสี่ปีแต่ไม่รู้สึกเหงาเลยแม้แต่น้อย หลายคนสงสัยว่าเพราะอะไร แต่ฉันตอบไม่ได้ บางทีฉันอาจจะชอบการอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับคนอื่นก็เป็นได้ หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น

ติ้งต่อง เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น คนที่มาหาฉันตอนเช้าแบบนี้จะมีก็แต่ยามเฝ้าตึกที่เอาจดหมาย (ที่ไปรษณีย์ฝากไว้) มาส่งให้ฉัน หรือไม่ก็บุรุษไปรษณีย์คนเดิมที่แวะเวียนมาส่งพัสดุให้ฉันบ่อยๆ  

วันนี้เป็นยามเฝ้าตึกที่ชื่อ ไมเคิล ฉันเปิดประตูออกไปทั้งชุดนอน เพราะไม่รู้จะเปลี่ยนชุดทันได้อย่างไร

มีจดหมายมาครับไมเคิลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง บางครั้งเขาก็ไม่พูดอะไรเลย เพียงแค่ยื่นจดหมายให้ก็เท่านั้น จริงสินะ แค่ให้จดหมายมันจำเป็นต้องพูดอะไรกันนักหนา แค่ยื่นให้ก็พอแล้ว

ฉันพยายามลืมตาให้กว้างที่สุด เพราะตอนนั้นฉันยังไม่ตื่นเต็มที่นัก หัวก็ฟูๆไม่เป็นทรง แต่ฉันพยายามจะแสดงความเป็นมิตรกับไมเคิลให้มากที่สุด ไหนๆก็เป็นคนคุ้นหน้ากันมาหลายปีแล้ว ถ้าเราคุยกันมากกว่าหนึ่งประโยคได้ก็คงดี

ขณะที่ฉันอ้าปากกำลังจะพูดทักทายเขา ประมาณว่า ตื่นเช้าจังนะคะหรือไม่ก็ วันนี้อากาศอุ่นดีจังอืม แบบหลังจะเหมาะกว่าเพราะชาวอังกฤษชอบคุยกันเรื่องอากาศนี่นะ แต่ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไร ไมเคิลก็แทรกขึ้นมาก่อน นี่ของคุณหรือเปล่าพลางยื่นกุญแจให้ฉันดอกหนึ่ง

ฉันรับมาพิจารณาดู แต่ยังไงก็ไม่คุ้นเลย มันเป็นกุญแจแบบโบราณ เหมือนของจากสมัยวิคตอเรียอะไรนั่นเลย (ฉันเดาเอานะ เพราะไม่สันทัดเรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่) ยังไงก็ตามมันไม่ใช่ของฉันแน่นอน ฉันจึงตอบไป ไม่ใช่นี่คะ คุณเอามาจากไหน

ผมเก็บได้ จากตรงนี้แหละ

ตรงนี้?’

ที่หน้าห้องคุณน่ะครับ ผมเห็นมันหล่นอยู่ ไมเคิลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง อันที่จริงไมเคิลไม่เคยทำหน้าแบบอื่นเลย นอกจากแบบเฉยๆอย่างนี้

ลืมบอกไป ไมเคิลเป็นคนเก่าคนแก่ของตึกนี้ เขาอยู่ที่นี่มานานมากๆ นานเกือบเท่าอายุของเขาทีเดียว ซึ่งก็ประมาณแปดสิบปีเห็นจะได้ บอกตรงๆว่า ฉันยังไม่เคยเห็นคนอายุแปดสิบคนไหนทำหน้าตาย ไม่พูดไม่จาแบบนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นฉันก็ไม่เคยเห็นคนอายุแปดสิบคนไหนแข็งแรง หลังตรงและดูหนุ่มเท่านี้มาก่อนเช่นกัน

ไม่ใช่ของฉันหรอกค่ะ อาจจะมีคนทำตกไว้

ยังไงคุณก็เก็บเอาไว้เถอะ เพราะมันตกอยู่หน้าห้องคุณ ผมไม่รู้จะเอาไปคืนใคร

จะดีเหรอคะ ถ้าเผื่อเจ้าของเขามาหา…’

เขาอาจจะเคาะประตูถามคุณก็ได้ ยังไงผมฝากไว้ก็แล้วกัน

เอ่อก็ได้ค่ะฉันรับกุญแจนั้นมาแบบลังเล ก็มันไม่ใช่ของฉันนี่นะ แต่ยังไงก็ช่างเถิด แค่กุญแจโบราณๆดอกเดียว ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

จากนั้นไมเคิลก็เดินกลับไปอย่างเงียบๆ ไม่มีการบอกลาใดๆ ฉันมองดูท่าทางการเดินของเขาแล้ว ยากที่จะเชื่อว่าเขาอายุแปดสิบ ก็คนอายุแปดสิบที่ไหนจะสง่าผ่าเผยได้ขนาดนี้ บอกตรงๆบางครั้งฉันแอบคิดว่าไมเคิลเป็นคนที่ถูกสต๊าฟเอาไว้ไม่ให้แก่ เจ็บหรือตายได้

เพื่อนบ้านเคยบอกฉันว่า ไมเคิลอาจจะอายุมากกว่าแปดสิบปีก็ได้ เพียงแต่เขาบอกใครๆว่าเขาอายุแปดสิบ และไม่ยอมเพิ่มอายุของตัวเองอีกเลยมาหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยเชื่อมากนัก ก็แหม ข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับคนมีร้อยแปดพันอย่าง และส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น ถ้าไมเคิลอายุจริงเก้าสิบหรือร้อยปีแล้วยังเดินหลังตรงหน้าตายแบบนี้ได้ ฉันคงต้องไปขอสูตรความคงกระพันจากเขาเป็นแน่

จะว่าไปถ้าเพื่อนบ้านมาบอกว่าไมเคิลอายุจริงหกสิบ แต่โกหกว่าแปดสิบ เพราะอยากมีอาวุโสสูงๆฉันจะเชื่อมากกว่านะ   

เช้าวันนั้นฉันรับกุญแจมาแล้วพิจารณาอีกสักครู่ มันไม่ใช่ของฉันแน่นอน เพียงแต่พอดูไปดูมาก็เริ่มรู้สึกคุ้นๆขึ้นมาเหมือนกัน เอ หรือว่าฉันเคยเห็นกุญแจดอกนี้ที่ไหนมาก่อน

แต่ฉันนึกอะไรไม่ออกมากนัก แล้วก็ไม่ได้ใช้เวลานึกมาก ก็แค่กุญแจดอกเดียว

หลังจากนั้นฉันก็เอามันไปวางรวมไว้ในกะบะเล็กๆที่ใส่กุญแจต่างๆของฉัน (มีกุญแจบ้าน กุญแจล็อกรถจักรยาน กุญแจกระเป๋าเดินทาง กุญแจลิ้นชัก) รูปร่างหน้าตาของมันโดดเด่นออกมาจากกุญแจดอกอื่นๆทั้งหมด เพราะมันเป็นสิ่งของโบราณชิ้นเดียวในกะบะนั้น

 

*

 

บ่ายวันนั้นฉันทำงานที่ค้างอยู่ งานของฉันคือแปลหนังสือจากไทยเป็นอังกฤษ และจากอังกฤษเป็นไทย แล้วยังมีเอกสารมายมายหลากหลายที่ฉันรับเอามา และต้องรีบทำให้เสร็จตามกำหนด แน่นอนฉันนั่งทำงานอยู่ในบ้านตลอดทั้งวัน 

งานของฉันไม่ใช่งานที่สนุกมากนัก แปลหนังสือจะสนุกได้อย่างไร ถ้าเขียนหนังสือของตัวเองสิถึงจะสนุก แต่เมื่อรับมาแล้วก็ต้องทำให้เสร็จ ฉันจึงทำจนถึงดึกดื่น จนกระทั่งเผลอหลับคาโต๊ะไปตอนประมาณตีสอง

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เอ๊ะ นี่ฉันเผลอหลับไปนานเท่าไหร่กันนะ ฉันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน มองไปที่นาฬิกา เห็นว่าตีสี่แล้ว

ฉันลุกขึ้นยืน รู้สึกงัวเงีย ครึ่งหลับครึ่งตื่น ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนยังไม่ตื่นเต็มที่นัก แต่ฉันก็เชื่อว่าฉันตื่นอยู่ เพราะมองไปรอบๆห้อง ทุกอย่างเหมือนเดิม บรรยากาศรอบๆตัวเป็นบรรยากาศเดิมก่อนที่จะหลับไป

ฉันเดินไปที่ห้องน้ำ ตั้งใจจะไปล้างหน้า แต่ก็เหลือบไปเห็นประตูบานหนึ่งฝังอยู่บนฝาผนังห้องทำงาน

ประตู? ฉันหันขวับกลับมามองมันอีกทีให้ชัดๆ มีประตูอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ฉันอยู่ที่นี่มาก็หลายปี แต่ไม่เคยเห็นมีประตูนี้อยู่ ฉันไม่เคยรู้ว่ามีห้องอื่นอีกนอกเหนือไปจากห้องทำงาน ห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำ ในอพาร์ทเม้นของฉันมีอยู่เพียงสี่ห้องเท่านั้น แล้วอยู่ๆจะ มีห้องที่ห้าเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร

ฉันเดินไปที่ประตูใหม่บานนั้น ประตูที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็รวบรวมความกล้า ลองหมุนลูกบิดประตูนั้นดู

แต่เปิดไม่ได้ ประตูล็อกอยู่!

ใจฉันเต้นแรง นี่ฉันฝันไปหรือเปล่า อยู่ๆก็เพิ่งมาเห็นว่าที่นี่มีห้องอีกห้องหนึ่ง เป็นห้องอะไร ห้องของใครกันนะ แล้วทำไมฉันถึงเพิ่งเห็นมัน

ยังไม่ทันที่สมองจะให้คำตอบอะไรได้ ฉันก็พลันนึกถึงกุญแจโบราณดอกนั้น ที่ไมเคิลให้ฉันไว้เมื่อเช้านี้

ฉันรีบเดินไปที่กะบะใส่กุญแจ มันยังวางนิ่งอยู่ที่เดิม ฉันไม่แน่ใจนักว่ากุญแจดอกนี้จะเกี่ยวข้องกับประตูห้องใหม่ห้องนั้นหรือไม่ แต่ฉันก็ตัดสินใจว่าจะลองดู

ฉันหยิบกุญแจดอกนั้นขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา ถ้าไขได้คงเรื่องเหลือเชื่อ

กริ๊ก! ฉันใส่กุญแจเข้าไปในช่องประตูแล้วบิด ใช่จริงๆ! กุญแจไขได้! ประตูเปิดได้แล้ว!

ฉันค่อยๆแง้มประตูเข้าไปด้วยใจระทึก

ทันทีที่ประตูเปิดออก ฉันได้ยินเสียงดนตรีดังลอดผ่านมาทันที เป็นเสียงดนตรีบรรเลงเหมือนออกมาจากกล่องเพลง

ฉันเดินเข้าไปในห้องพบว่า ห้องนี้เป็นห้องนอน และเป็นห้องของผู้หญิงเสียด้วย แต่ไม่มีคนอยู่ในห้อง

ตรงหัวเตียงมีกล่องเพลงวางอยู่และเปิดอยู่ เสียงดนตรีดังออกมาจากตรงนั้นนั่นเอง

ฉันถือวิสาสะนั่งลงบนเตียง แล้วหยิบกล่องเพลงขึ้นมาพิจารณา รูปร่างหน้าตาของมัน เหมือนกับของโบราณมากๆ ดีไม่ดีอาจจะโบราณยิ่งกว่ากุญแจดอกนั้นเสียอีก ข้างในกล่องไม่มีของอะไร มีเพียงกระจกเล็กๆติดอยู่ที่ฝาเปิด และตุ๊กตาผู้หญิงตัวเล็กๆหมุนไปเรื่อยๆตามเสียงดนตรี

ฉันวางกล่องเพลงลงแล้วมองไปรอบๆหวังจะหาร่องรอยว่า ใครเป็นเจ้าของห้องนี้ ฉันรู้อย่างหนึ่งว่าห้องนี้เป็นห้องของผู้หญิง แต่ไม่รู้อะไรมากกว่านั้นเลย

ฉันเดินไปรอบๆ สิ่งของในห้องมีตุ๊กตาโบราณสองสามตัว ที่มีผมทองม้วนเป็นรอน ใส่กระโปรงบาน และทำหน้าตาบึ้งตึง ฉันมองไปยังสิ่งของชิ้นอื่นๆ เช่นโต๊ะเครื่องแป้ง หวี เครื่องสำอาง แล้วทำให้ฉันสรุปได้ว่า ห้องนี้เป็นห้องของคนโบราณ! ที่ว่าโบราณนี่หมายความว่า คนในห้องนี้ไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกันกับฉันแน่นอน

เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ฉันก็เกิดอาการขนลุก นี่ฉันกำลังโดนผีหลอกใช่ไหมนะ ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ๆห้อง ฉันกลัวมาก ฉันไม่อยากเห็นคนที่กำลังจะเดินเข้ามา ฉันกลัวว่าว่าเขาจะไม่ใช่คน!

เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น รอไม่ได้แล้ว ฉันรีบวิ่งออกมาจากห้องนั้นแล้วปิดประตูปัง!

เสียงปังทำให้ฉันสะดุ้งตื่น

ฉันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน เมื่อกี้คือความฝันหรือนี่ ห้องๆนั้นคือความฝัน ช่างเหมือนเรื่องจริงเสียนี่กระไร ทำไมฉันถึงสัมผัสได้ทั้งบรรยากาศ กลิ่น และเสียงที่เหมือนความจริงขนาดนั้น

ฉันมองไปที่นาฬิกา ตอนนั้นเป็นเวลาตีสี่ครึ่ง ฉันมองไปที่ฝาผนังห้องที่เมื่อกี้มีประตูอยู่ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

มันคือความฝันจริงๆด้วย เฮ้อ สงสัยฉันจะเก็บเรื่องกุญแจโบราณดอกนั้นมาฝันเป็นตุเป็นตะ ฉันนี่บ้าจริงๆ

ว่าแล้วฉันก็ลุกเดินไปที่ห้องน้ำ ตั้งใจจะไปล้างหน้า แต่ระหว่างทางไปห้องน้ำ ฉันเหลือบไปมองกะบะใส่กุญแจที่ฉันวางกุญแจโบราณดอกนั้นไว้

ไม่มี! กุญแจไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว! ฉันหยิบกะบะนั้นขึ้นมาดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ ไม่มี! กุญแจไม่อยู่แล้วจริงๆ

 

*

 

ฉันทำกุญแจหายไปในความฝัน เป็นไปได้ยังไงกันเนี่ย

วัตถุที่จับต้องได้ อยู่ๆหายไป ยิ่งไปกว่านั้น หายไปในความฝัน

หน้าไมเคิลลอยเข้ามาในห้วงความคิดของฉัน จริงสิ ไมเคิลเป็นคนเก็บกุญแจดอกนี้มาให้ฉัน บางทีเขาอาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับกุญแจดอกนี้ หรือไม่เขาอาจจะรู้แม้แต่ความฝันของฉันก็เป็นได้  

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉันรีบเดินไปหาไมเคิลซึ่งกำลังง่วนอยู่กับเอกสารบนโต๊ะของเขา ที่ออฟฟิศชั้นล่างสุดของตึก

เขาเงยหน้าขึ้นมองฉัน ใบหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่นัยน์ตาคล้ายจะถามว่าฉันมีธุระอะไร

ทั้งที่ฉันตั้งใจจะถามไมเคิลให้รู้เรื่องแต่พอถึงเวลาจริงๆ ฉันกลับไม่มั่นใจว่าจะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร ในที่สุด ฉันก็ถามออกไปแบบลังเลว่า เอ่อ กุญแจที่คุณเก็บได้แล้วฝากฉันไว้…’

ครับ?’ ไมเคิลยังทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม หรือเขาอาจจะไม่ได้รู้อะไรเลยก็ได้

เอ่อ ตอนนี้มันมันหายไปแล้วน่ะค่ะฉันไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ จะให้บอกว่าฉันทำมันหายไปในความฝันอย่างนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ประโยคปกติที่เราพูดกันในชีวิตประจำวันเลยนะ

ไมเคิลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเป็นประกายแล้วยิ้มที่มุมปาก ไม่เป็นไรหรอกครับ

ฉันไม่เคยเห็นเขายิ้มมาก่อน แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ตอนนี้เขายิ้ม แปลว่าเขารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ๆ

ไมเคิล คุณรู้อะไรเอ่ออะไรที่เกี่ยวกับกุญแจดอกนี้บ้างไหมคะฉันตัดสินใจถามออกไป แต่ไม่กล้าเล่ามากกว่านี้ ได้แต่หวังว่า ถ้าเขารู้จริง เขาน่าจะเป็นฝ่ายเล่าให้ฉันฟังเองมากกว่า

ไมเคิลมองหน้าฉันสักครู่ ในขณะที่ฉันยืนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

แล้วเขาก็ตอบว่า ผมไม่รู้อะไรหรอกครับ ผมแค่เก็บมันได้ แล้วก็ฝากคุณไว้ ก็เท่านั้นแล้วเขาก็พูดต่อไปว่า ผมทำหน้าที่ของผมเท่านั้นครับ

 

*

 

วันนั้นฉันกลับเข้าห้องมาแล้วพยายามรวบรวมสมาธิทำงานต่อ พยายามเลิกคิดถึงเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น แต่มันก็วกกลับเข้าในหัวฉันบ่อยๆ

ฉันคิดในใจว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากจะขอกลับเข้าไปในความฝัน ในห้องนั้นอีกสักครั้ง อย่างน้อยฉันจะได้รู้อะไรมากกว่าเดิม คราวนี้ฉันสาบานว่าจะไม่รีบวิ่งหนีออกมาก่อน ไม่ว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นจะเป็นเอ่อเป็นผีก็ตาม

เจอผีในฝันคงไม่น่ากลัวมากนักหรอก 

คืนนั้นฉันอาบน้ำแล้วเข้านอนอย่างเรียบร้อย ใจฉันเฝ้ารอการนอนหลับแล้วฝันอีกสักครั้ง

หลับไปได้ไม่นานนัก ฉันก็ลืมตาและลุกขึ้นจากเตียง นี่ความฝันหรือความจริงกันนะ ฉันแยกไม่ออกอีกแล้ว

ฉันเดินไปที่ห้องทำงาน แล้วก็พบกับประตูบานนั้น! ตอนนี้ฉันอยู่ในความฝันสินะ

กุญแจยังเสียบค้างอยู่ที่ลูกบิด ฉันค่อยๆหมุนลูกบิด ค่อยๆเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ

เสียงดนตรีเดิมดังออกมาอีกเช่นเคย

ฉันมองไปที่หัวเตียง คราวนี้ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอายุไล่ๆกับฉันนั่งมองกล่องเพลงอยู่

ฉันตกใจมาก ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้นพอเห็นฉันก็ร้องวี้ดขึ้นมาทันที ท่าทางเธอตกใจมากไม่แพ้กัน

เสียงวี้ดของเธอทำให้ฉันถอยกรูดไปติดประตู

เธอเป็นใคร?’ เด็กหญิงถามด้วยเสียงแหลมสูงแบบคนกำลังตกใจ เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง?’

ฉะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆฉันก็เห็นประตู แล้วก็เปิดเข้ามา

เด็กหญิงทำตาโต อ้าปากนิดๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก

ฉันจึงพูดต่อไปว่า ฉันรู้แค่ว่านี่คือความฝันของฉัน แล้วฉันก็เคยฝันแบบนี้แล้วครั้งหนึ่ง ฉันเคยเข้ามาในห้องนี้แล้ว

ความฝันเหรอ?’ เด็กหญิงถามอีกครั้ง

ใช่ ตอนนี้ฉันกำลังฝัน แล้วเธอล่ะ?’

ฉันไม่ได้กำลังฝัน ฉันยังไม่ได้หลับเลยนะเด็กหญิงตอบ

แต่เธอจะรู้ได้ยังไงว่าเธอกำลังตื่นหรือหลับ คราวที่แล้วฉันเข้ามาในห้องนี้ ฉันก็นึกว่าเป็นความจริงเหมือนกัน แต่พอตื่นขึ้นถึงได้รู้ว่ามันคือความฝันฉันพยายามอธิบาย

ฉันว่าฉันแยกออกนะเด็กหญิงตอบ

ลองหยิกตัวเองดูสิว่าเจ็บรึเปล่า?’ ฉันเสนอความคิด

ฮ่าๆ เธอลองก่อนสิเด็กหญิงหัวเราะ ดูเหมือนเธอจะเริ่มหายกลัวแล้ว และฉันก็เหมือนกัน

ฉันลองหยิกตัวเองดู โอ๊ย!’ เจ็บจริงๆเสียด้วย

เด็กหญิงยิ้ม เธอกำลังฝันอยู่ เธอยังเจ็บเลย  เราคงใช้วิธีนี้พิสูจน์ไม่ได้หรอก

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย

ว่าแต่เธอเป็นใครเหรอ?’ เด็กหญิงถามแต่ไม่รอให้ฉันตอบ เธอแนะนำตัวเองต่อเลย ฉันชื่อราเชล อายุสิบแปด และที่นี่คือห้องนอนของฉัน

อายุเท่ากันเลย ฉันแนะนำตัวบ้าง ฉันชื่อนีน่า เป็นคนไทย แต่มาอยู่ที่ลอนดอนคนเดียว และฉันก็อยู่ที่ห้องนี้เหมือนกัน เปิดประตูนี้ออกไป ก็เป็นห้องทำงานของฉัน

คนไทยเหรอ ฉันไม่เคยได้ยินเลย ว่าแต่ทำไมเธอมาอยู่คนเดียวล่ะ พ่อแม่เธอไปไหนราเชลถาม แต่ก็ไม่รอให้ฉันตอบอีกแล้ว ฉันยังอยู่กับพ่อแม่เลย พวกเขาอยู่ห้องข้างๆนี่

พ่อแม่ฉันเขาแต่งงานใหม่ทั้งคู่และกลับเมืองไทยไปแล้วล่ะฉันอธิบาย ฉันเป็นลูกคนเดียว และโตแล้ว ฉันก็เลยอยู่คนเดียวดีกว่าราเชลพยักหน้าอย่างเข้าใจ

แล้วเธอไม่กลัวเหรอ?’ เธอถามต่อด้วยสีหน้าเป็นห่วง

หมายถึงกลัวผีเหรอ? แล้วเธอเป็นผีรึเปล่า?’ ฉันถามยิ้มๆแบบหยอกเล่น

ราเชลหัวเราะ ฉันว่าเธอเป็นผีมากกว่านะ อยู่ๆเข้ามาในห้องนอนฉันเฉยเลย แถมยังขอโทษนะแต่งตัวแปลกๆราเชลพูดแบบเกรงใจ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะว่าฉัน แต่ดูๆแล้วเราอยู่คนละยุคกันจริงๆ ราเชลอยู่ในชุดนอนสีขาวลูกไม้บานๆแบบคนสมัยก่อน ผมของเธอเป็นสีทองม้วนเป็นรอนเหมือนตุ๊กตาสองสามตัวที่วางอยู่ รูปร่างเธออวบแต่ไม่ถึงกับอ้วน ผู้หญิงสมัยก่อนคงไม่ต้องไดเอทให้ผอมแห้งเหมือนสมัยนี้สินะ

ฉันว่าเราอยู่คนละยุคกันนะ ฉันคงมาจากอนาคตของเธอ ส่วนเธออยู่ในยุคโบราณของฉันฉันพยายามอธิบาย

ยุคโบราณเหรอ ฮ่าๆราเชลขำที่อยู่ๆตัวเองกลายเป็นคนโบราณ แต่ชุดนอนของยุคเธอก็ดูน่าสบายดีนะราเชลพูดแล้วมองมาที่ชุดนอนสีขาว แขนยาวของฉัน ฉันยิ้มตอบ ชอบใจในความเป็นมิตรของเธอ

นั่นกล่องเพลงของเธอเหรอ?’ ฉันชี้ไปที่กล่องเพลงบนโต๊ะหัวนอน

อ๋อ มันก็ไม่เชิงเป็นของฉันหรอก ตอนที่ฉันย้ายเข้ามาที่นี่เมื่อหกเดือนก่อน ฉันก็เห็นมันวางอยู่แล้วล่ะ แล้ววันนั้นเป็นวันเกิดฉัน อายุครบสิบแปดพอดี กล่องเพลงนี้เลยเหมือนเป็นของขวัญวันเกิดให้ฉัน แต่เป็นของขวัญจากใครก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ราเชลเล่าอย่างอารมณ์ดี ฉันไม่รู้จักเจ้าของบ้านคนก่อนหรอก

มันน่ารักดีนะ เสียงดนตรีก็เพราะดีด้วยฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดครบสิบแปดของฉันล่ะ

อ้าว ฉันนึกว่าเธอสิบแปดไปแล้ว

ยังหรอก ต้องพรุ่งนี้

ฉันอยากให้เธอได้กล่องเพลงแบบฉันบ้างจัง อืม ที่จริง ฉันยกกล่องนี้ให้เธอก็ได้นะ เป็นของขวัญจากฉันราเชลปิดกล่องเพลงแล้วยื่นให้ฉัน มีคนให้ฉันมาในวันเกิด ฉันก็อยากให้เธอในวันเกิด

ไม่ได้หรอก นี่มันของเธอนะ แล้วอีกอย่างตอนนี้ฉันกำลังฝันอยู่ ฉันจะเอาของจากความฝันไปได้ยังไงฉันปฎิเสธพลางยิ้มอย่างมีความสุข เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนได้รับของขวัญเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไงก็ขอบคุณเธอมากนะ

ราเชลยิ้มตอบ ฉันมองเข้าไปในแววตาของเธอเป็นครั้งแรก มันดูคุ้นเคยมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน    

 

*

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นด้วยอารมณ์ดีกว่าปกติ

วันนี้วันเกิดฉันสินะฉันพึมพำอยู่คนเดียว แล้วเดินไปที่ห้องน้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันอันแสนคุ้นเคย

วันนี้ฉันยืนมองหน้าตัวเองในกระจกนานกว่าปกติ มองเข้าไปในแววตาของตัวเองเป็นครั้งแรก

แววตานี้…’ ฉันพึมพำกับตัวเองอีก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น

ฉันไปเปิดประตูทั้งชุดนอนอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่ไมเคิล แต่เป็นเจมส์ บุรุษไปรษณีย์ที่มักมาส่งพัสดุให้ฉันเป็นประจำ

หวัดดีครับเจมส์ยิ้มทักทาย ท่าทางเขาจะเป็นคนชอบตื่นเช้า เพราะเขามาแต่เช้าทุกครั้งและไม่เคยหงุดหงิดสักครั้ง มีพัสดุมาครับ ช่วยเซ็นรับด้วยพลางยื่นปากกากับกระดาษมาให้ฉันเซ็น

ฉันเซ็นแล้วรับเอาพัสดุมา พลิกดูด้านหลัง ชื่อผู้ส่งทำให้ฉันยิ้มออกมาทันที   

เจมส์พูดขึ้นว่า แปลกนะครับ ที่อยู่ผู้ส่งเป็นที่อยู่เดียวกับที่นี่แป๊ะเลย แม้แต่บ้านเลขที่ก็เป็นเลขเดียวกัน สงสัยจะเขียนผิดมากกว่า

ฉันพยักหน้า ยิ้มและขอบคุณ

พอเจมส์กลับไป ฉันเปิดกล่องพัสดุออก เสียงดนตรีที่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วห้อง

 

 

ปล ได้แรงบันดาลใจในการเขียนจากเรื่อง birthday girl ของมูราคามิ อ่านแล้วอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับวันเกิดดูบ้าง

ปล2 พล็อตของเรื่องนี้ประยุกต์มาจากความฝันจริงๆของเราเลยนะ J

         

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บลอกที่ WordPress.com .