*ลองเขียนเรื่องสั้นดูเล่นๆ ใครแวะมาอ่านช่วยคอมเม้นต์ด้วยนะจ๊ะ หรือบอกว่า ชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ขอบคุณจ้า*
ของขวัญวันเกิด
แสงแดดอุ่นๆสาดผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบชั้นม่านตาที่ปิดอยู่ของฉัน ทำให้ฉันต้องตื่นขึ้น
‘เช้าแล้วหรือนี่’ ฉันคิดในใจพลางลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินไปทำกิจวัตรประจำวันอันแสนคุ้นเคย
ฉันอยู่คนเดียวในอพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งกลางกรุงลอนดอน ครอบครัวทั้งหมดของฉันอยู่ที่เมืองไทย ฉันอยู่คนเดียวที่นี่มาสามสี่ปีแต่ไม่รู้สึกเหงาเลยแม้แต่น้อย หลายคนสงสัยว่าเพราะอะไร แต่ฉันตอบไม่ได้ บางทีฉันอาจจะชอบการอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับคนอื่นก็เป็นได้ หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น
‘ติ้งต่อง’ เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น คนที่มาหาฉันตอนเช้าแบบนี้จะมีก็แต่ยามเฝ้าตึกที่เอาจดหมาย (ที่ไปรษณีย์ฝากไว้) มาส่งให้ฉัน หรือไม่ก็บุรุษไปรษณีย์คนเดิมที่แวะเวียนมาส่งพัสดุให้ฉันบ่อยๆ
วันนี้เป็นยามเฝ้าตึกที่ชื่อ ไมเคิล ฉันเปิดประตูออกไปทั้งชุดนอน เพราะไม่รู้จะเปลี่ยนชุดทันได้อย่างไร
‘มีจดหมายมาครับ’ ไมเคิลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง บางครั้งเขาก็ไม่พูดอะไรเลย เพียงแค่ยื่นจดหมายให้ก็เท่านั้น จริงสินะ แค่ให้จดหมายมันจำเป็นต้องพูดอะไรกันนักหนา แค่ยื่นให้ก็พอแล้ว
ฉันพยายามลืมตาให้กว้างที่สุด เพราะตอนนั้นฉันยังไม่ตื่นเต็มที่นัก หัวก็ฟูๆไม่เป็นทรง แต่ฉันพยายามจะแสดงความเป็นมิตรกับไมเคิลให้มากที่สุด ไหนๆก็เป็นคนคุ้นหน้ากันมาหลายปีแล้ว ถ้าเราคุยกันมากกว่าหนึ่งประโยคได้ก็คงดี
ขณะที่ฉันอ้าปากกำลังจะพูดทักทายเขา ประมาณว่า ‘ตื่นเช้าจังนะคะ’ หรือไม่ก็ ‘วันนี้อากาศอุ่นดีจัง’ อืม แบบหลังจะเหมาะกว่าเพราะชาวอังกฤษชอบคุยกันเรื่องอากาศนี่นะ แต่ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไร ไมเคิลก็แทรกขึ้นมาก่อน ‘นี่ของคุณหรือเปล่า’ พลางยื่นกุญแจให้ฉันดอกหนึ่ง
ฉันรับมาพิจารณาดู แต่ยังไงก็ไม่คุ้นเลย มันเป็นกุญแจแบบโบราณ เหมือนของจากสมัยวิคตอเรียอะไรนั่นเลย (ฉันเดาเอานะ เพราะไม่สันทัดเรื่องประวัติศาสตร์เท่าไหร่) ยังไงก็ตามมันไม่ใช่ของฉันแน่นอน ฉันจึงตอบไป ‘ไม่ใช่นี่คะ คุณเอามาจากไหน’
‘ผมเก็บได้ จากตรงนี้แหละ’
‘ตรงนี้?’
‘ที่หน้าห้องคุณน่ะครับ ผมเห็นมันหล่นอยู่’ ไมเคิลพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง อันที่จริงไมเคิลไม่เคยทำหน้าแบบอื่นเลย นอกจากแบบเฉยๆอย่างนี้
ลืมบอกไป ไมเคิลเป็นคนเก่าคนแก่ของตึกนี้ เขาอยู่ที่นี่มานานมากๆ นานเกือบเท่าอายุของเขาทีเดียว ซึ่งก็ประมาณแปดสิบปีเห็นจะได้ บอกตรงๆว่า ฉันยังไม่เคยเห็นคนอายุแปดสิบคนไหนทำหน้าตาย ไม่พูดไม่จาแบบนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นฉันก็ไม่เคยเห็นคนอายุแปดสิบคนไหนแข็งแรง หลังตรงและดูหนุ่มเท่านี้มาก่อนเช่นกัน
‘ไม่ใช่ของฉันหรอกค่ะ อาจจะมีคนทำตกไว้’
‘ยังไงคุณก็เก็บเอาไว้เถอะ เพราะมันตกอยู่หน้าห้องคุณ ผมไม่รู้จะเอาไปคืนใคร’
‘จะดีเหรอคะ ถ้าเผื่อเจ้าของเขามาหา…’
‘เขาอาจจะเคาะประตูถามคุณก็ได้ ยังไงผมฝากไว้ก็แล้วกัน’
‘เอ่อ…ก็ได้ค่ะ’ ฉันรับกุญแจนั้นมาแบบลังเล ก็มันไม่ใช่ของฉันนี่นะ แต่ยังไงก็ช่างเถิด แค่กุญแจโบราณๆดอกเดียว ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
จากนั้นไมเคิลก็เดินกลับไปอย่างเงียบๆ ไม่มีการบอกลาใดๆ ฉันมองดูท่าทางการเดินของเขาแล้ว ยากที่จะเชื่อว่าเขาอายุแปดสิบ ก็คนอายุแปดสิบที่ไหนจะสง่าผ่าเผยได้ขนาดนี้ บอกตรงๆบางครั้งฉันแอบคิดว่าไมเคิลเป็นคนที่ถูกสต๊าฟเอาไว้ไม่ให้แก่ เจ็บหรือตายได้
เพื่อนบ้านเคยบอกฉันว่า ไมเคิลอาจจะอายุมากกว่าแปดสิบปีก็ได้ เพียงแต่เขาบอกใครๆว่าเขาอายุแปดสิบ และไม่ยอมเพิ่มอายุของตัวเองอีกเลยมาหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยเชื่อมากนัก ก็แหม ข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับคนมีร้อยแปดพันอย่าง และส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น ถ้าไมเคิลอายุจริงเก้าสิบหรือร้อยปีแล้วยังเดินหลังตรงหน้าตายแบบนี้ได้ ฉันคงต้องไปขอสูตรความคงกระพันจากเขาเป็นแน่
จะว่าไปถ้าเพื่อนบ้านมาบอกว่าไมเคิลอายุจริงหกสิบ แต่โกหกว่าแปดสิบ เพราะอยากมีอาวุโสสูงๆฉันจะเชื่อมากกว่านะ
เช้าวันนั้นฉันรับกุญแจมาแล้วพิจารณาอีกสักครู่ มันไม่ใช่ของฉันแน่นอน เพียงแต่พอดูไปดูมาก็เริ่มรู้สึกคุ้นๆขึ้นมาเหมือนกัน เอ หรือว่าฉันเคยเห็นกุญแจดอกนี้ที่ไหนมาก่อน
แต่ฉันนึกอะไรไม่ออกมากนัก แล้วก็ไม่ได้ใช้เวลานึกมาก ก็แค่กุญแจดอกเดียว
หลังจากนั้นฉันก็เอามันไปวางรวมไว้ในกะบะเล็กๆที่ใส่กุญแจต่างๆของฉัน (มีกุญแจบ้าน กุญแจล็อกรถจักรยาน กุญแจกระเป๋าเดินทาง กุญแจลิ้นชัก) รูปร่างหน้าตาของมันโดดเด่นออกมาจากกุญแจดอกอื่นๆทั้งหมด เพราะมันเป็นสิ่งของโบราณชิ้นเดียวในกะบะนั้น
*
บ่ายวันนั้นฉันทำงานที่ค้างอยู่ งานของฉันคือแปลหนังสือจากไทยเป็นอังกฤษ และจากอังกฤษเป็นไทย แล้วยังมีเอกสารมายมายหลากหลายที่ฉันรับเอามา และต้องรีบทำให้เสร็จตามกำหนด แน่นอนฉันนั่งทำงานอยู่ในบ้านตลอดทั้งวัน
งานของฉันไม่ใช่งานที่สนุกมากนัก แปลหนังสือจะสนุกได้อย่างไร ถ้าเขียนหนังสือของตัวเองสิถึงจะสนุก แต่เมื่อรับมาแล้วก็ต้องทำให้เสร็จ ฉันจึงทำจนถึงดึกดื่น จนกระทั่งเผลอหลับคาโต๊ะไปตอนประมาณตีสอง
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เอ๊ะ นี่ฉันเผลอหลับไปนานเท่าไหร่กันนะ ฉันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน มองไปที่นาฬิกา เห็นว่าตีสี่แล้ว
ฉันลุกขึ้นยืน รู้สึกงัวเงีย ครึ่งหลับครึ่งตื่น ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนยังไม่ตื่นเต็มที่นัก แต่ฉันก็เชื่อว่าฉันตื่นอยู่ เพราะมองไปรอบๆห้อง ทุกอย่างเหมือนเดิม บรรยากาศรอบๆตัวเป็นบรรยากาศเดิมก่อนที่จะหลับไป
ฉันเดินไปที่ห้องน้ำ ตั้งใจจะไปล้างหน้า แต่ก็เหลือบไปเห็นประตูบานหนึ่งฝังอยู่บนฝาผนังห้องทำงาน
ประตู? ฉันหันขวับกลับมามองมันอีกทีให้ชัดๆ มีประตูอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ฉันอยู่ที่นี่มาก็หลายปี แต่ไม่เคยเห็นมีประตูนี้อยู่ ฉันไม่เคยรู้ว่ามีห้องอื่นอีกนอกเหนือไปจากห้องทำงาน ห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำ ในอพาร์ทเม้นของฉันมีอยู่เพียงสี่ห้องเท่านั้น แล้วอยู่ๆจะ มีห้องที่ห้าเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร
ฉันเดินไปที่ประตูใหม่บานนั้น ประตูที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็รวบรวมความกล้า ลองหมุนลูกบิดประตูนั้นดู
แต่เปิดไม่ได้ ประตูล็อกอยู่!
ใจฉันเต้นแรง นี่ฉันฝันไปหรือเปล่า อยู่ๆก็เพิ่งมาเห็นว่าที่นี่มีห้องอีกห้องหนึ่ง เป็นห้องอะไร ห้องของใครกันนะ แล้วทำไมฉันถึงเพิ่งเห็นมัน
ยังไม่ทันที่สมองจะให้คำตอบอะไรได้ ฉันก็พลันนึกถึงกุญแจโบราณดอกนั้น ที่ไมเคิลให้ฉันไว้เมื่อเช้านี้
ฉันรีบเดินไปที่กะบะใส่กุญแจ มันยังวางนิ่งอยู่ที่เดิม ฉันไม่แน่ใจนักว่ากุญแจดอกนี้จะเกี่ยวข้องกับประตูห้องใหม่ห้องนั้นหรือไม่ แต่ฉันก็ตัดสินใจว่าจะลองดู
ฉันหยิบกุญแจดอกนั้นขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา ถ้าไขได้คงเรื่องเหลือเชื่อ
กริ๊ก! ฉันใส่กุญแจเข้าไปในช่องประตูแล้วบิด ใช่จริงๆ! กุญแจไขได้! ประตูเปิดได้แล้ว!
ฉันค่อยๆแง้มประตูเข้าไปด้วยใจระทึก
ทันทีที่ประตูเปิดออก ฉันได้ยินเสียงดนตรีดังลอดผ่านมาทันที เป็นเสียงดนตรีบรรเลงเหมือนออกมาจากกล่องเพลง
ฉันเดินเข้าไปในห้องพบว่า ห้องนี้เป็นห้องนอน และเป็นห้องของผู้หญิงเสียด้วย แต่ไม่มีคนอยู่ในห้อง
ตรงหัวเตียงมีกล่องเพลงวางอยู่และเปิดอยู่ เสียงดนตรีดังออกมาจากตรงนั้นนั่นเอง
ฉันถือวิสาสะนั่งลงบนเตียง แล้วหยิบกล่องเพลงขึ้นมาพิจารณา รูปร่างหน้าตาของมัน เหมือนกับของโบราณมากๆ ดีไม่ดีอาจจะโบราณยิ่งกว่ากุญแจดอกนั้นเสียอีก ข้างในกล่องไม่มีของอะไร มีเพียงกระจกเล็กๆติดอยู่ที่ฝาเปิด และตุ๊กตาผู้หญิงตัวเล็กๆหมุนไปเรื่อยๆตามเสียงดนตรี
ฉันวางกล่องเพลงลงแล้วมองไปรอบๆหวังจะหาร่องรอยว่า ใครเป็นเจ้าของห้องนี้ ฉันรู้อย่างหนึ่งว่าห้องนี้เป็นห้องของผู้หญิง แต่ไม่รู้อะไรมากกว่านั้นเลย
ฉันเดินไปรอบๆ สิ่งของในห้องมีตุ๊กตาโบราณสองสามตัว ที่มีผมทองม้วนเป็นรอน ใส่กระโปรงบาน และทำหน้าตาบึ้งตึง ฉันมองไปยังสิ่งของชิ้นอื่นๆ เช่นโต๊ะเครื่องแป้ง หวี เครื่องสำอาง แล้วทำให้ฉันสรุปได้ว่า ห้องนี้เป็นห้องของคนโบราณ! ที่ว่าโบราณนี่หมายความว่า คนในห้องนี้ไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกันกับฉันแน่นอน
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ฉันก็เกิดอาการขนลุก นี่ฉันกำลังโดนผีหลอกใช่ไหมนะ ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ๆห้อง ฉันกลัวมาก ฉันไม่อยากเห็นคนที่กำลังจะเดินเข้ามา ฉันกลัวว่า…ว่า…เขาจะไม่ใช่คน!
เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น รอไม่ได้แล้ว ฉันรีบวิ่งออกมาจากห้องนั้นแล้วปิดประตูปัง!
เสียงปังทำให้ฉันสะดุ้งตื่น
ฉันเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน เมื่อกี้คือความฝันหรือนี่ ห้องๆนั้นคือความฝัน ช่างเหมือนเรื่องจริงเสียนี่กระไร ทำไมฉันถึงสัมผัสได้ทั้งบรรยากาศ กลิ่น และเสียงที่เหมือนความจริงขนาดนั้น
ฉันมองไปที่นาฬิกา ตอนนั้นเป็นเวลาตีสี่ครึ่ง ฉันมองไปที่ฝาผนังห้องที่เมื่อกี้มีประตูอยู่ ตอนนี้ไม่มีแล้ว
มันคือความฝันจริงๆด้วย เฮ้อ สงสัยฉันจะเก็บเรื่องกุญแจโบราณดอกนั้นมาฝันเป็นตุเป็นตะ ฉันนี่บ้าจริงๆ
ว่าแล้วฉันก็ลุกเดินไปที่ห้องน้ำ ตั้งใจจะไปล้างหน้า แต่ระหว่างทางไปห้องน้ำ ฉันเหลือบไปมองกะบะใส่กุญแจที่ฉันวางกุญแจโบราณดอกนั้นไว้
ไม่มี! กุญแจไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว! ฉันหยิบกะบะนั้นขึ้นมาดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ ไม่มี! กุญแจไม่อยู่แล้วจริงๆ
*
ฉันทำกุญแจหายไปในความฝัน เป็นไปได้ยังไงกันเนี่ย
วัตถุที่จับต้องได้ อยู่ๆหายไป ยิ่งไปกว่านั้น หายไปในความฝัน
หน้าไมเคิลลอยเข้ามาในห้วงความคิดของฉัน จริงสิ ไมเคิลเป็นคนเก็บกุญแจดอกนี้มาให้ฉัน บางทีเขาอาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับกุญแจดอกนี้ หรือไม่…เขาอาจจะรู้แม้แต่ความฝันของฉันก็เป็นได้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉันรีบเดินไปหาไมเคิลซึ่งกำลังง่วนอยู่กับเอกสารบนโต๊ะของเขา ที่ออฟฟิศชั้นล่างสุดของตึก
เขาเงยหน้าขึ้นมองฉัน ใบหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิม แต่นัยน์ตาคล้ายจะถามว่าฉันมีธุระอะไร
ทั้งที่ฉันตั้งใจจะถามไมเคิลให้รู้เรื่องแต่พอถึงเวลาจริงๆ ฉันกลับไม่มั่นใจว่าจะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร ในที่สุด ฉันก็ถามออกไปแบบลังเลว่า ‘เอ่อ กุญแจที่คุณเก็บได้…แล้ว…ฝากฉันไว้…’
‘ครับ?’ ไมเคิลยังทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม หรือ…เขาอาจจะไม่ได้รู้อะไรเลยก็ได้
‘เอ่อ ตอนนี้มัน…มัน…หายไปแล้วน่ะค่ะ’ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ จะให้บอกว่าฉันทำมันหายไปในความฝันอย่างนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ประโยคปกติที่เราพูดกันในชีวิตประจำวันเลยนะ
ไมเคิลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเป็นประกายแล้วยิ้มที่มุมปาก ‘ไม่เป็นไรหรอกครับ’
ฉันไม่เคยเห็นเขายิ้มมาก่อน แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ตอนนี้เขายิ้ม แปลว่าเขารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ๆ
‘ไมเคิล คุณรู้อะไร…เอ่อ…อะไรที่เกี่ยวกับกุญแจดอกนี้บ้างไหมคะ’ ฉันตัดสินใจถามออกไป แต่ไม่กล้าเล่ามากกว่านี้ ได้แต่หวังว่า ถ้าเขารู้จริง เขาน่าจะเป็นฝ่ายเล่าให้ฉันฟังเองมากกว่า
ไมเคิลมองหน้าฉันสักครู่ ในขณะที่ฉันยืนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
แล้วเขาก็ตอบว่า ‘ผมไม่รู้อะไรหรอกครับ ผมแค่เก็บมันได้ แล้วก็ฝากคุณไว้ ก็เท่านั้น’ แล้วเขาก็พูดต่อไปว่า ‘ผมทำหน้าที่ของผมเท่านั้นครับ’
*
วันนั้นฉันกลับเข้าห้องมาแล้วพยายามรวบรวมสมาธิทำงานต่อ พยายามเลิกคิดถึงเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น แต่มันก็วกกลับเข้าในหัวฉันบ่อยๆ
ฉันคิดในใจว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากจะขอกลับเข้าไปในความฝัน ในห้องนั้นอีกสักครั้ง อย่างน้อยฉันจะได้รู้อะไรมากกว่าเดิม คราวนี้ฉันสาบานว่าจะไม่รีบวิ่งหนีออกมาก่อน ไม่ว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นจะเป็น…เอ่อ…เป็นผีก็ตาม
เจอผีในฝันคงไม่น่ากลัวมากนักหรอก
คืนนั้นฉันอาบน้ำแล้วเข้านอนอย่างเรียบร้อย ใจฉันเฝ้ารอการนอนหลับแล้วฝันอีกสักครั้ง
หลับไปได้ไม่นานนัก ฉันก็ลืมตาและลุกขึ้นจากเตียง นี่ความฝันหรือความจริงกันนะ ฉันแยกไม่ออกอีกแล้ว
ฉันเดินไปที่ห้องทำงาน แล้วก็พบกับ…ประตูบานนั้น! ตอนนี้ฉันอยู่ในความฝันสินะ
กุญแจยังเสียบค้างอยู่ที่ลูกบิด ฉันค่อยๆหมุนลูกบิด ค่อยๆเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ
เสียงดนตรีเดิมดังออกมาอีกเช่นเคย
ฉันมองไปที่หัวเตียง คราวนี้ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอายุไล่ๆกับฉันนั่งมองกล่องเพลงอยู่
ฉันตกใจมาก ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้นพอเห็นฉันก็ร้องวี้ดขึ้นมาทันที ท่าทางเธอตกใจมากไม่แพ้กัน
เสียงวี้ดของเธอทำให้ฉันถอยกรูดไปติดประตู
‘เธอเป็นใคร?’ เด็กหญิงถามด้วยเสียงแหลมสูงแบบคนกำลังตกใจ ‘เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง?’
‘ฉะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆฉันก็เห็นประตู แล้วก็เปิดเข้ามา’
เด็กหญิงทำตาโต อ้าปากนิดๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก
ฉันจึงพูดต่อไปว่า ‘ฉันรู้แค่ว่านี่คือความฝันของฉัน แล้วฉันก็เคยฝันแบบนี้แล้วครั้งหนึ่ง ฉันเคยเข้ามาในห้องนี้แล้ว’
‘ความฝันเหรอ?’ เด็กหญิงถามอีกครั้ง
‘ใช่ ตอนนี้ฉันกำลังฝัน แล้วเธอล่ะ?’
‘ฉันไม่ได้กำลังฝัน ฉันยังไม่ได้หลับเลยนะ’ เด็กหญิงตอบ
‘แต่เธอจะรู้ได้ยังไงว่าเธอกำลังตื่นหรือหลับ คราวที่แล้วฉันเข้ามาในห้องนี้ ฉันก็นึกว่าเป็นความจริงเหมือนกัน แต่พอตื่นขึ้นถึงได้รู้ว่ามันคือความฝัน’ ฉันพยายามอธิบาย
‘ฉันว่าฉันแยกออกนะ’ เด็กหญิงตอบ
‘ลองหยิกตัวเองดูสิว่าเจ็บรึเปล่า?’ ฉันเสนอความคิด
‘ฮ่าๆ เธอลองก่อนสิ’ เด็กหญิงหัวเราะ ดูเหมือนเธอจะเริ่มหายกลัวแล้ว และฉันก็เหมือนกัน
ฉันลองหยิกตัวเองดู ‘โอ๊ย!’ เจ็บจริงๆเสียด้วย
เด็กหญิงยิ้ม ‘เธอกำลังฝันอยู่ เธอยังเจ็บเลย เราคงใช้วิธีนี้พิสูจน์ไม่ได้หรอก’
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย
‘ว่าแต่เธอเป็นใครเหรอ?’ เด็กหญิงถามแต่ไม่รอให้ฉันตอบ เธอแนะนำตัวเองต่อเลย ‘ฉันชื่อราเชล อายุสิบแปด และที่นี่คือห้องนอนของฉัน’
‘อายุเท่ากันเลย’ ฉันแนะนำตัวบ้าง ‘ฉันชื่อนีน่า เป็นคนไทย แต่มาอยู่ที่ลอนดอนคนเดียว และฉันก็อยู่ที่ห้องนี้เหมือนกัน เปิดประตูนี้ออกไป ก็เป็นห้องทำงานของฉัน’
‘คนไทยเหรอ ฉันไม่เคยได้ยินเลย ว่าแต่ทำไมเธอมาอยู่คนเดียวล่ะ พ่อแม่เธอไปไหน’ ราเชลถาม แต่ก็ไม่รอให้ฉันตอบอีกแล้ว ‘ฉันยังอยู่กับพ่อแม่เลย พวกเขาอยู่ห้องข้างๆนี่’
‘พ่อแม่ฉันเขาแต่งงานใหม่ทั้งคู่และกลับเมืองไทยไปแล้วล่ะ’ ฉันอธิบาย ‘ฉันเป็นลูกคนเดียว และโตแล้ว ฉันก็เลยอยู่คนเดียวดีกว่า’ ราเชลพยักหน้าอย่างเข้าใจ
‘แล้วเธอไม่กลัวเหรอ?’ เธอถามต่อด้วยสีหน้าเป็นห่วง
‘หมายถึงกลัวผีเหรอ? แล้วเธอเป็นผีรึเปล่า?’ ฉันถามยิ้มๆแบบหยอกเล่น
ราเชลหัวเราะ ‘ฉันว่าเธอเป็นผีมากกว่านะ อยู่ๆเข้ามาในห้องนอนฉันเฉยเลย แถมยัง…ขอโทษนะ… แต่งตัวแปลกๆ’ ราเชลพูดแบบเกรงใจ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะว่าฉัน แต่ดูๆแล้วเราอยู่คนละยุคกันจริงๆ ราเชลอยู่ในชุดนอนสีขาวลูกไม้บานๆแบบคนสมัยก่อน ผมของเธอเป็นสีทองม้วนเป็นรอนเหมือนตุ๊กตาสองสามตัวที่วางอยู่ รูปร่างเธออวบแต่ไม่ถึงกับอ้วน ผู้หญิงสมัยก่อนคงไม่ต้องไดเอทให้ผอมแห้งเหมือนสมัยนี้สินะ
‘ฉันว่าเราอยู่คนละยุคกันนะ ฉันคงมาจากอนาคตของเธอ ส่วนเธออยู่ในยุคโบราณของฉัน’ ฉันพยายามอธิบาย
‘ยุคโบราณเหรอ ฮ่าๆ’ ราเชลขำที่อยู่ๆตัวเองกลายเป็นคนโบราณ ‘แต่ชุดนอนของยุคเธอก็ดูน่าสบายดีนะ’ ราเชลพูดแล้วมองมาที่ชุดนอนสีขาว แขนยาวของฉัน ฉันยิ้มตอบ ชอบใจในความเป็นมิตรของเธอ
‘นั่นกล่องเพลงของเธอเหรอ?’ ฉันชี้ไปที่กล่องเพลงบนโต๊ะหัวนอน
‘อ๋อ มันก็ไม่เชิงเป็นของฉันหรอก ตอนที่ฉันย้ายเข้ามาที่นี่เมื่อหกเดือนก่อน ฉันก็เห็นมันวางอยู่แล้วล่ะ แล้ววันนั้นเป็นวันเกิดฉัน อายุครบสิบแปดพอดี กล่องเพลงนี้เลยเหมือนเป็นของขวัญวันเกิดให้ฉัน แต่เป็นของขวัญจากใครก็ไม่รู้เหมือนกันนะ’ ราเชลเล่าอย่างอารมณ์ดี ‘ฉันไม่รู้จักเจ้าของบ้านคนก่อนหรอก’
‘มันน่ารักดีนะ เสียงดนตรีก็เพราะดีด้วย’ ฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ ‘พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดครบสิบแปดของฉันล่ะ’
‘อ้าว ฉันนึกว่าเธอสิบแปดไปแล้ว’
‘ยังหรอก ต้องพรุ่งนี้’
‘ฉันอยากให้เธอได้กล่องเพลงแบบฉันบ้างจัง อืม ที่จริง ฉันยกกล่องนี้ให้เธอก็ได้นะ เป็นของขวัญจากฉัน’ ราเชลปิดกล่องเพลงแล้วยื่นให้ฉัน ‘มีคนให้ฉันมาในวันเกิด ฉันก็อยากให้เธอในวันเกิด’
‘ไม่ได้หรอก นี่มันของเธอนะ แล้วอีกอย่างตอนนี้ฉันกำลังฝันอยู่ ฉันจะเอาของจากความฝันไปได้ยังไง’ ฉันปฎิเสธพลางยิ้มอย่างมีความสุข เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนได้รับของขวัญเรียบร้อยแล้ว ‘แต่ยังไงก็ขอบคุณเธอมากนะ’
ราเชลยิ้มตอบ ฉันมองเข้าไปในแววตาของเธอเป็นครั้งแรก มันดูคุ้นเคยมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
*
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นด้วยอารมณ์ดีกว่าปกติ
‘วันนี้วันเกิดฉันสินะ’ ฉันพึมพำอยู่คนเดียว แล้วเดินไปที่ห้องน้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันอันแสนคุ้นเคย
วันนี้ฉันยืนมองหน้าตัวเองในกระจกนานกว่าปกติ มองเข้าไปในแววตาของตัวเองเป็นครั้งแรก
‘แววตานี้…’ ฉันพึมพำกับตัวเองอีก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น
ฉันไปเปิดประตูทั้งชุดนอนอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่ไมเคิล แต่เป็นเจมส์ บุรุษไปรษณีย์ที่มักมาส่งพัสดุให้ฉันเป็นประจำ
‘หวัดดีครับ’ เจมส์ยิ้มทักทาย ท่าทางเขาจะเป็นคนชอบตื่นเช้า เพราะเขามาแต่เช้าทุกครั้งและไม่เคยหงุดหงิดสักครั้ง ‘มีพัสดุมาครับ ช่วยเซ็นรับด้วย’ พลางยื่นปากกากับกระดาษมาให้ฉันเซ็น
ฉันเซ็นแล้วรับเอาพัสดุมา พลิกดูด้านหลัง ชื่อผู้ส่งทำให้ฉันยิ้มออกมาทันที
เจมส์พูดขึ้นว่า ‘แปลกนะครับ ที่อยู่ผู้ส่งเป็นที่อยู่เดียวกับที่นี่แป๊ะเลย แม้แต่บ้านเลขที่ก็เป็นเลขเดียวกัน สงสัยจะเขียนผิดมากกว่า’
ฉันพยักหน้า ยิ้มและขอบคุณ
พอเจมส์กลับไป ฉันเปิดกล่องพัสดุออก เสียงดนตรีที่เคยได้ยินมาก่อนก็ดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วห้อง
ปล ได้แรงบันดาลใจในการเขียนจากเรื่อง birthday girl ของมูราคามิ อ่านแล้วอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับวันเกิดดูบ้าง
ปล2 พล็อตของเรื่องนี้ประยุกต์มาจากความฝันจริงๆของเราเลยนะ J