*สปอยล์เนื้อเรื่องจ้ะ
เพิ่งอ่านเรื่อง After Dark ของมูราคามิจบไปได้ไม่นาน หลังจากพยายามแทะเล็มวันละนิดๆ (เพราะไม่อยากให้จบเร็ว กลัวไม่มีอะไรสนุกๆอ่านต่อ) อ่านแล้วสนุกดี เป็นพล๊อตแบบแปลกๆตามสไตล์ของมูราคามิ คือ เล่าตัดสลับระหว่างเด็กสาวที่ชื่อ มาริ อาซาอิ ที่ออกไปนั่งอยู่คนเดียวในเวลากลางคืน (ทั้งคืน) แล้วได้พบคนหลายคน ได้พูดคุยแบบลึกๆ รวมถึงได้ช่วยคนอื่น กับอีริ อาซาอิ พี่สาวของมาริผู้ซึ่งนอนหลับใหลไม่ยอมตื่นมาเป็นเวลาสองเดือน
ในเรื่อง มูราคามิเริ่มเล่าตั้งแต่เที่ยงคืน ที่มาริไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างนอกคนเดียว และไปจบตอนเจ็ดโมงเช้าที่มาริกลับบ้านมานอนข้างๆพี่สาวบนเตียง
จากที่อ่านและตีความเข้าข้าง (ความเชื่อ) ตัวเอง รู้สึกว่ามูราคามิอาจจะเป็น pluralist คนหนึ่ง เพราะว่ามีส่วนประกอบสำคัญบางส่วนของ pluralism ปนอยู่ใน After Dark ด้วย นั่นคือความคิดที่ว่า:
A) คนแต่ละคนมีลักษณะของตัวเอง มี intellectual curiosity (ศัพท์ของมูราคามิ น่าจะหมายถึง ความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต) มีทางเลือกของตัวเอง หรือแม้แต่มีการใช้เหตุผลซึ่งเป็นไปในแบบของตัวเอง (different systems of rationality)
เช่นที่ทาคาฮาชิ (เพื่อนของอีริที่ไปเจอมาริโดยบังเอิญในร้านอาหารตอนดึก) พูดกับมาริว่า เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่พี่น้องสองคน เติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันเลย ‘I wonder how it turns out that we all lead such different lives. Take you and your sister, for example. You’re born to the same parents, you grow up in the same household, you’re both girls. How do you end up with such wildly different personalities? At what point do you, like, go your separate ways? (16)’
และนิทานที่ทาคาฮาชิเล่าให้มาริฟังว่า พี่น้องสามคนเลือกชีวิตคนละแบบเพราะมี intellectual curiosity ในระดับที่ต่างกัน น้องคนเล็กพอใจในชีวิตที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ในขณะที่พี่คนโตต้องการขึ้นไปให้สูงที่สุดเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน และแม้ว่าเมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะไม่มีความสุขสบายมากเท่าน้องๆก็ตาม ‘the eldest brother continued walking up the mountain. The trail grew increasingly narrow and steep, but he did not quit. He had great powers of perseverance, and he wanted to see as much of the world as he possibly could. (18)’
B) ความแตกต่างของแต่ละคนทำให้ดูเหมือนเราอยู่กันคนละโลก และไม่มีทางบรรจบกันได้ บางครั้งความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าขัดแย้ง ไม่ลงรอย และไม่มีทางเข้าถึงกันได้ แต่ในบางครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันไปเลย ไม่ได้ขัดแย้งแต่ก็ไม่สมานกัน
เช่นที่ทาคาฮาชิบอกกับมาริว่า เวลาเขาคุยกับอีริ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินกันและกันอย่างแท้จริง (เพราะความที่พวกเขาแตกต่างกันมาก) ‘Finally, no matter what I say, it doesn’t reach her. This layer, like some kind of transparent sponge kind of thing, stands there between Eri Asai and me, and the words that come out of my mouth have to pass through it, and when that happens, the sponge sucks almost all the nutrients right out of them. She’s not listening to anything I say—not really. The longer we talk, the more clearly I can see what’s happening. So then the words that come out of her mouth stop making it all the way to me. It was a very strange feeling. (125)’
และมาริ ถึงแม้จะเป็นน้องสาวแท้ๆของอีริแต่ก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ‘What you just described is probably pretty close to something I’ve been feeling about Eri for a very long time—at least the past few years. (125)’
C) แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะแตกต่างกันยังไงก็สามารถเข้าถึงกันได้ ถ้าใช้ความพยายามและจินตนาการเพียงพอ สามารถจะเข้าไปในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แม้จะเป็นในส่วนที่ลึกและดำมืดที่สุดของกันและกัน เพราะอันที่จริงเราต่างก็มีส่วนนี้อยู่ร่วมกันทุกคน
เช่นที่ทาคาฮาชิอธิบายถึงส่วนลึกในจิตใจคน ‘Like, say, an octopus. A giant octopus living way down deep at the bottom of the ocean. It has this tremendously powerful life force, a bunch of long, undulating legs, and it’s heading somewhere, moving through the darkness of the ocean. […] And a kind of hopelessness, a feeling that I could never run away from this thing, no matter how far I went. And this creature, this thing doesn’t give a damn that I’m me or you’re you. In it’s presence, all human beings lose their names and their faces. We all turn into signs, into numbers. (97-98)’
และแม้ว่าเราจะไม่มีทางเข้าไปอยู่ตรงจุดเดียวกับคนอื่นได้เลย ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถหลับตานึกภาพ และสมมุติว่ามันเกิดขึ้นกับเราจริงๆได้ ชีวิตของคนอื่นเปรียบเสมือนเป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม
เช่นที่ทาคาฮาชิบอกว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของจำเลยในศาล (ตอนที่เขาเข้าไปนั่งฟัง) เป็นความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จริง ‘there really was no such thing as a wall separating their world from mine. Or if there was such a wall, it was probably a flimsy one made of paper-mache. The second I leaned on it, I’d probably fall right through and end up on the other side. Or maybe it’s that the other side has already managed to sneak its way inside of us, and we just haven’t noticed. That’s how I started to feel. It’s hard to put into words. (97)’
หรือเช่นที่มาริบอกว่าเข้าใจความรู้สึกของหญิงโสเภณีชาวจีนที่ถูกทำร้าย (มาริได้เข้าไปช่วยเป็นล่ามให้หลังจากที่เธอถูกทำร้าย) แม้ว่าชีวิตของมาริและโสเภณีคนนั้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันมาบรรจบกันได้ Mari (130) says: ‘the world we live in are too different. And there’s nothing I can do about it. No matter how hard I try.’
‘True’
‘I can tell you this though. I didn’t spend much time with her, and we hardly talked at all, but I feel as if she’s living inside me now. Like she’s part of me. I don’t know how to put it.’
‘you can feel her pain.’
‘Maybe so.’
D) ความเข้าใจหรือความรู้สึกร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นไปในลักษณะของผู้ดูหรือผู้รู้สึกร่วม บนฐานของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ส่วนมากเราจะไม่มีอิทธิพลถึงกัน ในทางที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด และพฤติกรรมของกันและกันได้
เช่นที่มูราคามิบอกให้เรามองตัวละครด้วยสายตาแบบกล้องแอบถ่าย โดยที่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้เลย ‘our point of view, as an imaginary camera, picks up and lingers over things like this in the room. We are invisible, anonymous intruders. We look. We listen. We note odours. But we are not physically present in the place. And we leave behind no traces. We follow the same rules, so to speak, as orthodox time travelers. We observe but we do not intervene. (27)’
บางครั้งที่เรารู้สึกร่วมมากๆ เราอยากจะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ (ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงใคร) ‘Run!, we shout to her. On impulse we forget the rule that requires us to maintain our neutrality. Our voice doesn’t reach her, needless to say, but Eri perceives the danger on her own. (152)’
E) เมื่อความรู้สึกร่วมระหว่างกันเป็นไปได้ (แต่การเปลี่ยนแปลงกันเป็นไปไม่ได้) คนที่ปฏิเสธที่จะดูหรือรู้สึกร่วมกับคนอื่น มักจะเป็นคนที่กำลังกลัว คือ กลัวที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง กลัวจะเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ คนแบบนี้เปรียบเสมือนคนที่กำลังหลับ
เช่นอีริที่หลับไม่ยอมตื่นมาสองเดือน เธอกำลังปฏิเสธที่จะเห็นความจริงที่เธอไม่อยากเห็น อาจจะเป็นความจริงที่ว่า คนอื่นช่างแตกต่างจากเธอเหลือเกิน เธอเข้าไม่ถึงคนอื่นและรู้สึกโดดเดี่ยว, โคโรกิ (คนทำความสะอาดที่ love hotelซึ่งเป็นที่ๆโสเภณีชาวจีนถูกทำร้าย) ให้ความเห็นไว้กับมาริเช่นนี้ ‘I don’t really know what’s going on, of course, but it seems to me your sister must have some big problem she’s trying to deal with, something she can’t solve on her own. So all she wants to do is go to bed and sleep, to get away from the fresh and blood world for a while, I think I know how she feels. (162)’
ตัวของโคโรกิเอง มาทำงานที่ love hotel ซึ่งทำเฉพาะเวลากลางคืน ก็เพื่อจะหนีการตามล่า (แต่เธอไม่ได้บอกว่าใครตามล่า หรือตามล่าเพราะอะไร) เป็นไปได้ว่าโคโรกิก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับอีริ คือ ปฏิเสธที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่เธอไม่อยากจะเห็น แต่ความจริงนั้นก็ตามหลอกหลอนเธออยู่ตลอดเวลา ‘when I finish work and get into bed, I always think: let me not wake up. Let me just go on sleeping. ‘Cause then I wouldn’t have to think about anything. I do have dreams though. It’s always the same dream. Somebody’s chasing me. I keep running and running until they finally catch me and take me away. (158-159)’
คนที่ปฏิเสธความแตกต่าง ปฏิเสธที่จะเข้าถึงคนอื่น ก็เหมือนกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกดินเอาไว้ แต่ยังไงก็ไม่มีวันหนีพ้น เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา หรือ เอาหัวออกจากดินเมื่อไหร่ ก็จะต้องเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งอยู่ดี
เช่นคำพูดของแก้งส์โสเภณีที่กำลังตามล่าชายที่ทำร้ายโสเภณีในแก้งส์เขา เขาพูดย้ำทางโทรศัพท์ว่า ‘หนีไม่พ้นหรอก’—‘you’ll never get away!’ ‘you can run but you’ll never be able to get away!’(197)
F) โดยสรุป ถ้าคนเราสามารถเข้าใจกันอย่างแท้จริงได้ เข้าถึงในส่วนลึกของกันและกันได้ มองเห็นเหตุผลและรู้สึกร่วมในทุกข์สุขของคนอื่นได้, ไม่มีประโยชน์ที่จะหลับตาหนีความจริง ให้เบิ่งตาให้กว้าง มองเห็นคนอื่นให้ชัด, แล้ว‘ตัวกูของกู’ (ความคิดกู พวกกู ศาสนากู) ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นจะลดความสำคัญลงได้ และจะยอมรับในความหลากหลายของกันและกันได้มากขึ้น
ปล ขอโทษที ไม่มีเล่มภาษาไทย เลยต้องเอาภาษาอังกฤษมาลง
ปล2 คนชอบบอกว่า pluralists มองโลกในแง่ร้ายที่บอกว่า utopia เป็นไปไม่ได้ แต่เราว่าเขามองโลกในแง่ดีสุดๆไปเลยมากกว่า เพราะเขาเชื่อว่าภายใต้ความขัดแย้ง คนเราสามารถเข้าใจกันในระดับลึก และยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันได้ (เราถึงได้ชอบไง)
ปล3 ย้ำอีกทีว่าเป็นการตีความตามความเชื่อของเราเองล้วนๆนะจ๊ะ