YodManudYing’s Blog

สิงหาคม 24, 2009

ใช้ใจแทน

Filed under: philo — yodmanudying @ 8:06 pm

 

 

ช่วงนี้นั่งอ่านปรัชญาจนฟุ้งซ่านไปหมด และขณะที่นั่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็มีอย่างนึงที่เข้ามาสะกิดใจเรา ก็คือ คำถามเริ่มต้นของนักปรัชญาหลายๆคน (โดยเฉพาะในยุคโรแมนติก) รู้สึกว่าจะคล้ายๆกัน และดันมาคล้ายกันกับปรัชญาตะวันออกด้วย เช่น คำถามเกี่ยวกับความสามารถในการรับรู้โลก; ว่าใจของเรารับรู้โลก (ผ่านประสาทสัมผัส) ได้ตามความจริงหรือไม่ มากน้อยขนาดไหน, และถ้าตอนนี้ใจของเรายังไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้ เราควรจะต้องทำยังไงถึงจะเข้าถึงได้ เป็นต้น นี่เป็นคำถามเดียวกับพุทธ หรือจะเป็นไปได้ว่าไม่ว่ามนุษย์ในวัฒนธรรมไหน ในยุคใดก็ต้องมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้นในใจกันทั้งนั้น

 

แต่ความแตกต่างก็คือวิธีในการหาคำตอบ คนตะวันตกจะหาคำตอบด้วยการ ‘คิด’, ถึงแม้ว่าจะกำลังพูดถึงเรื่องใจ ก็จะใช้ความคิดหาคำตอบเอาอยู่ดี ส่วนใหญ่จะมาลงที่เหตุผล เอาเหตุผลเป็นความจริงแท้ที่ใจสามารถเข้าถึงได้, หรือแม้ว่าบางคนจะได้คำตอบว่า: อย่าใช้ความคิด ให้ใช้ใจหาคำตอบในเรื่องของใจ (เช่น เฮเกล ก็เคยพูดไว้) สุดท้ายเขาก็ยังมานั่งใช้ความคิด คิดเอาอยู่ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าใจคืออะไร และจะใช้ใจหาคำตอบได้อย่างไร และมักสับสนกันระหว่างใจกับสมอง

 

หรือเพราะเราฟังธรรมะมามาก ถึงอดไม่ได้ที่จะเอามาเปรียบเทียบกัน (ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนเบื่อ อะไรๆก็เอามาเทียบกับพุทธหมด!) แต่ก็ต้องบอกว่าคำตอบของนักปรัชญาตะวันตก เขยิบเข้ามาใกล้กับคำตอบของพุทธจริงๆ เช่น เขามีการแบ่งตัวผู้รู้ออกจากสิ่งที่ถูกรู้ มีการแบ่งสิ่งที่มองเห็น ออกจากสิ่งที่เป็นจริง และมีความเชื่อ (อย่างน้อยก็ในยุคหนึ่ง) ว่าเราสามารถจะผสานสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ สามารถเข้าถึงความจริงแท้ที่ไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง และเป็นที่ๆทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้ (แบบนิพพาน)

 

ขนาดเขาใช้เพียงความคิดพิจารณายังได้คำตอบขนาดนี้ (ได้ยินมาว่าไอสไตน์ก็คิดแบบเดียวกันนี้) แต่น่าเสียดายว่าเขาไม่ได้ทดลองหาคำตอบด้วยการใช้ ‘ใจ’จริงๆตอบ (แบบพุทธ) แทนที่จะใช้ความคิด บางครั้ง กับบางสิ่ง ถ้าเราอยากรู้อะไรจริงๆ เราอาจจะต้องหยุดคิด แล้วใช้ใจในการหาคำตอบแทน แล้วเราอาจจะรู้ได้มากกว่าที่นั่งคิดเอาหลายเท่า

 

ปล ใช้คำว่า ‘อาจจะ’ เพราะเราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่กำลังทดลองใช้ใจแทนอยู่

มิถุนายน 25, 2009

สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่เป็น

Filed under: book, philo — yodmanudying @ 5:36 pm

Frankfurt_ontruth

 

HBD to me (24 June) เย้ๆ, ว่าจะมาโพสต์วันเกิดแต่ดันมาไม่ทัน – -’

 

วันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือของคุณ Frankfurt (คนที่เขียน On Bullshit) แต่เล่มนี้เป็นเล่มใหม่ ชื่อว่า On Truth

 

เนื่องจากเขาต่อต้านการ bullshit ในเล่มที่แล้ว เขาก็เลยเขียนเล่มนี้ตามมาเพื่อบอกว่าเขาสนับสนุน truth (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bullshit) ยังไง เราอ่านด้วยความคาดหวังสูงเพราะชอบเล่มก่อนๆของเขามาก แต่ปรากฏว่า FF (ขอเขียนย่อชื่อ Frankfurt แบบนี้แล้วกัน) ฝีมือตก เพราะเล่มนี้ไม่มันส์เท่าเล่มก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นมันกว้างมาก แต่มีพื้นที่เขียนน้อยเกินไป

 

FF บอกในหนังสือว่า เรื่องของความจริงนี้ ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม (คล้ายๆกับเป็น common sense ใครๆก็ต้องรู้ด้วยตัวเองได้ว่า ความจริงคืออะไร) และพวกเราควรจะเชื่อในความจริงเพราะมันมีประโยชน์มากกว่าไม่เชื่อ เช่น ถ้าเราไปหาหมอที่ไม่เชื่อในความจริง หรือคิดว่าความจริงไม่มีในโลก เราก็จะไม่เชื่อในตัวหมอว่าจะรักษาให้เราหายได้ แล้ว FF ก็โจมตีพวกโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นพวกไม่สนใจความจริง และคิดว่าสิ่งต่างๆแปรผันไปตามมุมมองทั้งหมด—คล้ายๆกับ FF กำลังโจมตีว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์เป็นพวก Bullshiters นั่นเอง

 

แต่เราอ่านแล้วรู้สึกตะหงิดว่า เวลา FF พูดถึงความจริง เขาจะยกความจริงที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมา เช่น เรื่องอากาศ และเรื่องอื่นๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และรับรู้ได้จากการเห็นหรือจากประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่คิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นจะต่อต้าน เช่น ถ้าเรากำลังปวดท้องตัวงออยู่ ก็คงไม่มีโพสต์โมเดิร์นนิสต์คนไหนมาบอกว่า ‘หญิงไม่ได้ปวดหรอก หญิงคงจะคิดไปเอง’ ถ้ามีใครพูดแบบนี้ ก็คงต้องเรียกว่า bullshit จริงๆ ก็คนกำลังปวดอยู่นี่ จะบอกว่าไม่ปวดได้ยังไง

 

แต่ที่พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า ความจริงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนั้น เขาหมายถึง ความจริงที่นอกเหนือการรับรู้ เช่นเรื่องของกฏเกณท์ในธรรมชาติ ความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้คืออะไร พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมอง และไม่มีมุมมองอันไหนอันหนึ่งที่เป็นความจริงแท้, FF โจมตีพวกโพสโมเดิร์นว่า bullshit ที่ไม่เชื่อในความจริง แต่ FF เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความจริงในรูปแบบนี้เลย เช่น ไม่ได้บอกว่า ทำไมเราต้องเชื่อในความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันมีจริงๆแน่หรือเปล่า มันคืออะไร หรือมันอยู่ที่ไหน 

 

เราขอเรียก ข้อเท็จจริง ว่า ‘ความจริงที่เห็น’ และเรียก ความจริงที่เป็นนามธรรม อย่างความดี ว่า ‘ความจริงมากกว่าที่เห็น’ และจากข้อสังเกตของเรา ดูเหมือนว่า คุณ FF เขาจะเล่นขี้โกงด้วยการทำคอนเซ็ปต์สองอันนี้ให้เบลอมากจนดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้น เขาก็ยกเอา‘ความจริงที่เห็น’(ซึ่งเถียงง่ายกว่า) ขึ้นมาเถียงเพื่อเอาชนะ โดยการบอกว่าเราจะมองข้าม ‘ความจริงที่เห็น’ ไปไม่ได้ เพราะถ้าเรามองข้าม เราจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก (เช่นถ้ามีสึนามิเกิดขึ้นแล้วผู้คนต่างบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง สังคมคงแปลกพิศดารเลยทีเดียว) การเถียงแบบนี้ทำให้เขาดูมีเหตุผลดี และเถียงชนะได้ง่าย แต่ถ้ามองดูให้ดีๆจะเห็นว่า เขากำลังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ เขาย้ายจากคอนเซ็ปต์หนึ่งไปสู่อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง โดยที่คนอ่านไม่ทันรู้ตัว—ใช่ นักปรัชญาก็โกงเป็นนะ แต่โกงด้วยตรรกะแบบนี้เอง   

 

บอกไว้ก่อนว่า เราอาจจะเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปก็ได้นะ เพราะคนระดับ FF ไม่น่าเล่นโกงแบบนี้ บางทีเราอาจจะเป็นคนที่ ‘เข้าไม่ถึง’ ความคิดของเขาเองก็ได้ แต่นี่ก็เป็นความคิดแรกหลังจากที่อ่านจบ

 

FF บอกให้เราเชื่อในความจริงเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมมากกว่าที่จะไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าความจริง (มากกว่าที่เห็น) มันมีอยู่แน่หรือเปล่า หรือถ้ามันมีอยู่ เราจะสามารถไปรู้มันได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน เช่น เราไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันมีอยู่แน่หรือเปล่า มีอยู่ในรูปแบบไหน และเราก็ไม่รู้อีกว่าจะไปรู้และเข้าใจมันได้อย่างไร ทีนี้ถ้าเราทำตาม FF ด้วยการเชื่อไปก่อนว่ามี เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าที่จะไม่เชื่อ ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเรา bullshit กับตัวเราเองน่ะสิ—ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่แกล้งเชื่อไปก่อน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้น FF ก็เป็น bullshiter เสียเองน่ะสิ   

 

เขียนไปแล้วดูเหมือนเราคัดค้าน FF เลยนะ ที่จริงก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น แต่ก็มีประเด็นที่เราชอบด้วยเหมือนกัน คือ FF เขาบอกว่าเวลาที่ใครโกหก แล้วเราเชื่อเขา มันไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นทรยศเราอย่างเดียว แต่หมายถึงสัญชาตญาณในตัวเราเองก็ทรยศเราด้วยเหมือนกัน ที่บอกให้เราเชื่อถือคนที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นถ้ามองแค่ภายในตัวเราแล้ว จะเห็นว่ามันเกิดความขัดแย้งขึ้น คือสัญชาตญาณของเราขัดแย้งกับความจริง และ FF บอกว่าการที่คนเรามีความขัดแย้งภายในแบบนี้ คือการที่เรากำลังทำตัว ‘ไร้เหตุผล’ อยู่ เพราะคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง (ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่เชื่ออะไรที่ขัดแย้งกับความจริง) เราอ่านความคิดของเขาแล้วชอบ คือชอบในตรรกะของเขา แต่ไม่ได้เห็นด้วย เพราะสำหรับเรา ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง (ทั้งภายในและภายนอก) ต่างหากที่ไร้เหตุผล

 

แล้วเราก็ชอบที่ FF เล่าถึงเรื่องของ Shakespeare ซึ่งบอกว่า การโกหกบางครั้งก็เป็นการแสดงความจริงใจได้เหมือนกัน เช่นในเรื่อง sonnet 138 ผู้ชายในเรื่อง โกหกสาวคนรักของเขาว่าเขายังหนุ่มอยู่ ส่วนสาวคนรักซึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองโกหกก็แกล้งทำเป็นเชื่อ ในขณะที่ผู้ชายเองก็รู้ว่าสาวคนรักแกล้งทำเป็นเชื่อ เขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อต่ออีกทีว่าสาวคนรักเชื่อเขา กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโกหกกัน แต่เป็นการโกหกเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่โกหกเพื่อหลอก, FF บอกว่าถ้าต้องโกหกในลักษณะนี้ เขาสนับสนุนเต็มที่ และเราก็ว่าน่ารักและโรแมนติกดีจัง      

 

เขียนมายาวแล้ว โดยสรุปคือ เราเห็นต่างจาก FF, เราไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธสิ่งที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่เกิดขึ้น แม้แต่พวกโพสต์โมเดิร์นก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธก็มีเพียง ‘ความจริงที่นอกเหนือจากการรับรู้’ เท่านั้น

 

ปล บล็อกวันนี้เป็นปรัชญามาก อ่านยากไปนิดนึงรึเปล่านะ รีบๆเขียนซะด้วยสิ (ไม่อยากเป็น lazy girl น่ะ ฮ่าๆ)

ปล2 มีหนังสือบอกว่า ผู้หญิงมักมีจินตนาการสูง มองอะไรเกินกว่าความจริงเสมอ เราก็เลยพยายามที่จะมองให้ได้ว่า ‘สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เป็น’ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น

พฤศจิกายน 1, 2008

After Dark and Pluralism

Filed under: book, philo — yodmanudying @ 3:43 am

 

 

 

*สปอยล์เนื้อเรื่องจ้ะ

 

เพิ่งอ่านเรื่อง After Dark ของมูราคามิจบไปได้ไม่นาน หลังจากพยายามแทะเล็มวันละนิดๆ (เพราะไม่อยากให้จบเร็ว กลัวไม่มีอะไรสนุกๆอ่านต่อ) อ่านแล้วสนุกดี เป็นพล๊อตแบบแปลกๆตามสไตล์ของมูราคามิ คือ เล่าตัดสลับระหว่างเด็กสาวที่ชื่อ มาริ อาซาอิ ที่ออกไปนั่งอยู่คนเดียวในเวลากลางคืน (ทั้งคืน) แล้วได้พบคนหลายคน ได้พูดคุยแบบลึกๆ รวมถึงได้ช่วยคนอื่น กับอีริ อาซาอิ พี่สาวของมาริผู้ซึ่งนอนหลับใหลไม่ยอมตื่นมาเป็นเวลาสองเดือน    

 

 

ในเรื่อง มูราคามิเริ่มเล่าตั้งแต่เที่ยงคืน ที่มาริไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างนอกคนเดียว และไปจบตอนเจ็ดโมงเช้าที่มาริกลับบ้านมานอนข้างๆพี่สาวบนเตียง

 

 

จากที่อ่านและตีความเข้าข้าง (ความเชื่อ) ตัวเอง รู้สึกว่ามูราคามิอาจจะเป็น pluralist คนหนึ่ง เพราะว่ามีส่วนประกอบสำคัญบางส่วนของ pluralism ปนอยู่ใน After Dark ด้วย นั่นคือความคิดที่ว่า:

 

 

A) คนแต่ละคนมีลักษณะของตัวเอง มี intellectual curiosity (ศัพท์ของมูราคามิ น่าจะหมายถึง ความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต) มีทางเลือกของตัวเอง หรือแม้แต่มีการใช้เหตุผลซึ่งเป็นไปในแบบของตัวเอง (different systems of rationality)

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิ (เพื่อนของอีริที่ไปเจอมาริโดยบังเอิญในร้านอาหารตอนดึก) พูดกับมาริว่า เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่พี่น้องสองคน เติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันเลย ‘I wonder how it turns out that we all lead such different lives. Take you and your sister, for example. You’re born to the same parents, you grow up in the same household, you’re both girls. How do you end up with such wildly different personalities? At what point do you, like, go your separate ways? (16)’

 

 

และนิทานที่ทาคาฮาชิเล่าให้มาริฟังว่า พี่น้องสามคนเลือกชีวิตคนละแบบเพราะมี intellectual curiosity ในระดับที่ต่างกัน น้องคนเล็กพอใจในชีวิตที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ในขณะที่พี่คนโตต้องการขึ้นไปให้สูงที่สุดเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน และแม้ว่าเมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะไม่มีความสุขสบายมากเท่าน้องๆก็ตาม ‘the eldest brother continued walking up the mountain. The trail grew increasingly narrow and steep, but he did not quit. He had great powers of perseverance, and he wanted to see as much of the world as he possibly could. (18)’

 

 

B) ความแตกต่างของแต่ละคนทำให้ดูเหมือนเราอยู่กันคนละโลก และไม่มีทางบรรจบกันได้ บางครั้งความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าขัดแย้ง ไม่ลงรอย และไม่มีทางเข้าถึงกันได้ แต่ในบางครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันไปเลย ไม่ได้ขัดแย้งแต่ก็ไม่สมานกัน

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิบอกกับมาริว่า เวลาเขาคุยกับอีริ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินกันและกันอย่างแท้จริง (เพราะความที่พวกเขาแตกต่างกันมาก)  ‘Finally, no matter what I say, it doesn’t reach her. This layer, like some kind of transparent sponge kind of thing, stands there between Eri Asai and me, and the words that come out of my mouth have to pass through it, and when that happens, the sponge sucks almost all the nutrients right out of them. She’s not listening to anything I say—not really. The longer we talk, the more clearly I can see what’s happening. So then the words that come out of her mouth stop making it all the way to me. It was a very strange feeling. (125)’

 

 

และมาริ ถึงแม้จะเป็นน้องสาวแท้ๆของอีริแต่ก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ‘What you just described is probably pretty close to something I’ve been feeling about Eri for a very long time—at least the past few years. (125)’

 

 

C) แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะแตกต่างกันยังไงก็สามารถเข้าถึงกันได้ ถ้าใช้ความพยายามและจินตนาการเพียงพอ สามารถจะเข้าไปในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แม้จะเป็นในส่วนที่ลึกและดำมืดที่สุดของกันและกัน เพราะอันที่จริงเราต่างก็มีส่วนนี้อยู่ร่วมกันทุกคน

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิอธิบายถึงส่วนลึกในจิตใจคน ‘Like, say, an octopus. A giant octopus living way down deep at the bottom of the ocean. It has this tremendously powerful life force, a bunch of long, undulating legs, and it’s heading somewhere, moving through the darkness of the ocean. […] And a kind of hopelessness, a feeling that I could never run away from this thing, no matter how far I went. And this creature, this thing doesn’t give a damn that I’m me or you’re you. In it’s presence, all human beings lose their names and their faces. We all turn into signs, into numbers. (97-98)’

 

 

และแม้ว่าเราจะไม่มีทางเข้าไปอยู่ตรงจุดเดียวกับคนอื่นได้เลย ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถหลับตานึกภาพ และสมมุติว่ามันเกิดขึ้นกับเราจริงๆได้ ชีวิตของคนอื่นเปรียบเสมือนเป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิบอกว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของจำเลยในศาล (ตอนที่เขาเข้าไปนั่งฟัง) เป็นความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จริง ‘there really was no such thing as a wall separating their world from mine. Or if there was such a wall, it was probably a flimsy one made of paper-mache. The second I leaned on it, I’d probably fall right through and end up on the other side. Or maybe it’s that the other side has already managed to sneak its way inside of us, and we just haven’t noticed. That’s how I started to feel. It’s hard to put into words. (97)’

 

 

หรือเช่นที่มาริบอกว่าเข้าใจความรู้สึกของหญิงโสเภณีชาวจีนที่ถูกทำร้าย (มาริได้เข้าไปช่วยเป็นล่ามให้หลังจากที่เธอถูกทำร้าย) แม้ว่าชีวิตของมาริและโสเภณีคนนั้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันมาบรรจบกันได้  Mari (130) says: ‘the world we live in are too different. And there’s nothing I can do about it. No matter how hard I try.’

‘True’

‘I can tell you this though. I didn’t spend much time with her, and we hardly talked at all, but I feel as if she’s living inside me now. Like she’s part of me. I don’t know how to put it.’

‘you can feel her pain.’

‘Maybe so.’

 

 

D) ความเข้าใจหรือความรู้สึกร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นไปในลักษณะของผู้ดูหรือผู้รู้สึกร่วม บนฐานของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ส่วนมากเราจะไม่มีอิทธิพลถึงกัน ในทางที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด และพฤติกรรมของกันและกันได้

 

 

เช่นที่มูราคามิบอกให้เรามองตัวละครด้วยสายตาแบบกล้องแอบถ่าย โดยที่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้เลย  ‘our point of view, as an imaginary camera, picks up and lingers over things like this in the room. We are invisible, anonymous intruders. We look. We listen. We note odours. But we are not physically present in the place. And we leave behind no traces. We follow the same rules, so to speak, as orthodox time travelers. We observe but we do not intervene. (27)’

 

 

บางครั้งที่เรารู้สึกร่วมมากๆ เราอยากจะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ (ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงใคร) ‘Run!, we shout to her. On impulse we forget the rule that requires us to maintain our neutrality. Our voice doesn’t reach her, needless to say, but Eri perceives the danger on her own. (152)’

 

 

E) เมื่อความรู้สึกร่วมระหว่างกันเป็นไปได้ (แต่การเปลี่ยนแปลงกันเป็นไปไม่ได้) คนที่ปฏิเสธที่จะดูหรือรู้สึกร่วมกับคนอื่น มักจะเป็นคนที่กำลังกลัว คือ กลัวที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง กลัวจะเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ คนแบบนี้เปรียบเสมือนคนที่กำลังหลับ

 

 

เช่นอีริที่หลับไม่ยอมตื่นมาสองเดือน เธอกำลังปฏิเสธที่จะเห็นความจริงที่เธอไม่อยากเห็น อาจจะเป็นความจริงที่ว่า คนอื่นช่างแตกต่างจากเธอเหลือเกิน เธอเข้าไม่ถึงคนอื่นและรู้สึกโดดเดี่ยว,  โคโรกิ (คนทำความสะอาดที่ love hotelซึ่งเป็นที่ๆโสเภณีชาวจีนถูกทำร้าย) ให้ความเห็นไว้กับมาริเช่นนี้ ‘I don’t really know what’s going on, of course, but it seems to me your sister must have some big problem she’s trying to deal with, something she can’t solve on her own. So all she wants to do is go to bed and sleep, to get away from the fresh and blood world for a while, I think I know how she feels. (162)’

 

 

ตัวของโคโรกิเอง มาทำงานที่ love hotel ซึ่งทำเฉพาะเวลากลางคืน ก็เพื่อจะหนีการตามล่า (แต่เธอไม่ได้บอกว่าใครตามล่า หรือตามล่าเพราะอะไร) เป็นไปได้ว่าโคโรกิก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับอีริ คือ ปฏิเสธที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่เธอไม่อยากจะเห็น แต่ความจริงนั้นก็ตามหลอกหลอนเธออยู่ตลอดเวลา ‘when I finish work and get into bed, I always think: let me not wake up. Let me just go on sleeping. ‘Cause then I wouldn’t have to think about anything. I do have dreams though. It’s always the same dream. Somebody’s chasing me. I keep running and running until they finally catch me and take me away. (158-159)’

 

 

คนที่ปฏิเสธความแตกต่าง ปฏิเสธที่จะเข้าถึงคนอื่น ก็เหมือนกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกดินเอาไว้ แต่ยังไงก็ไม่มีวันหนีพ้น เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา หรือ เอาหัวออกจากดินเมื่อไหร่ ก็จะต้องเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งอยู่ดี  

 

 

เช่นคำพูดของแก้งส์โสเภณีที่กำลังตามล่าชายที่ทำร้ายโสเภณีในแก้งส์เขา เขาพูดย้ำทางโทรศัพท์ว่า หนีไม่พ้นหรอก’—‘you’ll never get away!’ ‘you can run but you’ll never be able to get away!’(197)

 

 

F) โดยสรุป ถ้าคนเราสามารถเข้าใจกันอย่างแท้จริงได้ เข้าถึงในส่วนลึกของกันและกันได้ มองเห็นเหตุผลและรู้สึกร่วมในทุกข์สุขของคนอื่นได้, ไม่มีประโยชน์ที่จะหลับตาหนีความจริง ให้เบิ่งตาให้กว้าง มองเห็นคนอื่นให้ชัด, แล้วตัวกูของกู’ (ความคิดกู พวกกู ศาสนากู) ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นจะลดความสำคัญลงได้ และจะยอมรับในความหลากหลายของกันและกันได้มากขึ้น

 

 

 

ปล ขอโทษที ไม่มีเล่มภาษาไทย เลยต้องเอาภาษาอังกฤษมาลง     

 

ปล2 คนชอบบอกว่า pluralists มองโลกในแง่ร้ายที่บอกว่า utopia เป็นไปไม่ได้ แต่เราว่าเขามองโลกในแง่ดีสุดๆไปเลยมากกว่า เพราะเขาเชื่อว่าภายใต้ความขัดแย้ง คนเราสามารถเข้าใจกันในระดับลึก และยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันได้ (เราถึงได้ชอบไง)

 

ปล3 ย้ำอีกทีว่าเป็นการตีความตามความเชื่อของเราเองล้วนๆนะจ๊ะ

 

 

 

ตุลาคม 10, 2008

ผิดเพราะลืม

Filed under: philo — yodmanudying @ 12:27 pm

 

 

เข้าไปอ่านในบล็อก TPM http://blog.talkingphilosophy.com/?p=405 เขาเล่าว่ามีแม่คนหนึ่งลืมลูก (ซึ่งเป็นเด็กทารก) ไว้ในรถแปดชั่วโมง แล้วลูกตาย

แม่คนนี้บอกว่าตามปกติเธอจะเอาลูกไปฝากไว้ที่ childcare แล้วจึงขับรถเลยไปที่ทำงาน (เธอทำงานเป็น assistant principal อยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง) แต่วันนั้นเธอดันลืมแวะส่งลูกที่ childcare แต่ขับไปที่ทำงานเลย พอไปถึงเธอก็ปิดรถทิ้งลูกไว้ (โดยไม่เจตนา) จนกระทั่งตอนเย็นที่เธอทำงานเสร็จ เธอเดินกลับมาที่รถพบว่าลูกตายแล้ว (ถ้าเป็นเรา นาทีนั้นคงช็อคมากๆ)

 

 

เธอเสียใจมาก และออกมาเตือนคนอื่นๆว่าอย่าลืมลูกไว้ในรถแบบเธอ แต่เธอดันพูดต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ เพราะว่ามันเกิดจากการ ลืม’ (เธอไม่ได้มีเจตนาที่จะให้มันเกิดขึ้น) หลายคนฟังแล้วคงรู้สึกแปลกๆ เพราะถ้ามีคนนัดเราแล้วไม่มา โดยบอกว่าลืม เราคงต่อว่าแน่ๆ หรือแม้แต่ตอนเด็กๆ ถ้าไม่ตื่นไปโรงเรียน แล้วบอกว่าลืม ก็ต้องถูกครูตีอยู่ดี แปลว่าสำหรับคนทั่วไป การลืมไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลอ้างได้ว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นไม่ผิด

 

 

การลืม เป็นความผิดหรือไม่?

 

 

โดยส่วนใหญ่คนมักจะคิดว่าการลืมเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นได้ เช่น ถ้าไม่อยากลืมต้องจดไว้ หรือท่องจำไว้ แล้วจะไม่ลืม

การลืมจึงเป็นความผิดเพราะถ้าเราควบคุมไม่ให้ลืมได้ (เช่น ถ้าเราให้ความสำคัญและรับผิดชอบเพียงพอ) เราก็จะไม่ลืม แต่ถ้าเราดันปล่อยให้ตัวเองลืม และปล่อยให้เกิดผลแย่ๆตามมา เราก็ต้องยอมรับความผิด

 

 

แต่ถ้าลองคิดดีๆ การลืมอาจจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ก็ได้ เช่น สำหรับบางคน ถึงจดไว้ก็ลืมได้อยู่ดี ส่วนบางคนลืมแม้กระทั่งจะจดเอาไว้

เปรียบเทียบได้กับคนที่เป็นอัลไซเมอร์ ถ้าอยู่ๆความจำของเขาหายไป ถึงเขาจะจดไว้ หรือท่องไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

สำหรับสมองของคนทั่วไป บางคนก็เชื่อว่า เราเลือกไม่ได้หรอกว่าจะจำเรื่องไหน หรือลืมเรื่องไหน มันจำของมันเอง มันลืมของมันเอง (เหมือนเพลงที่ร้องว่า อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำนั่นไง) เราควบคุมกำหนดมันไม่ได้

และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็จะมีธรรมชาติเหมือนกันกับโชค คือ อยู่นอกเหนือความสามารถของเราที่จะจัดการอะไรกับมันได้

แปลว่าการลืมจนทำให้เกิดผลร้าย ก็น่าจะไม่ผิด เหมือนกับคนโชคร้ายนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนขับรถแล้วโดนตัดหน้า รถพลิกคว่ำ ลูกของเขาตาย เรามักบอกว่าเขาโชคร้าย และไม่คิดว่าเขาทำผิด เพราะเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันอยู่นอกเหนือการควบคุมจัดการของเขา

ดังนั้นแม่ที่ลืมลูกจนลูกตาย เขาก็อ้างได้เหมือนกันว่าเขาโชคร้าย (เช่น อยู่ๆความจำของเขาก็หายไป อยู่ๆก็ไม่มีเรื่องลูกอยู่ในสมองเลย) เขาไม่ได้จงใจ และ การลืมมันอยู่นอกเหนือการควบคุมจัดการของเขา เราจะเชื่อได้หรือไม่ แล้วเราจะคิดว่าเขาไม่ได้ทำผิดหรือไม่

 

 

ถ้าตอบว่าไม่ ยังไงเขาก็ผิด แล้วเขาจะผิดเพราะอะไร

 

 

หรือว่าความผิดไม่ได้ดูที่ผู้กระทำ (ว่าเจตนาหรือไม่ ป้องกันได้หรือไม่) แต่ดูที่ผลของการกระทำ คือ ถ้าผลแย่มากๆ การลืมก็ผิดมาก ถ้าผลแย่น้อยการลืมก็ผิดน้อย และถ้าผลไม่แย่เลย การลืมก็ไม่ผิดเลย เช่น ถ้าแม่ลืมลูกไว้ในรถแต่ลูกไม่เป็นอะไรเลย แม่ก็ไม่ผิด (และไม่มีใครว่าแม่) แต่ถ้าแม่ลืมแล้วลูกอาการสาหัส แม่ถึงจะผิด แต่ยังผิดไม่มากเท่ากับการที่ลูกตาย

ทีนี้ถ้าความผิดแปรผันตามผลของการลืม แปลว่าการลืมเองไม่ใช่ความผิด

ลองคิดในทางกลับกัน ถ้าลืมแล้วเกิดผลดี ก็ต้องแปลว่าการลืมนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น ถ้าแม่ลืมลูกไว้ในรถ แล้วปรากฏว่าโรงเรียนลูกไฟไหม้ เด็กตายหมดทุกคน แต่ลูกไม่ตายคนเดียว ก็แปลว่าการลืมของแม่เป็นสิ่งที่ดี ถูกต้อง และควรได้รับคำชมน่ะสิ 

 

 

อืม ยากนะเนี่ยประเด็นนี้

 

 

สิงหาคม 22, 2008

โรงเรียนชีวิต

Filed under: diary, philo — yodmanudying @ 2:10 am

 

 

 

วันนี้อ่านในบล็อก TPM พบว่าที่ลอนดอนมีโรงเรียนเปิดใหม่ ชื่อว่า ‘the school of life’ เปิดสอนเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่น ความรัก การเมือง การงาน ครอบครัว การเล่น สอนโดยนักเขียน ศิลปิน นักแสดง นักวิชาการสาขาต่างๆ เราว่าคงเป็นการพูดมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับชีวิตในด้านต่างๆนั่นเอง

 

 

ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดาๆนะ แต่เราว่ามันเท่มากเลย ดูในเวบก็เท่ คนปกติเวลาว่างๆจะไปเรียนวาดรูป ปั้นเซรามิก เย็บผ้า หรือไม่ก็ทำอาหาร แต่นี่ถ้าคนถามว่าไปไหน ก็ตอบว่า อ๋อ เดี๋ยวเย็นนี้ไปเรียนเรื่องชีวิตสักนิดนะชอบจัง อยากไปลองลงเรียนสักคอร์สนึง แต่คงต้องเลือกเรียนตอนเย็นสักสองชั่วโมงก็พอ เพราะถ้าเรียนวันเสาร์อาทิตย์จะต้องเรียนทั้งวัน อาจจะเอียนจนอาเจียนได้ ลองนึกดูว่าถ้าไปฟังเขาพูดเรื่องความรักอย่างต่อเนื่องแปดชั่วโมง คงได้อ้วกความรักออกมาเป็นแน่ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งคิดกันทั้งวันนะเราว่า

 

 

พอดีกับช่วงนี้ที่ว่างๆหน่อย เลยไปสอยหนังสือเรื่อง the meaning of life มาอ่านเล่น เป็นหนังสือเล่มเล็กๆเกี่ยวกับความหมายของชีวิต พูดถึงพัฒนาการทางความคิดเรื่องชีวิตในแต่ละยุคสมัย รวมถึงความคิดทางปรัชญาด้วย ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะเขียนลงบล็อกอยู่พอดี คือหนังสือแบบนี้มันไม่ค่อยมีมาก่อน ขนาดเราเรียนปรัชญายังไม่ค่อยได้เจอบทความวิชาการหัวข้อแบบนี้ มันดูกว้างจนหาประเด็นไม่ได้ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าคิดแล้วจะได้ประโยชน์อะไร เพราะถ้าชีวิตมีความหมายอะไรจริงๆมันก็น่าจะปรากฏขึ้นมาเอง ไม่ใช่ปรากฏขึ้นเพราะเราพยายามครุ่นคิดถึงมัน

 

 

แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนยุคนี้ให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้มากขึ้นจริงๆ (ที่เมืองไทยจะออกแนวจิตวิญญาณมากกว่าแค่ความหมายชีวิต สังเกตว่าหนังสือแนวจิตวิญญาณออกมาเพียบ) ทีนี้พอมาเจอโรงเรียนชีวิตแห่งนี้ก็เลยยิ่งทำให้เชื่อตามหนังสือว่า การที่คนยุคนี้สนใจหาความหมายของชีวิตมากขึ้นก็เพราะว่า เราได้ทำลายความหมายต่างๆที่เคยมีในอดีตไปจนเกือบหมดสิ้น เช่นเราเลิกยึดติดกับศาสนา เราตั้งคำถามกับความเชื่อต่างๆมากมาย ว่ามันไม่มีจริง แต่ในขณะเดียวกันเรากลับต้องการหาอะไรมายึดเหนี่ยวพึ่งพาเพื่อไม่ให้เคว้ง เรียกง่ายๆว่า ยิ่งทำลายความเชื่อต่างๆลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการมันมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับคนที่เอาอาหารไปโยนทิ้งหมดในขณะที่ท้องกำลังหิว แล้วก็ต้องหาอาหารอื่นเพื่อยาไส้ต่อไป (ทั้งหมดนี้จะโทษพวกโพสต์โมเดิร์นก็ได้นะ ฮ่าๆ) เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะมาเขียนถึงเรื่องนี้แบบเต็มๆอีกทีนะ

 

 

อีกอย่างที่น่าสนใจในโรงเรียนชีวิตแห่งนี้ก็คือ เค้ามี bibliotherapy ด้วย คือการเยียวยาด้วยหนังสือ ที่จริงก็ไม่ใช่การเยียวยาอะไรหรอก เป็นการให้คำแนะนำถึงหนังสือที่เหมาะสมกับเวลาและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน เช่นคนที่ต้องเลี้ยงลูกและมีเวลาอ่านหนังสือทีละห้านาที ควรอ่านหนังสืออะไร หรือคนที่ทำงานหนัก คนที่มีนิสัยส่วนตัวบางอย่าง มีความต้องการบางอย่าง ควรอ่านหนังสืออะไร บางครั้งก็เป็นการเยียวยาด้วย เช่น มีคนที่ลูกชายวัยรุ่นเพิ่งมาสารภาพว่าเป็นเกย์ เค้าหาทางออกไม่ได้เลยมาขอคำแนะนำว่าควรอ่านหนังสืออะไรดี และมีคนที่เป็นหมอมาเขียนบอกว่า บางครั้งไม่อยากสั่งยาให้คนไข้เลย เพราะมันไม่จำเป็นเท่าไหร่ อยากจะสั่งเป็นหนังสือมากกว่า (นัยว่าต้องเยียวยาจิตใจแทนร่างกาย แต่มันทดแทนกันได้ไม๊นะ) เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรานะ กับการที่จะมีคนมาทำความเข้าใจในตัวเราแบบลึกๆแล้วบอกว่าเราควรจะอ่านหนังสืออะไร เพราะปกติเราทุกคนต่างเลือกอ่านหนังสือเอาเองตามที่ต้องการ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ

 

 

เอาเป็นว่า ถ้าได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนแห่งนี้เมื่อไหร่ จะมาเขียนเล่าให้ฟังจ้ะ

 

 

ปล TPM http://blog.talkingphilosophy.com/?p=367

 

ปล2 The school of life  http://www.theschooloflife.com/about.aspx 

 

 

 

 

มิถุนายน 1, 2008

Mindfuck!

Filed under: book, buddhism, philo — yodmanudying @ 9:24 pm

  

วันก่อนเราไปร้านหนังสือ (ตามเคย) แล้วก็ได้เจอหนังสือเล่มใหม่ของคุณ Colin McGinn ชื่อว่า Mindfucking เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ, ใหญ่กว่า Bullshit ของ Harry Frankfurt นิดเดียวเท่านั้น

 

 

เราเคยอ่านหนังสือของคุณ McGinn มาก่อน เรียกว่าอ่านก่อนมาเรียนปรัชญาเลยนะ คือเล่มที่ชื่อ The Making of a Philosopher เขียนเป็นแนวเล่าประวัติชีวิต อ่านเพลินๆดีและได้ความรู้ปรัชญาไปด้วย ถึงตอนนั้นจะอ่านไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เราชอบมากๆนะ และถ้าสังเกตดีๆ เรามีลิ้งก์บล็อกของคุณ McGinn อยู่ด้านข้างนี้ด้วย

 

 

ถ้าอ่านจากบล็อกในบางตอนจะพอรู้ถึงบุคลิกของ McGinn ได้บ้างว่าเขาออกจะเป็นคนแรงๆ และกวนๆอยู่พอสมควรทีเดียว พอเห็นหนังสือชื่อว่า Mindfucking เราเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เขาจะคิดคอนเซ็ปต์แบบนี้ออกมา และที่ทำให้เราสนใจมากขึ้นก็คือ mindfucking นี้ McGinn ได้เขียนต่อ (เรียกว่า develop จะถูกกว่า) จากคอนเซ็ปต์ Bullshit ของคุณ Frankfurt ซึ่งเราเคยอ่านแล้วก็ชอบมากเหมือนกัน (ที่เขียนใน OPEN น่ะ)

 

 

เห็นหนังสือ Mindfucking แล้วเหมือนจะได้ยิน McGinn ตะโกนบอกกับ Frankfurt ว่า คอนเซ็ปต์ของคุณกวนดีนะ แต่ขอโทษ! ของผมกวนกว่า (โว้ย)’ (ที่จริงถ้าเปลี่ยนสรรพนามเป็นแบบไทยโบราณ และเติมคำว่า teen เข้าไปหลังกวนด้วย จะได้อารมณ์ที่ถูกต้องมากกว่านะ อ่ะ ลองอ่านใหม่อีกทีสิ) เพราะเราอ่านแล้วพบว่าเล่มนี้กวนจริงๆ แล้วก็ตลกด้วย เป็นตลกแบบกวนๆน่ะ ซึ่งMcGinn คงพอรู้ว่าตัวเองเผลอใส่มุกกวนๆขำๆไว้เยอะ ก็เลยเขียนในหน้าสุดท้ายว่า ถึงแม้มันจะดูเหมือนตลกแต่ผมซีเรียสนะจะบอกให้

 

 

ตอนนี้เราแปลกใจนิดนึงนะว่า ทำไมนักปรัชญาเก่งๆชอบทำตัวกวนๆแรงๆกันทั้งนั้น แม้แต่คนที่เราเห็น (กับตา) ว่าเป็นคนนุ่มนวลที่สุด อย่างอาจารย์ A.C. Grayling ยังเขียนบทความด่าคนอื่นแบบแรงๆได้ แล้วคนนุ่มนิ่มๆอย่างเรา (เหรอ?!?) จะเป็นนักปรัชญาอาชีพกับเขาได้ไม๊เนี่ย

 

 

มาต่อที่ Mindfuck กันดีกว่า McGinn เขียนไว้ว่า คอนเซ็ปต์ของเขาแตกต่างจาก Bullshit มากพอสมควร โดยมันแรงกว่าและล้ำลึกมากกว่าหลายเท่า Bullshit หมายถึงการพูดโดยไม่ได้สนใจ ไม่ได้แคร์ว่าความจริงคืออะไร แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งใจหลอก (หรือสร้าง impression) ให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองกำลังพูดความจริงอยู่ เพื่อเป้าหมายบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ทนายบางคนที่ว่าความเพียงเพื่อจะชนะคดี เขาไม่ได้สนใจว่าลูกความพูดจริงหรือไม่ แต่เขาต้องแกล้งทำเป็นเชื่อว่าลูกความพูดจริงและ แกล้งทำเป็น แสดงออกว่าตัวเขาเองก็พูดจริงเพื่อให้ศาลเชื่อ หรือ นักเรียนบางคนเวลาทำรายงานส่ง ต้องแสดงความคิดเห็นไปในทางหนึ่ง เขาต้อง แกล้งทำเป็นแสดงออกว่าเขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วเขาไม่ได้แคร์อะไรเลย แค่อยากได้คะแนนเท่านั้น ตอนแกล้งทำเป็นนี่ล่ะ เขากำลัง Bullshit อยู่ (ps. สิ่งที่ bullshit อาจจะไปตรงกับความจริงก็ได้ เพียงแต่คนพูดไม่ได้สนใจว่ามันจะจริงหรือไม่จริง)

 

 

McGinn ตั้งข้อสังเกตว่า การโกหก เป็นการหลอกสองชั้น คือ หนึ่งหลอกเกี่ยวกับความจริงในโลก เช่น ที่จริงลูกความทำผิด แต่ทนายหลอกศาลว่าไม่ได้ทำ นี่คือหลอกเกี่ยวกับความจริงที่เกิดขึ้น และสองคือ หลอกเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ที่จริงทนายรู้ว่าตัวเองไม่ได้พูดความจริง แต่หลอกศาลว่าตัวเองกำลังพูดความจริงอยู่ เป็นการหลอกเกี่ยวกับภายในใจของตัวเอง ส่วนการ Bullshit เป็นการหลอกเพียงหนึ่งชั้น คือ หลอกเกี่ยวกับตัวเอง หลอกว่าตัวเองรู้ความจริง และหลอกว่ากำลังพูดความจริงอยู่ โดยที่ในใจไม่ได้สนใจความจริงเลย แต่แม้จะมีความต่างกันแบบนี้ การโกหกและ Bullshit ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คือ ทั้งสองมุ่งไปยัง ความเชื่อของคนฟัง คือทั้งสองต้องการสร้างความเชื่อบางอย่างในใจคนฟัง เพื่อเป้าหมาย(ส่วนตัว)บางอย่าง

 

 

แต่ Mindfuck ร้ายกว่า การโกหกและ Bullshit มาก เพราะ Mindfuck ไม่ได้มุ่งไปที่ ความเชื่ออย่างเดียว แต่มุ่งที่ อารมณ์ความรู้สึกในใจคนฟังด้วย โดยความหมายแล้ว Mindfuck หมายถึงการไปทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในใจ หรือ การเข้าครอบงำจิตใจ อันนี้เราอธิบายเป็นภาษาไทยเองนะ อาจจะฟังดูไม่ได้อารมณ์เท่ากับตัวคำจริงๆที่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้ได้อารมณ์ต้องลองนึกถึงการ body-fuck ที่ทำกับจิตใจรุนแรงประมาณนั้นนั่นแหละถึงจะถูก โดยรวมแล้วก็คือ Mindfuck ไม่ได้ป่วนแค่ที่ ความคิด ความเชื่อของคนฟัง เหมือนที่การโกหก และ Bullshit ทำ แต่เป็นการป่วนไปถึงอารมณ์ความรู้สึกในจิตใจคนฟังด้วย ซึ่งแปลว่าล้ำลึกกว่ามาก

 

 

เราลองพยายามหาคำไทยที่ใกล้เคียงกับ Mindfuck มากที่สุด ที่พอจะได้ก็คำว่า ปั่นหัวถ้าปั่นหัวหมายถึง การทำให้อารมณ์ความคิดในหัวสมองปั่นป่วน เสียระบบแต่มันยังดูไม่แรงพอกับคำว่า Mindfuck และอีกอย่าง กริยาคำว่า ปั่นอาจจะไม่ใกล้กับคำว่า ‘fuck’ มากนัก เพราะปั่นเป็นการหมุนๆ วนๆ แต่ fuck เป็นการยิงตรงเข้ากลางโดยไม่ต้องหมุน หรือวน (ถ้าจะหมุนจะวนก็ไม่มีใครว่า เพียงแต่ในความหมายปกติมันไม่ได้ครอบคลุมการหมุนวน) ส่วนคำไทยอื่น เรายังนึกไม่ออก ใครนึกออกช่วยบอกด้วย หรือไม่อาจจะต้องคิดคำใหม่ขึ้นมาเลย เช่นคำว่า ‘yetจิต’ (เขียนแบบลูกครึ่ง แต่อ่านแบบไทยนะจ๊ะ) คำนี้ตรงตัวกับคำว่า Mindfuck พอดี แต่มันฟังดูแปลกๆนะ ตัวอย่างเช่น เมื่อกี้เข้าไปฟังอาจารย์สอนเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพ รู้สึกเหมือนโดน yetจิตเลยว่ะก็พอได้ แต่ยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ และ ‘yetจิต มันก็ใช้เป็นคำนามและคำขยายไม่ได้เหมือน Mindfuck เอ๊ะ! หรือได้? ลองดูนะ—‘เซ็งyetจิตเลยว่ะ’ (คำขยาย) หรือ การyetจิต คือการล่วงละเมิดทางจิตใจ’(คำนาม) เอ้อ ก็ได้นี่นา เพียงแต่ไม่คุ้นเท่านั้นเอง

 

 

เล่นสนุกพอแล้ว กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ที่เราอธิบายไปคงจะพอเห็นภาพอยู่บ้างว่า Mindfuck คือการเข้าไปแทรกแซง หรือล่วงเกินทางอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง ทำให้ปั่นป่วน เสียระบบ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างความเกลียดชัง หรือ ความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในใจผู้ฟัง แล้วผู้พูดก็ใช้ประโยชน์จากอารมณ์นี้ของผู้ฟังเพื่อเป้าหมายของตัวเอง หรืออาจจะเรียกว่าการเข้าครอบงำจิตใจก็ได้ แต่เป็นไปอย่างประสงค์ร้ายต่อผู้ฟัง (เป็น harm หรือ violation) ทั้งนี้การจะทำได้ต้องมีการเตรียมการให้ดี เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลักคือ ความเชื่อใจ’ (trust) ที่ผู้ฟังมีต่อผู้พูดเช่นเดียวกับการโกหกและ Bullshit ที่ต้องอาศัยความเชื่อใจเช่นกัน นอกจากนี้ คนที่จะทำการ Mindfuck ได้จะต้องรู้ จุดอ่อนของผู้ฟังเป็นอย่างดี และพูดในทางที่จะแทงลงไปในจุดอ่อนนั้นๆ แล้วขยี้ๆให้เละ (เว่อไปไม๊เนี่ย) และอย่าลืมว่าต้องทำโดยที่ผู้ฟัง ไม่รู้ตัว เท่านั้น (ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูก Mindfuck อยู่)   

 

 

ตัวอย่างของการ Mindfuck ที่ McGinn ยกมาก็คือการ ใส่ร้ายเช่น เราอาจจะใช้เครดิตทางหน้าที่การงาน หรือ ชื่อเสียงของเรา ไปบอกกับผู้หญิงคนหนึ่งว่าสามีเธอมีชู้ เพราะเรารู้ว่าตัวเรามีเครดิตมากพอที่เขาจะเชื่อ และเรารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คอยระแวงอยู่แล้วว่าสามีจะไปมีชู้ (เป็นจุดอ่อน) การที่เราพูดเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผู้หญิงคนนี้ Mindfuck ได้ในทันที ต่อจากนั้นเราก็ใช้ประโยชน์จากอารมณ์ Mindfuck ของผู้หญิงคนนี้เพื่อทำลายคนที่เป็นสามีของเธอได้ 

 

 

การ Mindfuck มีหลายระดับ ที่ McGinn ยกมาอาจจะดูร้ายมาก (ที่ร้ายกว่านั้นก็มี) แต่ Mindfuck แบบอ่อนๆ แบบใกล้ตัวกว่านั้นก็มี ยกตัวอย่างเราเองก็ได้ เมื่อหลายวันก่อน เครื่องซักผ้าบ้านเราเสีย เราเลยโทรไปรียกช่างมาซ่อม ทางบริษัทเครื่องซักผ้าถามว่า เราจะจ่ายค่าซ่อมยังไง จะจ่ายแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว หรือว่าจะทำประกันไว้หนึ่งปีเลย แล้วซ่อมฟรีตลอดปี แล้วเขาก็พูดว่า ผมคำนวณให้เลยนะ ค่าซ่อมครั้งหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 120 ปอนด์ ส่วนค่าประกันปีละ 140 ปอนด์ มากกว่านิดเดียวเท่านั้นเองเราถูก Mindfuck ทันที ข้อแรกคือเราเชื่อใจคนพูดมาก เพราะไม่คิดว่าบริษัทดีๆจะโกหก และสองคือ เราเกิดความกลัวว่าจะจ่ายเงินไม่คุ้มค่า กลัวว่าถ้าเครื่องเสียอีก จะต้องจ่ายอีกเป็นสองเท่า (จุดอ่อนอยู่ที่ความงกเขารู้ได้ไงเนี่ย!!) ก็เลยตกลงไปทันที งั้นขอทำประกันแล้วกันค่ะวันรุ่งขึ้นช่างมาซ่อมให้ไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จ มันเสียนิดเดียวเอง และค่าซ่อมไม่น่าเกินห้าสิบปอนด์ ช่างยังบอกเลยว่า คุณไม่น่าทำประกันเล้ย เสียเงินเยอะไปอย่างนี้เราต้องอุทานว่า ‘Mindfuck!’ หรือเปล่า (ช่างเป็นการ Mindfuck สั้นๆ (พูดสิบนาที) แต่เสียเงินยาวๆ (หนึ่งปี) จริงๆ)  

 

 

ด้วยการที่ Mindfuck อาศัยการมองเห็นจุดอ่อน และแทงลงไป จึงเหมือนกับว่าผู้ฟัง (หรือผู้ถูก Mindfuck) ได้ Mindfuck ตัวเองเอาไว้แล้วจนเกิดเป็นจุดอ่อนนั้นขึ้นและพร้อมที่จะถูก Mindfuck ต่อได้ทุกเมื่อ ผู้พูดไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากก็สามารถ Mindfuckได้สำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้วก็แค่ปล่อยให้ผู้ฟัง Mindfuck ตัวเองต่อไปอีก จึงเรียกได้ว่าเป็นการกระทำทั้งสองฝ่ายผู้พูด Mindfuck ผู้ฟัง และผู้ฟัง Mindfuck ตัวเอง (ทั้งก่อนและหลัง) ต่างจากการโกหกและ bullshit ที่ผู้พูดกระทำฝ่ายเดียว ผู้ฟังไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เป็นเพียงผู้ถูกกระทำเท่านั้น   

 

 

McGinn บอกว่าการ Mindfuck มีในทุกระบบ ตั้งแต่ระบบใหญ่อย่างระบบการเมือง เช่น นาซี หรือ เกาหลีเหนือ ที่ Mindfuck ประชาชนให้เชื่อในระบบและยึดมั่นอยู่กับระบบ หรือการที่สหรัฐบุกอิรัก ก็ใช้วิธี Mindfuck ประชาชนให้เกิดความเกลียดความกลัวต่อผู้ก่อการร้ายขั้นรุนแรงเพื่อให้เห็นด้วยกับการที่รัฐโจมตีอิรัก ส่วนใหญ่ Mindfuck  ทางการเมืองจะทำไปเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม และสนับสนุนตัวเองโดยไม่ต้องสนใจเหตุผลหรือความเป็นจริงแต่อย่างใด  ในระบบที่เล็กลงไปก็มีในศาสนาเช่น Mindfuck ให้คนยึดมั่นในศาสนาของตน (บางครั้งถึงกับ Mindfuck ให้กำจัดศาสนาอื่น) ในหนังเช่น Mindfuck ด้วยการหักมุม เกิด Oh-My-God moment พระเอกกลายเป็นผู้หญิงอะไรประมาณนั้น ในโฆษณาเช่น Mindfuck ให้เกิดความกลัวจนต้องไปซื้อสินค้า (หรือซื้อประกัน—shit!) ไปจนถึงระบบเล็กๆแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล อย่างเรื่องความรัก—Mind(ของเรา)fucked ได้ทันทีเมื่อเกิดความรักขึ้น  

 

 

แต่ Mindfuck มีสองด้าน (ใครบอกว่า กริยา fuck จะต้องเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดหรือความรุนแรงเสมอไป หลายคนค้านหัวชนฝา แล้วบอกว่าอารมณ์ที่นิ่มนวลและเจือด้วยความสุขก็มีมาก) อย่างการ Mindfuck (หรือหักมุม) ในหนังก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลร้ายแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับเป็น entertainment ทำให้คนดูมีความสุข—McGinn เรียกอารมณ์นี้ว่า ‘the joy of mindfuck’ อย่างทฤษฎีวิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาแรงๆก็ถือว่าเป็น Mindfuck ในด้านดีเช่นกันเพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ เปิดการรับรู้ใหม่ และทำลายของเก่าทิ้งไป เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ หรือ ปรัชญาภาษาของวิทเกนสไตน์, ตรงนี้จะเห็นได้ว่าจุดเชื่อมระหว่าง Mindfuck ในด้านดีและ Mindfuck ในด้านร้ายก็คือ มันจะสร้างอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับ ‘OMG moment’ ขึ้นมาในจิตใจคนฟัง ทีนี้ถ้าเป็น Mindfuck ด้านดี เช่น ความรู้ใหม่ๆ หรือ Mindfuck ในหนัง ในเพลงก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ Mindfuck ด้านร้าย เช่น การเมือง ศาสนา(บางศาสนา) หรือ พวกลัทธิความเชื่อ มันจะอันตรายมากและจำเป็นต้องหาทางป้องกัน

 

 

ข้อสังเกตของเราก็คือ ทำไม Mindfuck ในด้านร้ายจึงทนทานมาก (ทนพอๆกันกับการ Bullshit เลย) ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการโกหกที่ Kant บอกว่า ถ้าทุกคนในโลกโกหก การโกหกจะใช้ไม่ได้อีกเพราะจะไม่มีใครเชื่อถือกันอีกแปลว่าการโกหกยิ่งมีมากยิ่งทำลายตัวเอง แต่ Mindfuck ไม่ทำลายตัวเองแบบนั้น ลองคิดดูว่า ถึงปัจจุบันจะมีการ Mindfuck อย่างแพร่หลายในทุกระบบ แต่การ Mindfuck ก็ยังใช้ได้อีกเรื่อยๆ แถมยังดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย เราคิดเหตุผลได้อย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่เชื่อใจ (trust) คนอื่นเลย การเชื่อใจคนอื่นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญมากอย่างหนึ่งของชีวิต เปรียบเสมือนปัจจัยสี่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคน ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ทุกคนในโลกจะ Mindfuck กันและกันตลอดเวลา พวกเราก็ยังมีความหวังว่าคนต่อไปที่เจอจะไม่เป็นแบบนั้นอีก มันเป็นวิธีคิดเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์น่ะ (เพราะถ้าคนสามารถอยู่โดยระแวงกันและกันตลอดเวลาได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐ เพราะรัฐมีไว้เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย และเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องระแวงกัน) และถ้าการเชื่อใจกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์จริงๆ การโกหกก็ไม่ได้ทำลายตัวเองอย่างที่ Kant บอก (สังเกตว่าสังคมปัจจุบันโกหกกันตลอดอยู่แล้ว ไม่เห็นมันทำลายตัวเองตรงไหนเลย)   

 

 

McGinn คิดวิธีแก้ Mindfuck ด้วยการให้ รู้ตัวเขาไม่ได้ใช้คำว่า awakening หรืออะไรหรอกนะ แต่สิ่งที่เขาอธิบายมามันให้ความหมายแบบนี้ McGinn บอกว่า สังคมที่ Mindfuck คนได้ดีที่สุดคือสังคมปิด เมื่อคนขาดข่าวสาร ขาดการสื่อสารกับโลกภายนอก จะถูก Mindfuck ได้ง่ายๆ และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ คนในสังคมปิดจะออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกไม่ได้อีกเลย ลองนึกถึงคนที่อยู่ในระบบเผด็จการนานๆ คนที่ติดคุกนานๆ หรือ คนในวัฒนธรรมปิด เช่น พวก Amish ที่ไม่ยอมออกมาใช้ชีวิตกับโลกอีก ทั้งนี้เพราะพวกเขาถูก Mindfuck จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว วิธีแก้ Mindfuck ของ McGinn ก็คือ ต้องมีการเปิดรับข่าวสารอย่างอิสระ และเพียงพอ เพื่อให้คนได้พิจารณาว่าสิ่งที่ตัวเองได้ฟังมานั้นมันเชื่อถือได้แค่ไหน และมีข้อมูลไหนที่เชื่อถือได้มากกว่าหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้คนจะไม่ถูก Mindfuck ได้ง่ายๆ จะไม่ Mindfuck ตัวเองง่ายๆด้วย และถ้าถูก Mindfuck ไปแล้วจะ รู้ตัวขึ้นมาได้

 

 

การต่อต้าน Mindfuck และวิธีการแก้ของ McGinn สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น Liberal เต็มตัว ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ เพราะแนวคิดหลักของ liberalism ก็คือ ‘autonomy’ หรือ การให้หมั่นทบทวนความคิดความเชื่อของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งต้องทำโดยการเปิดรับความรู้ ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และคิดพิจารณาให้มากๆว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่าตัวเองมีอิสระที่จะทำได้ (ถ้าอยู่ในกรอบความเชื่อ หรือศาสนาบางอย่างจะไม่ยอมทำ) autonomy นี้เปรียบเสมือนการบอกให้คนคอย รู้ตัวเอาไว้ อย่าโดนใครหรือองค์กรใด Mindfuck ง่ายๆ หรือถ้าโดนไปแล้วก็จงรู้ตัวขึ้นมาให้ได้ ดังนั้น liberalism จึงตรงกันกับวิธีแก้ Mindfuck ที่ McGinn แนะนำมากทีเดียว

 

 

แต่อย่าลืมว่าตัว liberalism เองก็เป็นการ Mindfuck ด้วยเหมือนกัน เราถือว่า liberalism เป็นเพียงความเชื่อหนึ่งในหลายๆความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงและไม่ได้ดีที่สุด non-liberalism ก็มีความดีของมันอยู่ เช่น บางคนอาจจะมีความสุขที่ถูก Mindfuck จากองค์กรหรือสถาบันการเมืองก็เป็นได้ ลองคิดดูว่าถ้าคนสามารถมี the joy of mindfuck จากการดูหนังได้ ทำไมเขาจะมีความสุขจากการอยู่ในระบบปิดไม่ได้ แล้วถ้าเขากำลังมีความสุขอยู่ เราจะไปบอกให้เขาต่อต้าน Mindfuck เพื่ออะไร? หรือเพื่อให้เขาออกมาจากความสุขเดิมนั้น เพื่อมองหาความสุขอื่นที่ไม่รู้ว่าจะเจอหรือไม่ อย่างนั้นหรือ?

 

 

บางคนมีชีวิตอยู่ด้วยความศรัทธาล้วนๆ (faith) และถ้าเราไปทำลายความศรัทธาของเขา โดยการบอกว่าสิ่งที่คุณกำลังศรัทธาอยู่มันคือ Mindfuck ล้วนๆเลยนะ บางทีความหวังดีของเราอาจจะไปทำลายตัวตนส่วนสำคัญที่สุดของเขาและทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อีก ลองนึกถึงคนในสังคมอินเดียสิ เขาอยู่ด้วยศรัทธาล้วนๆ แล้วก็ดูเหมือนจะพอใจในชีวิตตัวเองมาก ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในสังคม liberal แบบเต็มพิกัดก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่ดีอย่างที่คิด ลองสมมุติว่าเราต้องทบทวนความคิดความเชื่อของตัวเองตลอดเวลาสิ สุดท้ายเราอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรเลยและมองไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ได้ อันนี้เห็นได้ตามสังคมอเมริกัน (บางแห่ง) ที่เหลวแหลกจากการหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ได้

 

 

เป็นไปได้ว่า ถ้ามนุษย์เราอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากความเชื่อใจในตัวคนอื่น (อย่างที่เราเขียนไป) บางทีมนุษย์ก็อาจจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน  

      

 

ที่เราต้องเขียนไปไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า liberalism ไม่ดี หรือ non-liberalism ดีกว่า เราไม่ใช่พวกเผด็จการนะ และที่จริงก็แอบเลิฟแนวคิดของ liberal อยู่พอสมควร แต่เราไม่ค่อยชอบที่พวก liberal มักคิดว่าแนวคิดของตัวเองดีเหนือแนวคิดอื่นๆทั้งหมด คนเราควรมีอิสระและหลุดพ้นจากการถูกครอบงำก็จริง แต่นั่นน่าจะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่ทางเลือกเดียว ถ้ามองว่าพวก liberal เองก็ศรัทธาในแนวคิดของตัวเอง แล้วการที่พวกเขาคิดจะไปทำลายศรัทธาของคนอื่นด้วยการบอกให้รู้ตัวขึ้นมาเนี่ย มันจะยุติธรรมต่อคนอื่นแล้วหรือ? ดังนั้นเราคิดว่าการหลุดพ้นจาก Mindfuck หรือการรู้ตัว ก็น่าจะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น  

 

 

ประเด็นของ McGinn นอกจากจะทำให้เรานึกถึง liberalism แล้ว ยังทำให้เรานึกถึงพุทธด้วย เพราะมีตอนหนึ่งในหนังสือที่ McGinn เขียนว่า ‘whenever we give in to our fears and anxieties, or our rooted prejudices—whenever we let ourselves be carried away by these things—we are in effect mindfucking ourselves’ เปรียบได้เหมือนกับการที่เราปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามความคิด อารมณ์และกิเลส หรือที่ชาวพุทธเรียกว่า การส่งจิตออกนอกนั่นเองที่ McGinn ถือว่าเป็น Mindfuck ด้วย คือเป็นการ Mindfuck ตัวเอง แล้วเขาก็เขียนติดตลกว่า ด้วยเหตุนี้ วลี ‘go fuck yourself’ จึงทำได้ง่ายมาก! (ฮ่าๆ)

 

 

ส่วนแนวคิดหลักของพุทธก็คือการให้คนหัดรู้จัก รู้ตัวอยู่เสมอ เพื่อที่จะไม่ถูกครอบงำโดยความคิด ความเชื่อ และอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง (เพื่อไม่ให้ Mindfuck ตัวเอง) รวมทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเชื่ออะไรโดยไม่ได้พิจารณา (ที่มีสิบข้อ) ทำให้มองได้ว่าพุทธคล้ายกันกับ liberalism มากเพียงแต่วิธีในการรู้ตัวไม่เหมือนกัน พุทธไม่บอกให้รู้ตัวด้วยการหาข้อมูลข่าวสารมาพิจารณา แต่ให้รู้ด้วยการมองเห็นจิตใจที่ไหลตามกิเลสของตัวเอง เป็นการรู้ตัวด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก แต่ยังไงก็เป็นวิธีเพื่อจะหลุดพ้นจาก Mindfuck เช่นเดียวกัน

 

 

ดูเหมือนว่าทั้งพุทธและ liberalism จะต่อต้าน Mindfuck ทั้งคู่  เรียกได้ว่าเป็น ‘Mindfucking therapy’ คือความพยายามที่จะ ‘undo the effects of mindfucking’ ถึงแม้ว่าโดยตัวมันเองจะเป็นการ Mindfuck เหมือนกัน (เราคิดอย่างนั้นนะ) แต่ก็เป็นการ Mindfuck เพื่อหยุดการ Mindfuck

 

 

ถ้าเปรียบเทียบ liberalism กับระบบการเมืองอื่นๆ จะเห็นว่า ระบบอื่นๆมีแต่จะ Mindfuck ประชาชนไปเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้ และถ้าเปรียบเทียบพุทธกับศาสนาอื่นๆ จะเห็นเช่นเดียวกันว่า ศาสนาอื่นๆมีแต่จะ Mindfuck ผู้คนไปเรื่อยๆเช่นกัน (ด้านดีบ้าง ด้านร้ายบ้าง) จึงมีเพียง liberalism และพุทธเท่านั้นที่ต่อต้านการ Mindfuck อย่างจริงจัง

 

 

ดังนั้นถ้าจะสรุป ณ เวลานี้จากการเปรียบเทียบแบบง่ายๆข้างต้น ก็อาจจะพูดได้ว่า ‘liberalism คือพุทธในทางโลก ส่วนพุทธก็คือ liberalism ในทางธรรม โดยมีจุดเชื่อมโยงคือ ทั้งคู่เป็น Mindfucking therapy ที่สนับสนุนให้คนรู้ตัวเหมือนๆกัน     

  

 

นี่ถ้าไม่มีคอนเซ็ปต์ Mindfuck ของ McGinn เราก็ไม่คิดจะเชื่อมโยง liberalism กับ พุทธอย่างนี้ ขอบคุณคุณ McGinn จริงๆ

 

 

ปล เขียนไปเรื่อยๆเท่าที่คิดได้ ก็เลยยาวมาก ใครอ่านจบขอปรบมือให้ (และขอบคุณด้วยนะคะ)

 

          

 

   

 

 

 

  

 

 

  

 

 

เมษายน 12, 2008

อยู่ที่สมอง?

Filed under: diary, philo — yodmanudying @ 5:24 pm

 

 

 

ช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยสบายตลอด เป็นโน่นเป็นนี่อย่างต่อเนื่อง ก็เลยทำอะไรไม่ได้เต็มที่สักอย่าง น่าเบื่อจริงๆ

แต่ตอนนี้เหมือนจะหายแล้ว ขอให้สบายๆแบบนี้ไปเรื่อยๆเถิด เพี้ยงๆ

 

 

วันก่อนฟังวิทยุช่อง LBC (ช่องนี้มีแต่คุยๆถกๆกัน ไม่มีเพลงเลย) เค้าบอกว่า เริ่มมีความเป็นไปได้ทางการแพทย์ที่จะผ่าตัด (บางอย่าง) ในสมองคนเพื่อแก้นิสัยหรือบุคลิกภาพให้เป็นตามต้องการได้ แล้วก็มีแพทย์จาก King’s college โทรเข้ามายืนยันว่าเป็นไปได้จริง (โดยอธิบายอะไรวิทย์ๆที่เราไม่เข้าใจอ่ะ ขอโทษที)

 

 

จากนั้นในรายการเค้าก็ตั้งประเด็นว่า ถ้าเราสามารถผ่าตัดสมองของคนที่เป็นอาชญากร เช่นฆ่าคน ข่มขืนคนมาเยอะๆ ให้เลิกพฤติกรรมเลวๆได้ เราควรจะทำหรือไม่? นั่นน่ะสิ ถ้าผ่าตัดสมองได้ก็อาจจะทำให้โลกนี้ไม่มีคนเลวเลย แล้วก็อาจจะไม่ต้องมีคุกด้วย  พอศาลตัดสินเสร็จก็ส่งเข้าห้องผ่าตัดไปเลย ผ่าเสร็จก็กลับเข้าสังคม ใช้ชีวิตปกติได้

 

 

ถ้าใช้วิทยาศาสตร์แบบนี้ ผสมกับการโคลนนิ่ง ก็ไม่แปลกที่โลกจะเดินเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ที่มีแต่คนดีมีคุณธรรม ปราศจากโลภ โกรธ หลงแถมยังอายุยืนมากๆอีกด้วย (แต่เท่าที่อ่านมาคร่าวๆ ดูเหมือนว่าโลกต้องเข้าสู่ยุคตกต่ำสุดๆก่อน คนจะอายุขัยลดลงเรื่อยๆจนเหลือสิบปี จากนั้นถึงจะค่อยๆดีขึ้นจนเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์, แล้วถ้ามีการตกต่ำขนาดนั้นจริง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พวกนี้จะไม่หายไปด้วยหรือ?)

 

 

เพราะไม่ใช่แค่การผ่าตัดจะทำแค่กับอาชญากร แต่คนดีๆที่ต้องการแก้ไขนิสัย หรือบุคลิกตัวเองก็อยากจะผ่ากับเขาด้วย อย่างในรายการวิทยุก็มีคนโทรเข้ามาทันทีว่าอยากจะผ่าตัดเพื่อแก้โรคซึมเศร้าที่เป็นมานาน นั่นคือ ไม่ใช่แค่ผ่าตัดแก้ความเลว แต่ผ่าตัดแก้ทุกข์ด้วย ถ้าทำได้จริง มนุษย์ก็กลายเป็นมนุษย์ในอุดมคติไปเลย (และอาจไม่ใช้คำเรียกว่า มนุษย์ แล้ว)

 

 

แต่เรามีข้อสงสัยสองข้อ ข้อแรก เราควรจะยอมให้มีการแก้ไขจิตใจมนุษย์จนเพอร์เฟ็กขนาดนั้นหรือไม่? จะไม่เป็นการยุ่งกับความเป็นมนุษย์มากเกินไปหรือ? เพราะเราคิดว่าความเลวและความทุกข์เป็นของคู่กันกับความเป็นมนุษย์ และมันมีประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง อย่างน้อยก็คือ ถ้าไม่มีความเลวและความทุกข์จะมีความดีและความสุขได้อย่างไร จิตใจมนุษย์จะกลายเป็นสิ่งที่แบนเรียบไร้มิติไปเลย (ไม่หลากหลาย และไม่สนุกสมกับที่ได้เกิดมา) และในทางพุทธ ความเลวและความทุกข์ในจิตใจของมนุษย์มีประโยชน์มหาศาล คือ ช่วยให้มองเห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ได้ง่าย และนำไปสู่การหลุดพ้นได้

 

 

ข้อสอง การผ่าตัดที่สมองจะแก้ไขความเลวและความทุกข์ในจิตใจได้จริงหรือ? อันนี้เข้าสู่คำถามคลาสสิกที่ว่า จิตใจคือสมองหรือเปล่า? เพราะถ้าเป็นสิ่งเดียวกัน แก้ไขสมองก็คือการแก้จิตใจ แต่ถ้าเป็นคนละสิ่ง หรือคนละส่วนกัน ก็แก้ไม่ได้จริง

 

 

ทีนี้ถ้าจิตใจคือสมอง ก็เข้าสู่ประเด็นที่ว่า คนที่ทำชั่วเพราะสมองสั่งให้ทำ ก็ไม่เรียกว่าคนชั่ว เป็นเพียงแค่คนสมองผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาเท่านั้น ดังนั้นแปลว่า คนชั่วที่แท้จริงไม่ได้มีอยู่และไม่เคยมีอยู่เลย! ฟังดูทะแม่งๆไหม?

 

 

แล้วจิตใจคือสมองจริงหรือ? ทำไมสัตว์เล็กๆไม่มีสมองแต่มันก็ดูเหมือนมีจิตใจ? อ่านไปเจอบทความของนายแพทย์ประสาน ต่างใจเขียนเรื่องนี้ไว้ http://jitwiwat.blogspot.com/2004/05/blog-post_01.html พอสรุปได้ว่าความรู้เรื่องจิตนั้นล้ำลึกกว่าสมองมาก นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบไม่ได้จริง แต่ก็พอพบได้ว่ามีจิตบางส่วนที่อยู่ในสมอง คล้ายๆกับว่าสมองเป็นเครื่องมือของจิตบางส่วน ถ้าเป็นแบบนี้การแก้ไขสมองก็พอจะแก้ไขจิตใจได้บ้าง เพียงแต่ไม่ได้ทั้งหมด อย่างที่คิดกันไว้

 

 

ปล ว่าจะเขียนสั้นๆ ดันเขียนยาวเลย คราวหน้าต้องลองตั้งใจจะเขียนให้ยาวๆ เผื่อมันจะสั้น

 

    

 

มีนาคม 21, 2008

ความเป็นกลาง (ใน)

Filed under: buddhism, philo — yodmanudying @ 1:39 am

 

  

ไม่ใช่แค่โลกภายนอกที่มีความหลากหลาย

โลกภายในจิตใจก็หลากหลายเหมือนกัน

  

ในวันๆหนึ่ง เราคิดอะไรในใจมากมาย

มีหลายความเชื่อ หลายความสนใจ

หลายความพอใจ หลายความไม่พอใจ

แน่นอนว่า ความหลากหลายนี้ย่อมไม่สอดคล้อง

หรือเป็นไปในทางเดียวกันไปทั้งหมด (no harmony)

(นึกถึงภาพการ์ตูนที่มีนางฟ้าลอยเหนือหัวอยู่ด้านหนึ่ง

และปีศาจลอยอยู่อีกด้านหนึ่ง และหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันพูดอยู่เรื่อยๆ

ในจิตใจคนมีนางฟ้าและปีศาจมากกว่าหนึ่งตัว บางที

อาจจะมีเป็นพันๆตัวเลยทีเดียว)

  

เปรียบเทียบได้กับโลกหลากหลายวัฒนธรรม

ที่ถูกย่อส่วนลงมาไว้ในจิตใจ

  

และโลกภายในใบนี้ ถ้าอยากจะสงบสุข

ก็อาศัยความเป็นกลางเช่นเดียวกัน

  

แต่ความเป็นกลางในจิตใจ ทำยังไง?

  

ถ้าตามรู้ตามดูในจิตใจไปเรื่อยๆ ดูให้ถี่ๆ

จะเห็นได้ว่าจิตใจเรานี่มันซื่อตรงเอามากๆ

ซื่อตรงต่อสิ่งที่มากระทบ

ถ้าสิ่งที่ชอบมากระทบ ก็ดีใจ (เป็นนางฟ้า)

ถ้าสิ่งที่ไม่ชอบมากระทบก็โกรธ หรือ หมองไป (เป็นปีศาจ)

จิตเหมือนกับเด็กๆ มันไม่เสแสร้ง เพราะเสแสร้งไม่เป็น

แต่เรามักจะไปเสแสร้งแทนมัน โดยการไปปรุงแต่งมัน

ไม่ค่อยยอมให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

เช่น เวลาโกรธก็ห้ามมันไม่ให้โกรธ เพราะไม่อยากเป็นคนไม่ดี

หรือเวลามันดีก็ห้ามมัน อย่าดีมาก เดี๋ยวไม่เท่

สังคมมีเงื่อนไขหลากหลายที่ทำให้เราต้องคอยห้ามจิตใจ

แต่การที่เราห้ามมัน นั่นแหละทำให้เกิดทุกข์

  

เวลาจิตใจทำงาน เปรียบเทียบได้กับน้ำกำลังไหลอยู่

แล้วเราเอามือไปขวาง ก็เกิดเป็นแรงเสียดทาน

หรือบางทีเราก็เอามือไปกวัก ช่วยให้น้ำไหลแรงขึ้น

ก็เกิดเป็นแรงเสียดทานอีก

การเข้าไปแทรกแซงจิตใจอย่างนี้ ทำให้จิตใจมีน้ำหนัก

และเกิดทุกข์ขึ้น

  

ดังนั้น การเป็นกลางต่อจิตใจคือไม่เข้าไปแทรกแซงมัน

ปล่อยให้มันทำงานไปตามธรรมชาติ  

และคอยตามรู้ไปเรื่อยๆเท่านั้น

(เรียกว่ารู้แบบไม่มีกิเลสก็ได้)

  

มนุษย์ชอบแก้ไขความขัดแย้ง พยายามทำให้มัน harmony

แม้แต่ภายในจิตใจของตัวเองก็ยังทำ เช่น ทำจิตใจให้มีแต่ด้านดี

มีแต่ความสุข หรือทำใจให้นิ่ง สงบ

ที่จริงความขัดแย้งเป็นธรรมชาติที่ไม่มีทางกำจัดออกไปได้

เราเพียงแต่เข้าใจผิดคิดว่า harmony คือ ความสวยงาม

คือความดี ความเหมาะสม คิดว่าถ้าทำได้แล้วจะดีแต่มันให้ผลในทางตรงกันข้ามมากกว่า   

เช่นเดียวกับโลกภายนอก การพยายามทำโลกให้ harmony

ก็ไม่เกิดประโยชน์ และทำให้สูญเสียมากขึ้น

(ต้องต่อสู้เพื่อได้มา ต้องกำจัดคนบางส่วนออกไป)

  

ที่จริงเราไม่ได้อยู่เหนืออะไรเลย

ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกหรือภายใน

เราไม่มีทางทำให้อะไร harmony ได้  

จะเห็นได้ว่าโลกและจิตใจมีธรรมชาติเดียวกัน

โลกเป็นพหุนิยม จิตใจก็เป็นพหุนิยมเช่นกัน

แต่ความเป็นกลางต่อโลกและจิตใจต่างกัน

  

จะเป็นกลางในโลก เราต้องเข้าไปรู้ ไปดู

ไปสัมผัสให้เห็นจริงถึงความแตกต่างหลากหลาย

จึงจะเป็นกลางได้

ส่วนเป็นกลางกับจิตใจ

เราเพียงแต่ดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง

  

ทั้งนี้เพราะเป้าหมายต่างกัน

ในทางโลก เรามีเป้าหมายเพื่อจะอยู่ร่วมกัน

ในโลกใบเดียวกัน จึงต้องเข้าไปคลุกคลีให้เข้าใจ

แต่ทางจิตใจ (ทางธรรม) เรามีเป้าหมายเพื่อ

จะหนีพ้นจากการครอบงำของมัน

จึงต้อง ออกมาทำความเข้าใจ

การเป็นกลางต่อโลกและจิตใจจึงต่างกัน

  

ซึ่งหมายความว่า ความเป็นกลางเองก็หลากหลาย

เช่นเดียวกับธรรมชาติของสิ่งอื่นๆ  

  

มีนาคม 13, 2008

ความเป็นกลาง (นอก)

Filed under: philo — yodmanudying @ 11:47 pm

สังเกตว่าแนวคิดหลายๆอย่างที่สำคัญ อย่างเช่น พหุนิยม หรือประชาธิปไตย

ล้วนคิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์สามารถ(มีใจ)เป็นกลางได้

  

พหุนิยม (pluralism) ที่บอกว่าคนในวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายน่าจะ

อยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ ก็วางอยู่บนพื้นฐานว่าคนในวัฒนธรรมหลากหลาย

เหล่านั้นสามารถมองตัวเองและคนอื่นด้วยใจที่เป็นกลางได้ (ไม่มีอคติคิดว่าตัวเองดี

คนอื่นเลวต้องกำจัด หรือตัวเองเลว คนอื่นดีต้องกำจัด)

  

ประชาธิปไตยก็วางอยู่บนความเชื่อที่ว่า คนสามารถไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ด้วยใจที่เป็นกลางได้ (เชื่อว่าหมู่เฮาจะเลือกคนดีเข้าสภา โดยไม่มีอคติลำเอียงหรือทำ

เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว)

  

อาศัยความเป็นกลางกันหมด แต่ไม่มีใครเคยรู้แน่ชัดสักคนว่า ความเป็นกลางคืออะไร

และถ้ามันไม่มีจริง หรือมีไม่ได้ แนวคิดเหล่านี้(และอื่นๆ)ก็ไปไม่รอด

  

ตอนนี้ทุกคนเอาแนวคิดเหล่านี้มาใช้กันหมดแล้ว ใช้ด้วยความเชื่อมั่นและไม่ใส่ใจว่า

ตัวพื้นฐานของมัน (ความเป็นกลางของมนุษย์) ยังคลุมเครืออยู่มากทีเดียว

  

แล้วความเป็นกลางคืออะไร?

  

ถ้าในความหมายที่มักเข้าใจกัน ก็คือ การมองหรือตัดสินสิ่งต่างๆโดยเหตุผลอย่างเดียว

ไม่เอาอคติหรือความชอบส่วนตัวเข้ามาร่วมตัดสินด้วย แต่ให้พูดตามตรงเลยนะ

เรายังไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนทำได้จริงๆสักคนเดียว (ไม่คิดว่าผู้พิพากษาทำได้จริงด้วย)

ทุกคนล้วนจมอยู่ในความรู้สึกส่วนตัวกันทั้งนั้น ต่างกันแค่บางคนรู้ตัว บางคนไม่รู้ตัว

  

ในความคิดของเรา ถ้าจะเป็นกลาง ไม่จำเป็นต้องตัดความรู้สึกส่วนตัวออกไป เพราะ

ถึงทำไปก็เป็นแค่ของปลอม ทำได้แบบเสแสร้ง และผลจากการแกล้งทำก็เป็นผลปลอม

ใช้ไม่ได้ในโลกความจริง เช่น ถ้าต้องเลือกระหว่างแอปเปิ้ลกับเชอรี่ (ไม่ใช่แอร์กี่กับเชอรี่นะจ๊ะ)

ถ้าเราใช้เหตุผลล้วนๆเลือก อาจจะเลือกไม่ได้เลย เพราะมันดีต่างกัน อร่อยต่างกัน แล้วในที่สุด

เราอาจจะบอกว่า ไม่เอามันทั้งสองอย่างนั่นแหละ’ (เพราะเลือกไม่ได้) ซึ่งไม่มีประโยชน์

อะไรในโลกความจริงที่มักจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเสมอ   

นอกจากนี้ หลายๆอย่างก็เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล เช่น เรื่องของกิน

เรื่องรสนิยม เรื่องวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องของความรู้สึก ถ้าตัดความรู้สึกออก วัฒนธรรมจะ

หมดคุณค่าไปทันที  

  

แต่ถ้าต้องคงความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้ ทำยังไงถึงจะมอง/ตัดสินสิ่งต่างๆอย่างเป็นกลางได้?

เราคิดว่าเงื่อนไข คือ:

  

1) ความรู้สึกส่วนตัวต้องไม่ทำให้ต่อต้านสิ่งที่เกลียดจนต้องฆ่าหรือกำจัดไปให้ได้

(แบบฮิตเลอร์) แปลว่า ถึงจะเกลียดสิ่งนั้นมาก แต่ยอมให้มีอยู่และคงไว้ได้  

2) ความรู้สึกส่วนตัวต้องไม่ทำให้ต่อต้านสิ่งที่เกลียดจนไม่สามารถเข้าใจได้

แปลว่า ถึงจะเกลียดสิ่งนั้นมาก แต่สามารถเข้าไปทำความเข้าใจมันได้

  

3) ความรู้สึกส่วนตัวต้องไม่ทำให้ต่อต้านสิ่งที่เกลียดจนไม่สามารถยอมรับคุณค่า

ของสิ่งนั้นได้

แปลว่า ถ้าสิ่งที่เกลียดมีคุณค่าอยู่จริง ก็น่าจะสามารถยอมรับคุณค่านั้นได้

  

รวมๆแล้วคือ ถ้าจะตัดสินอะไรอย่างเป็นกลาง ต้องอาศัยการเปิดใจและเข้าใจอย่างแท้จริง 

ต้องวิ่งเข้าไปรู้ ไปดูให้เห็นจริง เข้าใจความรู้สึกของสิ่งที่เราไม่ชอบ แล้วค่อยตัดสิน

  

แบบนี้ถึงจะยุติธรรมกับสิ่งที่ไม่ชอบ หรือสิ่งที่เฉยๆ (ในกรณีที่มันมีคุณค่าอยู่จริงๆ)

  

แต่ทำได้จริงหรือ? เงื่อนไขที่เราเรียกร้องมันอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์หรือไม่?

ลองคิดดูนะ แค่เปิดใจกับสิ่งที่เฉยๆไม่ได้สนใจยังยากเลย

แล้วเปิดใจกับสิ่งที่เกลียดเนี่ย ยากโคตรๆ   

ปล แต่ถ้าอยากสมานฉันท์จริงๆ ต้องอาศัยการเปิดใจมากๆเลย (ข้อ 2-3) การทนอย่างเดียว (ข้อ1)

ไม่พอ เพราะถ้าทนโดยไม่เข้าใจ มันอาจจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไป และให้ผล

ทางที่ไม่ดี เช่น ถ้าทนมากไป ใครทำผิดก็ไม่มีความผิด (ความแตกต่างอยู่เหนือเหตุผล)  

แต่ถ้าทนน้อยไป ใครทำอะไรนิดเดียวก็ไม่ทนแล้ว ต่อยกันเลยดีกว่า

  

 

กุมภาพันธ์ 20, 2008

Don’t take the world seriously

Filed under: buddhism, philo — yodmanudying @ 12:20 am

 

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ถ้าจะเขียนหรือพูดธรรมะ คงต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นธรรมะ

เผื่อใครไม่ชอบจะได้ข้ามไปไม่ต้องอ่าน เราเกรงใจไม่อยากให้ใครต้องรำคาญ หรือเบื่อ

  

ช่วงหลังๆเราชอบธรรมะมาก ก็เลยพูดถึงบ่อย

ถึงจะพูดแต่กับคนสนิทๆ แล้วก็เขียนในบล็อกนี้

แต่ถ้าใครไม่ชอบก็คงรำคาญได้เหมือนกัน

เอาเป็นว่าถ้าเห็นหัวข้อขึ้นว่า Buddhism แล้วไม่อยากรู้ ก็ข้ามไปได้เลยนะจ๊ะ

  

ที่จริงคงต้องระวังหน่อย เวลาจะคุยกับใครเรื่องที่ตัวเองสนใจ

เพราะถ้าคนอื่นเค้าไม่สนใจด้วย เค้าคงเบื่อ

  พวกอาจารย์ปรัชญาก็บอกว่าเค้าจะไม่คุยปรัชญากับเพื่อนที่ไม่ใช่นักปรัชญา

แต่เราเป็นคนซื่อๆนะ (จริงจริ๊ง เชื่อเถอะ!) คิดอะไรในหัวก็พูดไปเลย

 

ยังไงในบล็อกนี้ก็ยังยืนหยัด เขียนสิ่งที่เราสนใจ เหมือนเป็นบันทึกโลกภายในของเรา 

มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนเดิมตลอด และไม่ได้สนุกมากมาย

  

หลังๆสนใจแต่เรื่องภายใน เรื่องความคิด จิตๆนี่แหละ ส่วนเรื่องภายนอกแทบไม่สนเลย

แต่เราก็ยังสามารถคุยกับคนอื่นๆได้อย่างสนุกสนานนะ เพราะเรารู้ว่าคนอื่นเค้าสนใจอะไรบ้าง

หรือถ้าไม่มีอะไรจะคุยจริงๆ ก็มีอยู่เรื่องนึงที่สามารถคุยได้กับคนทุกประเภท

เป็นเรื่องอะไร เอาไว้เฉลยข้างล่าง  

  

เข้าเรื่องเลยดีกว่า สืบเนื่องจากหัวข้อ

ที่เราอยากจะบันทึกไว้ก็คือ ความคิดว่า ที่จริงโลกไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนักหรอก

เพราะว่าโลกไม่ได้มีอยู่จริงๆ 

  

โดยตรรกะของเรามีดังนี้

  

1) โลกที่เกิดขึ้น ที่เรามองเห็น หรือสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสของเรา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เรารู้สึกว่ามันเป็นรูปธรรม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ คน หรือ เหตุการณ์ต่างๆในโลก

  

2) แต่เมื่อมันผ่านประสาทสัมผัสเข้ามาแล้ว มันจะเข้ามาอยู่ในจิตของเรา กลายเป็นเพียงภาพในหัว (เช่น ความทรงจำ) เป็นกระบวนการแปรรูปจากรูปธรรมให้เป็นนามธรรม  

  

3) ดังนั้น ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม มันจะมาจบในหัวของเรา (ในจิต) กลายเป็นเพียงภาพในหัว เป็นนามธรรมทั้งสิ้น

  

4) นอกเหนือจากนั้น จิตก็มีสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองอีก มันจะเข้ามาผสมปนเปกับสิ่งที่เรารับเข้ามาจากประสาทสัมผัส ซึ่งก็เป็นนามธรรมเช่นเดียวกัน

  

5) แปลว่า โลกทั้งหมด ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่ปรุงแต่งขึ้นเอง ในที่สุดจะเข้ามาอยู่ในจิตของเรา

  

6) แต่จิตมีธรรมชาติเกิดดับตลอดเวลา และรวดเร็วมาก เปรียบเทียบได้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่รันตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว แต่ตรงนี้เรายังไม่มีปัญญามองเห็น ที่มองเห็นได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของความคิด ความรู้สึกตลอดเวลา สังเกตว่าเราคิดอะไรเรื่องหนึ่ง มันจะอยู่ไม่นานก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น หรือไม่ก็มีเรื่องอื่นมาขั้นไว้เสมอ ไม่คงที่ได้นานๆ ไม่มีความคิด ความทรงจำ ความรู้สึกใดอยู่กับเราได้อย่างต่อเนื่อง มันเปลี่ยนแปลงแทบทุกนาที

  

7) เมื่อโลกอยู่ในจิต และจิตเกิดดับตลอดเวลา โลกจึงไม่มีจริง (‘ความจริงอาจจะมีหลายความหมาย บางคนบอกว่าความจริงคือสิ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นเลย หรือบางคนบอกว่าความจริงคือสิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน ในที่นี้เราให้ความจริงหมายถึง ความเสถียรถ้าโลกอยู่ในจิต แต่เสถียร โลกก็อาจจะมีอยู่จริงได้ แต่เมื่อมันเกิดดับตลอด ไม่เสถียร มันจึงไม่จริง)

   8) ดังนั้น โลกไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่น่ายึดถือ เพราะมันไม่มีอยู่จริง—don’t take the world seriously coz it doesn’t really exist!        

ที่เขียนคือ เขียนจากสิ่งที่พอมีปัญญามองเห็นได้ในบางครั้งบางคราวหลังจากดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไประยะหนึ่ง   รู้สึกดีใจที่ได้เข้าใจจากใจ (แม้จะชั่วขณะเดียว) ไม่ใช่แค่คิดเอาจากการอ่าน

  

แต่ถ้าเทียบเป็นความรู้ ทั้งทางพุทธ และปรัชญาฝรั่งก็มีพูดไว้ว่า โลกเป็นสิ่งสมมุติที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ อะไรต่างๆ มันไม่ได้มีจริงเลย (ไม่ได้เป็นรูปธรรม เราแค่รู้สึกว่ามันเป็นรูปธรรมเท่านั้น) แต่ตรงนี้เรายังไม่สามารถมีปัญญามองเห็นได้จริงๆ คงต้องอีกนานแสนนานเลย

  

ปล don’t take the world seriously, don’t take my blog seriously!

  

ปล2 เฉลย เรื่องที่คุยได้กับคนทุกประเภท ก็คือเรื่อง gossip ไง นินทาคนอื่นนะ โดยเฉพาะคนดังๆ ใครๆก็สนใจอยากฟัง เชื่อดิ! (ฮ่า ขำขำนะ)

 

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .