YodManudYing’s Blog

ตุลาคม 5, 2009

เหนื่อย!!!

Filed under: diary — yodmanudying @ 8:29 pm

 

เราเพิ่งซื้อเกม Wii มาเล่นไม่นานนี้ (เชยเนอะ)

เพราะว่าอยากออกกำลังให้สม่ำเสมอหน่อย จะได้แข็งแรงขึ้น (เราปวดท้องบ่อย)

ตอนแรกมีเพื่อนเล่นด้วย (ตอนยอดมา)

ก็เลยเล่นเอาสนุก ส่วนใหญ่จะเล่นโบว์ลิ่ง ยิงปืน ตกปลา (หนุกจัง!!)

แต่พอยอดไป ก็หันมาออกกำลังจริงจังหน่อย (หน่อยเดียว)

และพบว่าเกม Wii fit มันสนุกแต่ไม่ค่อยเหนื่อย (ไม่ได้หอบแห่กๆ)

ก็เลยไปซื้อเกม My Fitness Coach มา มีทั้งเต้น ทั้งแอโรบิก ทั้งโยคะ (และมีครูคอยพูดว่า come on! you can do it!)

ลองเต้นตามได้ไม่นาน พบว่าเหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกก (หอบแห่กๆของแท้)

เหนื่อยสะใจจริงๆ ขอบอก (คนที่ทำได้สี่สิบห้านาทีต้องไม่ใช่คนแน่ๆ!)

 

จะพยายามออกกำลังต่อไปให้สม่ำเสมอ เพราะตอนนี้ติดกินชอกโกแลตและกินชีสเยอะสุดๆ (ตายแน่ ตายแน่)

 

 

ปล แล้วทำไมเราต้องเขียนไปวงเล็บไปด้วยเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ (เออ นั่นดิ)

ปล2 เลิกสมัครฟิตเนส เพราะสมัครไปทีไร จ่ายเงินฟรีทุกที (ไม่ยอมไปทั้งๆที่เดินแค่ห้านาทีก็ถึง! แย่จริงๆ แย่จริงๆ)

กันยายน 22, 2009

Craving for success?

Filed under: book, diary — yodmanudying @ 10:25 pm

 

 success

 

ปกติเวลาเรากำลังคิดอะไรเครียดๆอยู่ เรามักจะมีหนังสือเล่มนึงเอาไว้อ่านเพื่อพักผ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายสบายๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านนิยายไม่สนุกเลย แม้แต่เล่มที่น่าจะชอบมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบแล้ว ตอนนี้ก็เลยใช้เล่มนี้เป็นเล่มพักผ่อน คุณ Gladwell เขาเขียนหนังสือสนุกใช้ได้เลย

 

ที่จริงเราว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่ได้โดดเด่น หรือแปลกแหวกแนวอะไร แต่วิธีการเล่าเรื่องของเขาสนุกดี นับว่าเป็นนักเขียนที่มีศิลปะในการเล่าเรื่องดีมากๆคนหนึ่งเลย, เคยเห็นไหม หนังสือสองเล่ม เล่าเรื่องเดียวกัน เล่มหนึ่งอ่านแล้วสนุก อิน อยากติดตามจนจบ หรือบางครั้งถึงขนาดทำให้อยากไปค้นคว้าหาประเด็นในเรื่องนั้นอ่านต่อไปอีก ในขณะที่อีกเล่มหนึ่ง อ่านไปสองสามแผ่นแล้วอยากเอาไปขว้างหัวหมาทันที เพราะเขียนได้น่าเบื่อเจียนตาย เรียกว่าเขียนหนังสือไม่เห็นใจคนอ่านเลยน่ะ (หนังสือปรัชญามีแบบนี้เยอะเลย โชคดีนะแถวนี้ไม่มีหมาเดินเพ่นพ่าน ฮ่าๆ) ซึ่งเราว่าคุณ Gladwell เขียนหนังสือได้สนุก ทำให้ประเด็นธรรมดาๆมันน่าสนใจขึ้นมาได้ (ในขณะที่ตัวเราเขียนได้น่าขว้างหัวหมา เริ่มรู้สึกสงสารคนอ่านบล็อกนี้แล้วสิ ฮ่าๆ)

 

ช่วงนี้ส่วนใหญ่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ สมุดบันทึกก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เราว่าคนเราถ้าไม่ได้พูดและไม่ได้เขียนอะไรเลย คงรู้สึกแปลกมากๆเลยเนอะ เหมือนที่นักปรัชญาบางคนเค้าพูดเอาไว้ว่า คนที่เป็นทาสในสมัยก่อน กลับกลายเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าคนเป็นนาย เพราะทาสได้ทำงานสร้างอะไรบางอย่าง (ที่เจ้านายสั่ง) ขึ้นมา และงานที่ทำนั้นก็ทำให้เค้ารู้สึกมีตัวตน—เหมือนเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นมาจากมือของเขาเอง และตัวตนของเขาก็แสดงออกมาในผลงานนั้น—ในขณะที่คนเป็นเจ้านายเพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้มีผลงานของตัวเอง จึงรู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง และเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งกว่าทาส, มาถึงสมัยนี้ เราคิดว่าคนที่บ้างาน ทำงานหนักมากๆ และมีผลงานเยอะแยะ ก็คงมีความรู้สึกเดียวกันนี้, บางคนอาจจะไม่ได้ต้องการความสำเร็จ แต่เพียงแค่ต้องการมี ‘ตัวตน’ ในความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น (เหมือนที่เรานั่งเขียนอะไรยิกๆในสมุดบันทึก ก็คงเพื่อความรู้สึกนี้ล่ะมั้ง)

 

แต่คุณ Gladwell เขาเขียนเล่มนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพียงเพื่อศึกษาการมี ‘ตัวตน’ อย่างที่เราอธิบายไป แต่เพื่อจะศึกษาเรื่องของ ‘ความสำเร็จ’ จริงๆ เขาต้องการรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จสูงๆนั้น ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง เราอ่านไปค่อนเล่มแล้ว เดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง เผื่อคนที่สนใจอยากจะประสบความสำเร็จ หรือช่วยให้คนอื่นสำเร็จ จะได้เอาไปประกอบการคิดนะจ๊ะ:

 

*โดยใจความหลักของหนังสือ เขาต้องการบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้เพียงพรสวรรค์ ความฉลาด(IQ) ความขยัน และความพยายามเท่านั้น เพราะว่ามันไม่พอ แต่ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย

 

*ปัจจัยแรก คือ เวลาเกิด – Gladwell ยกตัวอย่างว่า นักกีฬาฮ้อกกี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเกิดช่วงต้นปี เพราะตอนเด็กๆ (5-6 ขวบ) เวลาไปคัดตัวเป็นนักกีฬา เด็กที่เกิดก่อนจะตัวโตกว่า เล่นได้ดีกว่าและมักจะได้รับคัดเลือก ส่วนเด็กที่เล็กกว่ามักจะตกรอบไป และหมดโอกาสจะเป็นนักกีฬาอาชีพไปเลย นอกจากนักกีฬาแล้ว ในการเรียนก็เหมือนกัน เด็กที่เกิดช่วงต้นปี มักทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กเล็ก (ในช่วงแรกของการเรียน) จึงมักได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ และทำให้มีผลไปจนถึงตอนโต

 

*นอกจากเวลาเกิด ปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญ ก็คือ โอกาสที่จะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบโดยเร็ว และมีเวลาฝึกฝนกับสิ่งนั้นมากกว่า 10,000 ชั่วโมง – ซึ่ง Gladwell บอกว่า คนที่ได้ฝึกฝน (หรือหมกมุ่น) อยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจจนครบหมื่นชั่วโมง (หรือประมาณ 10 ปี) เท่านั้น จึงจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นและประสบความสำเร็จได้ – ดังนั้น คนที่มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อน ก็จะสำเร็จก่อน เช่น บิล จอย นักโปรแกรมเมอร์ชื่อดัง ได้มีโอกาสเริ่มเล่นคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ด้วยความโชคดีที่มหาวิทยาลัยที่เขาอยู่มีคอมพิวเตอร์พอดี (ซึ่งที่อื่นยังไม่มี) ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องใหญ่มากๆ บิล จอย หมกมุ่น ฝึกฝนทักษะอยู่นาน จนกลายเป็นอัจฉริยะในการเขียนโปรแกรมในที่สุด Gladwell บอกว่า บิล จอย ได้เปรียบตรงโอกาส และเวลาในการฝึกฝนที่มากกว่าคนอื่น ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

 

*อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ความสามารถในการสื่อสารเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ – Gladwell ยกตัวอย่างอัจฉริยะคนหนึ่ง ชื่อว่าChristopher Langan มีไอคิว 190 (ไอสไตน์ ยังแค่150) ตอนไปออกรายการเกมโชว์ เขาตอบคำถามได้หมดทุกข้อ และมีความจำดีเป็นเลิศ แต่กลายเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จ (ตามมุมมองของ Gladwell) เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐานในการเจรจากับคนอื่นเพื่อต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ควรได้ เช่น ตอนยังเด็ก ที่จริงเขาควรได้ทุน แต่เพราะผิดพลาดทางเอกสารบางอย่าง ทำให้เขาไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบนี้ ก็คงจะไปเจรจาต่อรองจนได้โดยไม่ยาก เพราะตามสิทธิก็ควรจะได้อยู่แล้ว แต่เพราะ Langan ขาดความสามารถและแรงจูงใจในด้านนี้ไป ทำให้เขาไม่ได้ทุน และไม่ได้เรียนต่อ พอโตขึ้นเขาก็พลาดโอกาสอื่นๆในชีวิตอีกมากมาย เพราะขาดการเจรจานี่เอง, Gladwell บอกว่า การมีไอคิวสูงมากๆไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไอคิวตั้งแต่ 130 ขึ้นไป (จนถึง 200) มีโอกาสสำเร็จเท่าๆกันหมด จะต่างกันก็ตรงโอกาสและการต่อรองให้เป็นนั่นเอง         

 

*และความสามารถในการเจรจา ก็มักมาจากการอบรมของครอบครัว โดย Gladwell บอกว่า เด็กที่เกิดมาในครอบครัวชั้นกลางและพ่อแม่มีการศึกษา จะรู้จักเรียกร้องสิทธิของตัวเอง รู้จักพูดความคิดเห็นของตัวเอง ในขณะที่เด็กในครอบครัวยากจนและพ่อแม่ไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก มักจะมีนิสัยยอมๆ และไม่กล้ายืนขึ้นสู้เพื่อตัวเองมากนัก โดยเฉพาะถ้าต้องมีการต่อรองอะไรกับเจ้าหน้าที่, คล้ายๆกับ Gladwell จะบอกว่า คนในครอบครัวยากจนจะกลัวเจ้าหน้าที่ กลัวคน (รู้สึกว่าตัวเองมีศักด์ศรีน้อย) และถ่ายทอดกรอบความคิดอันนี้ไปยังลูกๆด้วย ทำให้ลูกๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จ, คุณ Langan ก็เป็นหนึ่งในเด็กจากครอบครัวยากจน ที่ไม่มีทักษะในการต่อรอง แม้จะมีไอคิวสูงมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

*จังหวะของสังคม ณ ขณะนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ – Gladwell เล่าให้ฟังถึงชายเชื้อชาติยิวคนหนึ่ง (พ่อแม่เป็นชาวยิวอพยพในอเมริกา) ซึ่งต่อมาได้เป็นนักกฏหมาย และจัดตั้ง law firm ชื่อดังในนิวยอร์กขึ้นมาได้ เรียกว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะความฉลาด หรือความสามารถของเขาอย่างเดียว แต่เพราะว่าสถานการณ์ในนิวยอร์กตอนนั้น ที่ law firms ดังๆของฝรั่ง (ผิวขาว มีตระกูล จบโรงเรียน กม ดีๆ) เริ่มมีราคาแพงเกินไป และเปิดโอกาสให้กับ law firms เล็กๆของประชากรอันดับสองอย่างคนยิวอพยพได้มีโอกาสเติบโตขึ้นพอดี, Gladwell บอกว่า นี่เป็นเพราะจังหวะ และโอกาสมากกว่าความสามารถ  

 

*มีอีกหนึ่งบทใหญ่ๆในเล่ม ที่ Gladwell เขียนเล่าให้ฟังถึง การที่วัฒนธรรมเกาหลีมีผลทำให้เครื่องบินตกมากกว่าในวัฒนธรรมอื่น นั่นคือ ในสายการบินของเกาหลี ผู้ช่วยนักบินมักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับกัปตันมากนัก หรือไม่ก็มีแต่พูดอ้อมๆ พูดเลี่ยงๆ กลัวๆ เหมือนเด็กพูดกับผู้ใหญ่ เหมือนนักเรียนพูดกับคุณครู ซึ่งถ้าขณะนั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และกัปตันกำลังเหนื่อยมาก และถ้าผู้ช่วยไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ เครื่องบินมักจะตก, Gladwell เล่าว่า สถิติการตกของสายการบินเกาหลีมีมากจนเขาต้องจ้างคนมาทำวิจัยหาสาเหตุ และได้พบว่า วัฒนธรรมนั่นเองที่เป็นสาเหตุหลัก เมื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมแล้ว จำนวนเครื่องบินตกก็ลดลงมาก, นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จหรือไม่      

 

*ถ้าให้สรุป ก็อาจจะพูดสั้นๆได้ว่า สำหรับ Gladwell คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมากับ ‘ดวง’ ด้วย เพราะเวลาเกิด, โอกาสที่สังคม สิ่งแวดล้อมและสถานการณ์โลกมอบให้, รวมถึงลักษณะครอบครัว และวัฒนธรรม, ต่างไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะกำหนดเองได้เลย เรามีส่วนในการกำหนดก็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ (เช่น ความขยัน ความพยายาม) นอกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่โลกกำหนดไว้ให้เราหมดแล้ว

 

สิ่งที่ Gladwell เขียนมาฟังดูมีเหตุผลดี และทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น, อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามีปัจจัยมากมายเลยล่ะนะ ที่เราควบคุมไม่ได้, และคนที่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่งกว่าเรานักหรอก แต่เพราะว่าเขามากับดวง!! (เข้าข้างตัวเองเกินไปไม๊??)

 

น่าเสียดายว่า Gladwell เขาไม่ได้นิยามคำว่าความสำเร็จเอาไว้เลย ว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เช่น ต้องรวยขนาดไหน ต้องมีคนยอมรับในผลงานขนาดไหน ต้องมีอำนาจ มีชื่อเสียงขนาดไหน หรือ ต้องอยู่ในสังคมระดับไหน และตัวอย่างที่เขายกมาแต่ละคนก็ไม่ใช่แบบเดียวกันเลย (นักกีฬา โปรแกรมเมอร์ นักกฏหมาย นักบิน หรือเขาหมายถึงแค่คนดัง??) ดังนั้น ที่เขาพูดว่าคนอัจฉริยะ (อย่าง Langan) ที่ตอนหลังใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งคิดฟิสิกส์อยู่คนเดียวที่บ้านไร่ และยังไม่ได้เผยแพร่ผลงานเลย เรียกว่าเป็น failure เราก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาเอาอะไรมาวัดบ้าง

 

แล้วความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับความพอใจของคนๆนั้น หรือขึ้นกับมาตรฐานสังคมกันแน่?

 

ปล เดี๋ยวนี้ไม่ชอบอ่านนิยายแล้ว แต่ดันเขียนพล็อตนิยายไว้อย่างยาว—เขียนจากความฝันน่ะ เพราะเราชอบฝันอะไรแปลกๆ พิศดาร

ปล2 เคยฝันเห็นคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไหม เราว่ามันน่าแปลกมากเลย ที่จิตใต้สำนึกของเรามันสามารถสร้างตัวคนที่มีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ไม่เคยเจอ และไม่ได้มีการวางแผนไว้ก่อน

ปล3 หมู่นี้ชาวบล็อกเกอร์แถวๆนี้ค่อนข้างเงียบๆน้อ ไม่ค่อยเขียนเท่าไหร่เลย เอ้า คึกคักหน่อยพวกเรา!! (ทำเป็นปลุกระดม ตัวเราก็เงียบไปนานเหมือนกัน ฮ่าๆ)

กันยายน 7, 2009

HBD Daddy

Filed under: diary — yodmanudying @ 2:43 am

 

 

ยกเอามือของเธอ แล้วมาวางลงใส่มือฉัน…

 

ปล ฟังเพลงนี้ทีไร คิดถึงพ่อทุกที

ปล2 จะเอาไฟล์เสียงมาลง แต่ทำไม่เป็น – * -

ปล3 LOVE+HUG

สิงหาคม 22, 2009

เพลงที่ชอบ

Filed under: diary — yodmanudying @ 12:27 pm

 

เห็นคุณ oneditorial เอาเพลงที่ชอบมาลงบล็อกหลายเพลง แถมยังมีลงเผื่อเราด้วย (ขอบคุณนะคะ) เราก็เลยอยากเอาเพลงที่ชอบมาลงบ้าง

สามเพลงนี้ เราว่าร้องเพราะขั้นเทพทีเดียว

 

ปล่อยไปตามหัวใจ

 

อย่าเกลียดกันก็พอ

 

อีกที

 

 

ปล โดยเฉพาะเพลง ‘อย่าเกลียดกันก็พอ’ ร้องเพราะสุดๆๆๆๆ

ปล2 อยากเอาตัวคุณเบนมาเก็บไว้ที่บ้าน แล้วให้ร้องเพลงให้ฟังทุกวัน ฮ่าๆ

สิงหาคม 20, 2009

กวนดี

Filed under: diary — yodmanudying @ 11:20 am

 

 

ให้ฉันนิดนึงพอ…

 

ปล ใครทำก็ไม่รู้ ขำดีอ่ะ

สิงหาคม 14, 2009

Mena@Spa

Filed under: diary — yodmanudying @ 6:01 pm

 

IMG_0047

หวัดดีค่าทุกๆคน

จำมีนาได้ไม๊คะ หนูเป็นหลานสาวคนที่สองของน้าหญิงไงคะ

ตอนนี้หนูอายุสี่เดือนแล้วนะคะ

เริ่มชินกับโลกแล้ว

ยิ้มเก่ง หัวเราะเก่งแล้วนะคะ

 

ตอนนี้หนูยังทำอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะหนูยังเด็กมากค่ะ

แต่สิ่งที่หนูชอบมากที่สุดก็คือ การอาบน้ำค่า

เวลาพ่อหรือแม่อาบน้ำให้หนู หนูจะมีความสุขมากๆเลยค่า

และสิ่งที่ชอบรองจากการอาบน้ำก็คือ นวดสปา ค่า

หลังอาบน้ำเสร็จ พ่อของมีนาจะเป็นคนนวดให้เองนะคะ

สบายสุดๆไปเลยล่ะค่าจะบอกให้

 

meena at spa

 

meena at spa2

 

 

ปล ไม่รู้ว่าทำไมน้าหญิงเปิดเข้ามาเห็นมีนานวดสปาแล้วต้องขำด้วย มีอะไรน่าขำเหรอคะทุกๆคน?

ปล2 อีกอย่างหนึ่งที่มีนาชอบมากๆก็คือ มองดูใบไม้ไหวค่า (หนูเป็นติสเหมือนกันนะคะ อิอิ)

สิงหาคม 11, 2009

Back to the cave

Filed under: diary — yodmanudying @ 3:57 pm

 

IMG_0147

 

ตัดขาดจากโลกภายนอก…

สักพัก…

 

ปล แต่ยังเขียนบล็อกอยู่นะ, msn ก็ยังออน, BB ก็ยังแชท……เอ๊ะ ยังไง?

ปล2 หญิงต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะ (บอกตัวเอง)

สิงหาคม 10, 2009

คิดถึง

Filed under: diary — yodmanudying @ 8:37 pm

 

IMG00036-20090807-2111[1]

 

ปล คนที่ไม่ได้อยู่ในรูปก็คิดถึงนะ แต่ไม่มีรูปไหนบรรจุเพื่อนทุกคนไว้ได้หมด (นอกจากในหัวใจ ฮริ้ววววววว)

สิงหาคม 4, 2009

ระบอบไม่เอาทักษิณ

Filed under: diary — yodmanudying @ 3:51 pm

 

 

 

เจอบทสัมภาษณ์อาจารย์พิชญ์ในแทบลอยด์ฉบับวันที่ 2-8 สิงหาคม 2552  

อ่านๆดูแล้ว ความคิดเห็นของเขาบางครั้งอาจจะไม่เป็นกลางเท่าไหร่นัก แต่เราชอบตรงความกวน

เลือกเอาบางตอนที่กวนๆมาลงจ้า

 

‘ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ (การทับซ้อนระหว่างนโยบายต่อต้านทักษิณกับนโยบายอื่นๆ) ถ้ากล้ารับกันจริงๆก็ควรจะตั้งกระทรวงจัดการทักษิณไปเลย แทนที่จะปล่อยให้มีการทับซ้อนเชิงวาระซ่อนเร้นต่างๆในการจัดการคุณทักษิณ ทำเป็นกระทรวงจัดการคุณทักษิณเลย แล้วดึงทุกคนที่ไม่ชอบทักษิณไปอยู่ในกระทรวงนี้ ทำให้เป็นระบบไปเลย จะตั้งคณะกรรมการก็ได้ ไม่เห็นแปลก คตส ยังทำได้ ตั้งคณะกรรมการไล่ล่าทักษิณแห่งชาติ ก็ทำไปเลย เป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ทำจริงๆจังๆไปเลย ไม่ใช่ว่าทำแล้วไปทำซ้อนกับแนวนโยบายแห่งรัฐอื่นๆ ซึ่งควรจะต้องทำ แล้วแยกกันไม่ขาดว่าจะต้องทำอะไร’

 

‘ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลกำลังจะทรุด เราจะเห็นว่ามันมีรอยปริ ระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมจุดเดียวจริงๆ คือ ไม่เอาทักษิณ แต่สุดท้ายก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนๆหนึ่งได้ ทำลายคนๆหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้’  

 

‘เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะโฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม๊อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ มีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกเอาไว้ตอบโต้นักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดไปสี่โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน’

 

‘ปัญหาใหญ่ไม่ใช่รัฐบาล ปัญหาใหญ่คือระบอบไม่เอาทักษิณ ต้องใช้คำนี้ในทางการเมืองเพราะสมัยผมต่อต้านรัฐประหาร พวกคุณก็ด่าว่าผมเป็นพวกทักษิณ ทั้งๆที่ผมเป็นคนด่าทักษิณเป็นคนแรกๆ ฉนั้นพวกคุณก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันว่าพวกคุณคือระบอบไม่เอาทักษิณ พวกคุณใช้วิธีนี้ในการสร้างอำนาจมาตั้งแต่แรก ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาล จะมาด่ารัฐบาลโดยที่เอาตัวรอดไปวันๆไม่ได้ พวกคุณด่าว่าพวกผมเป็นสองไม่เอา แล้วจะโยนบาปให้คุณอภิสิทธิ์ทุกเรื่องได้ยังไง ไม่ได้ ระบอบนี้ต้องรับผิดชอบทั้งระบอบ…’

 

ปล บล็อกหน้านี้คงจะถูกใจใครบางคน…

สิงหาคม 2, 2009

คนอื่นบ้าง

Filed under: diary — yodmanudying @ 1:31 pm

 

 

สองเดือนก่อน ตอนที่เราเพิ่งกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ได้ไปทานข้าวกับเพื่อนรุ่นน้องที่รักสองคน คือ ยอดกับโอ๊ค แล้วก็คุยกันหลายเรื่อง

จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันก่อนหน้านั้น แต่ที่จำได้คือ โอ๊คพูดขึ้นมาว่า ‘แม่ผมบอกว่า ถ้าคิดดี ทำดี ก็จะได้ดีเอง’ แล้วเราก็เถียงไปว่า ‘พี่ก็คิดดี ทำดี ไม่เห็นจะได้ดีเลยนะโอ๊ค’ จากนั้นยอดก็สวนมาว่า ‘พี่หญิงอ่ะเหรอ คิดดีก็จริง แต่ไม่ยอมทำ

 

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราก็เถียงยอดกลับไปนะ ในใจมันคัดค้านเต็มที่ คิดว่าเราเนี่ยเป็นคนดีจะตาย ทำดีตั้งเยอะแยะ มาว่าเราได้ แต่ไม่นานมานี้ เพิ่งจะมาคิดได้ว่า เออ ยอดพูดถูกแฮะ ที่จริงเราไม่เคยได้ทำอะไรดีๆเลย แค่จะบอกว่าเป็นคน ‘คิดดี’ ก็ยังไม่จริงเลย มีแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองท่าเดียว

 

ที่มานั่งเขียนตอนนี้ก็เพราะ สองวันก่อน ไปทานข้าวกับเพื่อนเก่า แล้วเพื่อนก็เปิดประเด็นอะไรบางอย่างขึ้นมาที่ทำให้เราเริ่มคิดมาก พอเรากลับมาบ้าน เราก็ยังคิดมากอยู่ คิดไปคิดมา อยู่ๆก็นึกขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย นี่เราคิดเรื่องตัวเองวนไปวนมาเพื่ออะไร แล้วเราคิดเรื่องตัวเองมานานขนาดไหนแล้ว ตั้งแต่เด็กจนแก่ขนาดนี้ ก็ยังมานั่งคิดเรื่องตัวเองอยู่อีก ไม่ได้คิดดีต่อคนอื่น ไม่ได้ทำดีต่อคนอื่นเลย ทุกวันมีแต่ตัวเองตัวเองตัวเอง—เป็นคนเห็นแก่ตัวเองมากๆเลย

 

ก็เลยตั้งใจไว้ว่า จะหยุดและทิ้งเรื่องตัวเองไปให้มากที่สุด (พอกันที!) แล้วเริ่มต้นคิดถึงคนอื่น เริ่มต้นทำเรื่องดีๆที่มีประโยชน์กับคนอื่นให้มากกว่านี้ เพราะเพื่อนรักของเรา เช่น ยอด และ แพร ก็มีโครงการอะไรหลายอย่างที่ดีและมีประโยชน์ต่อคนอื่นมากมาย แต่เรากลับทำตัวไร้ค่าและเห็นแก่ตัวอยู่แบบนี้ไม่เลิก

 

ตั้งใจว่าจะปรับปรุงตัวแล้วล่ะ อาจจะไม่ได้ทำดีเท่ากับที่เพื่อนๆทำ แต่ก็น่าจะดีขึ้นบ้างนะ

 

ปล บางคนมาอ่านบล็อกของเราแล้วอาจจะรู้สึกว่า แหวะ-น้ำเน่า-สร้างภาพ หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็คิดว่า แหวะ-น้ำเน่า-สร้างภาพ จริงๆนั่นแหละ เพียงแต่เราก็คิดอย่างที่เราเขียนจริงๆ และหวังว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้บ้าง ไม่ใช่เป็นแค่อุดมการณ์หรือความคิดฝันเฟื่องเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .