
ปกติเวลาเรากำลังคิดอะไรเครียดๆอยู่ เรามักจะมีหนังสือเล่มนึงเอาไว้อ่านเพื่อพักผ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายสบายๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านนิยายไม่สนุกเลย แม้แต่เล่มที่น่าจะชอบมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบแล้ว ตอนนี้ก็เลยใช้เล่มนี้เป็นเล่มพักผ่อน คุณ Gladwell เขาเขียนหนังสือสนุกใช้ได้เลย
ที่จริงเราว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่ได้โดดเด่น หรือแปลกแหวกแนวอะไร แต่วิธีการเล่าเรื่องของเขาสนุกดี นับว่าเป็นนักเขียนที่มีศิลปะในการเล่าเรื่องดีมากๆคนหนึ่งเลย, เคยเห็นไหม หนังสือสองเล่ม เล่าเรื่องเดียวกัน เล่มหนึ่งอ่านแล้วสนุก อิน อยากติดตามจนจบ หรือบางครั้งถึงขนาดทำให้อยากไปค้นคว้าหาประเด็นในเรื่องนั้นอ่านต่อไปอีก ในขณะที่อีกเล่มหนึ่ง อ่านไปสองสามแผ่นแล้วอยากเอาไปขว้างหัวหมาทันที เพราะเขียนได้น่าเบื่อเจียนตาย เรียกว่าเขียนหนังสือไม่เห็นใจคนอ่านเลยน่ะ (หนังสือปรัชญามีแบบนี้เยอะเลย โชคดีนะแถวนี้ไม่มีหมาเดินเพ่นพ่าน ฮ่าๆ) ซึ่งเราว่าคุณ Gladwell เขียนหนังสือได้สนุก ทำให้ประเด็นธรรมดาๆมันน่าสนใจขึ้นมาได้ (ในขณะที่ตัวเราเขียนได้น่าขว้างหัวหมา เริ่มรู้สึกสงสารคนอ่านบล็อกนี้แล้วสิ ฮ่าๆ)
ช่วงนี้ส่วนใหญ่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ สมุดบันทึกก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เราว่าคนเราถ้าไม่ได้พูดและไม่ได้เขียนอะไรเลย คงรู้สึกแปลกมากๆเลยเนอะ เหมือนที่นักปรัชญาบางคนเค้าพูดเอาไว้ว่า คนที่เป็นทาสในสมัยก่อน กลับกลายเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าคนเป็นนาย เพราะทาสได้ทำงานสร้างอะไรบางอย่าง (ที่เจ้านายสั่ง) ขึ้นมา และงานที่ทำนั้นก็ทำให้เค้ารู้สึกมีตัวตน—เหมือนเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นมาจากมือของเขาเอง และตัวตนของเขาก็แสดงออกมาในผลงานนั้น—ในขณะที่คนเป็นเจ้านายเพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้มีผลงานของตัวเอง จึงรู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง และเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งกว่าทาส, มาถึงสมัยนี้ เราคิดว่าคนที่บ้างาน ทำงานหนักมากๆ และมีผลงานเยอะแยะ ก็คงมีความรู้สึกเดียวกันนี้, บางคนอาจจะไม่ได้ต้องการความสำเร็จ แต่เพียงแค่ต้องการมี ‘ตัวตน’ ในความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น (เหมือนที่เรานั่งเขียนอะไรยิกๆในสมุดบันทึก ก็คงเพื่อความรู้สึกนี้ล่ะมั้ง)
แต่คุณ Gladwell เขาเขียนเล่มนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพียงเพื่อศึกษาการมี ‘ตัวตน’ อย่างที่เราอธิบายไป แต่เพื่อจะศึกษาเรื่องของ ‘ความสำเร็จ’ จริงๆ เขาต้องการรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จสูงๆนั้น ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง เราอ่านไปค่อนเล่มแล้ว เดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง เผื่อคนที่สนใจอยากจะประสบความสำเร็จ หรือช่วยให้คนอื่นสำเร็จ จะได้เอาไปประกอบการคิดนะจ๊ะ:
*โดยใจความหลักของหนังสือ เขาต้องการบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้เพียงพรสวรรค์ ความฉลาด(IQ) ความขยัน และความพยายามเท่านั้น เพราะว่ามันไม่พอ แต่ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย
*ปัจจัยแรก คือ เวลาเกิด – Gladwell ยกตัวอย่างว่า นักกีฬาฮ้อกกี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเกิดช่วงต้นปี เพราะตอนเด็กๆ (5-6 ขวบ) เวลาไปคัดตัวเป็นนักกีฬา เด็กที่เกิดก่อนจะตัวโตกว่า เล่นได้ดีกว่าและมักจะได้รับคัดเลือก ส่วนเด็กที่เล็กกว่ามักจะตกรอบไป และหมดโอกาสจะเป็นนักกีฬาอาชีพไปเลย นอกจากนักกีฬาแล้ว ในการเรียนก็เหมือนกัน เด็กที่เกิดช่วงต้นปี มักทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กเล็ก (ในช่วงแรกของการเรียน) จึงมักได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ และทำให้มีผลไปจนถึงตอนโต
*นอกจากเวลาเกิด ปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญ ก็คือ โอกาสที่จะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบโดยเร็ว และมีเวลาฝึกฝนกับสิ่งนั้นมากกว่า 10,000 ชั่วโมง – ซึ่ง Gladwell บอกว่า คนที่ได้ฝึกฝน (หรือหมกมุ่น) อยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจจนครบหมื่นชั่วโมง (หรือประมาณ 10 ปี) เท่านั้น จึงจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นและประสบความสำเร็จได้ – ดังนั้น คนที่มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อน ก็จะสำเร็จก่อน เช่น บิล จอย นักโปรแกรมเมอร์ชื่อดัง ได้มีโอกาสเริ่มเล่นคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ด้วยความโชคดีที่มหาวิทยาลัยที่เขาอยู่มีคอมพิวเตอร์พอดี (ซึ่งที่อื่นยังไม่มี) ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องใหญ่มากๆ บิล จอย หมกมุ่น ฝึกฝนทักษะอยู่นาน จนกลายเป็นอัจฉริยะในการเขียนโปรแกรมในที่สุด Gladwell บอกว่า บิล จอย ได้เปรียบตรงโอกาส และเวลาในการฝึกฝนที่มากกว่าคนอื่น ทำให้เขาประสบความสำเร็จ
*อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ความสามารถในการสื่อสารเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ – Gladwell ยกตัวอย่างอัจฉริยะคนหนึ่ง ชื่อว่าChristopher Langan มีไอคิว 190 (ไอสไตน์ ยังแค่150) ตอนไปออกรายการเกมโชว์ เขาตอบคำถามได้หมดทุกข้อ และมีความจำดีเป็นเลิศ แต่กลายเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จ (ตามมุมมองของ Gladwell) เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐานในการเจรจากับคนอื่นเพื่อต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ควรได้ เช่น ตอนยังเด็ก ที่จริงเขาควรได้ทุน แต่เพราะผิดพลาดทางเอกสารบางอย่าง ทำให้เขาไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบนี้ ก็คงจะไปเจรจาต่อรองจนได้โดยไม่ยาก เพราะตามสิทธิก็ควรจะได้อยู่แล้ว แต่เพราะ Langan ขาดความสามารถและแรงจูงใจในด้านนี้ไป ทำให้เขาไม่ได้ทุน และไม่ได้เรียนต่อ พอโตขึ้นเขาก็พลาดโอกาสอื่นๆในชีวิตอีกมากมาย เพราะขาดการเจรจานี่เอง, Gladwell บอกว่า การมีไอคิวสูงมากๆไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไอคิวตั้งแต่ 130 ขึ้นไป (จนถึง 200) มีโอกาสสำเร็จเท่าๆกันหมด จะต่างกันก็ตรงโอกาสและการต่อรองให้เป็นนั่นเอง
*และความสามารถในการเจรจา ก็มักมาจากการอบรมของครอบครัว โดย Gladwell บอกว่า เด็กที่เกิดมาในครอบครัวชั้นกลางและพ่อแม่มีการศึกษา จะรู้จักเรียกร้องสิทธิของตัวเอง รู้จักพูดความคิดเห็นของตัวเอง ในขณะที่เด็กในครอบครัวยากจนและพ่อแม่ไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก มักจะมีนิสัยยอมๆ และไม่กล้ายืนขึ้นสู้เพื่อตัวเองมากนัก โดยเฉพาะถ้าต้องมีการต่อรองอะไรกับเจ้าหน้าที่, คล้ายๆกับ Gladwell จะบอกว่า คนในครอบครัวยากจนจะกลัวเจ้าหน้าที่ กลัวคน (รู้สึกว่าตัวเองมีศักด์ศรีน้อย) และถ่ายทอดกรอบความคิดอันนี้ไปยังลูกๆด้วย ทำให้ลูกๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จ, คุณ Langan ก็เป็นหนึ่งในเด็กจากครอบครัวยากจน ที่ไม่มีทักษะในการต่อรอง แม้จะมีไอคิวสูงมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
*จังหวะของสังคม ณ ขณะนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ – Gladwell เล่าให้ฟังถึงชายเชื้อชาติยิวคนหนึ่ง (พ่อแม่เป็นชาวยิวอพยพในอเมริกา) ซึ่งต่อมาได้เป็นนักกฏหมาย และจัดตั้ง law firm ชื่อดังในนิวยอร์กขึ้นมาได้ เรียกว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะความฉลาด หรือความสามารถของเขาอย่างเดียว แต่เพราะว่าสถานการณ์ในนิวยอร์กตอนนั้น ที่ law firms ดังๆของฝรั่ง (ผิวขาว มีตระกูล จบโรงเรียน กม ดีๆ) เริ่มมีราคาแพงเกินไป และเปิดโอกาสให้กับ law firms เล็กๆของประชากรอันดับสองอย่างคนยิวอพยพได้มีโอกาสเติบโตขึ้นพอดี, Gladwell บอกว่า นี่เป็นเพราะจังหวะ และโอกาสมากกว่าความสามารถ
*มีอีกหนึ่งบทใหญ่ๆในเล่ม ที่ Gladwell เขียนเล่าให้ฟังถึง การที่วัฒนธรรมเกาหลีมีผลทำให้เครื่องบินตกมากกว่าในวัฒนธรรมอื่น นั่นคือ ในสายการบินของเกาหลี ผู้ช่วยนักบินมักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับกัปตันมากนัก หรือไม่ก็มีแต่พูดอ้อมๆ พูดเลี่ยงๆ กลัวๆ เหมือนเด็กพูดกับผู้ใหญ่ เหมือนนักเรียนพูดกับคุณครู ซึ่งถ้าขณะนั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และกัปตันกำลังเหนื่อยมาก และถ้าผู้ช่วยไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ เครื่องบินมักจะตก, Gladwell เล่าว่า สถิติการตกของสายการบินเกาหลีมีมากจนเขาต้องจ้างคนมาทำวิจัยหาสาเหตุ และได้พบว่า วัฒนธรรมนั่นเองที่เป็นสาเหตุหลัก เมื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมแล้ว จำนวนเครื่องบินตกก็ลดลงมาก, นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จหรือไม่
*ถ้าให้สรุป ก็อาจจะพูดสั้นๆได้ว่า สำหรับ Gladwell คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมากับ ‘ดวง’ ด้วย เพราะเวลาเกิด, โอกาสที่สังคม สิ่งแวดล้อมและสถานการณ์โลกมอบให้, รวมถึงลักษณะครอบครัว และวัฒนธรรม, ต่างไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะกำหนดเองได้เลย เรามีส่วนในการกำหนดก็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ (เช่น ความขยัน ความพยายาม) นอกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่โลกกำหนดไว้ให้เราหมดแล้ว
สิ่งที่ Gladwell เขียนมาฟังดูมีเหตุผลดี และทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น, อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามีปัจจัยมากมายเลยล่ะนะ ที่เราควบคุมไม่ได้, และคนที่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่งกว่าเรานักหรอก แต่เพราะว่าเขามากับดวง!! (เข้าข้างตัวเองเกินไปไม๊??)
น่าเสียดายว่า Gladwell เขาไม่ได้นิยามคำว่าความสำเร็จเอาไว้เลย ว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เช่น ต้องรวยขนาดไหน ต้องมีคนยอมรับในผลงานขนาดไหน ต้องมีอำนาจ มีชื่อเสียงขนาดไหน หรือ ต้องอยู่ในสังคมระดับไหน และตัวอย่างที่เขายกมาแต่ละคนก็ไม่ใช่แบบเดียวกันเลย (นักกีฬา โปรแกรมเมอร์ นักกฏหมาย นักบิน หรือเขาหมายถึงแค่คนดัง??) ดังนั้น ที่เขาพูดว่าคนอัจฉริยะ (อย่าง Langan) ที่ตอนหลังใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งคิดฟิสิกส์อยู่คนเดียวที่บ้านไร่ และยังไม่ได้เผยแพร่ผลงานเลย เรียกว่าเป็น failure เราก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาเอาอะไรมาวัดบ้าง
แล้วความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับความพอใจของคนๆนั้น หรือขึ้นกับมาตรฐานสังคมกันแน่?
ปล เดี๋ยวนี้ไม่ชอบอ่านนิยายแล้ว แต่ดันเขียนพล็อตนิยายไว้อย่างยาว—เขียนจากความฝันน่ะ เพราะเราชอบฝันอะไรแปลกๆ พิศดาร
ปล2 เคยฝันเห็นคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไหม เราว่ามันน่าแปลกมากเลย ที่จิตใต้สำนึกของเรามันสามารถสร้างตัวคนที่มีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ไม่เคยเจอ และไม่ได้มีการวางแผนไว้ก่อน
ปล3 หมู่นี้ชาวบล็อกเกอร์แถวๆนี้ค่อนข้างเงียบๆน้อ ไม่ค่อยเขียนเท่าไหร่เลย เอ้า คึกคักหน่อยพวกเรา!! (ทำเป็นปลุกระดม ตัวเราก็เงียบไปนานเหมือนกัน ฮ่าๆ)