YodManudYing’s Blog

กรกฎาคม 6, 2009

ไปฟังหลวงพ่อ

Filed under: buddhism, diary — yodmanudying @ 4:38 pm

 

 

วันศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เราไปอยู่ที่เมืองชลเพื่อจะไปฟังหลวงพ่อปราโมทย์เทศน์ตอนเช้าที่สวนสันติธรรม

แต่เป็นความโชคร้ายเพราะตอนที่กำลังจะออกจากบ้านก็รู้สึกไม่สบาย เหมือนเป็นไข้ แล้วพอไปถึงชลบุรีก็ไข้ขึ้นพอดี

อาการง่อกแง่กๆ เหมือนจะไม่ไหวแล้ว สงสัยว่าจะบุญน้อยหรืออะไรไม่รู้ พอจะทำบุญทีไร จะมีมารมาขวางทุกที

ตอนวันเกิดที่จะไปทำบุญบ้านเด็กพิการกับโอ๊คก็รถชน พอมาตอนนี้ก็ไม่สบายอีก – -‘

(ทีเวลาไปเที่ยวเล่น ไม่เคยมีอุปสรรคเลยแฮะ)

 

แล้ววันเสาร์ก็ท้องเสียรุนแรงมากตลอดทั้งวัน ทำให้นึกถึงบาร์ (เพื่อนสนิท) ที่เคยบอกว่าป่วยแบบนี้ (เป็นไข้หวัดลงกระเพาะ)

เราเลยโทรไปถามบาร์ว่า ‘เฮ้ย เราไม่สบายล่ะ ไม่รู้ติดนายรึป่าว’ แล้วก็เล่าอาการให้ฟัง

บาร์ก็ตอบมาว่า ‘เออ ติดเราชัวร์ แต่เราเป็นนานสองอาทิตย์เลย เนี่ย เพิ่งออกจากโรง’บาล’

จึ้ยยยย ถึงกับเข้าโรงพยาบาลเลยรึ น่ากลัวจัง

suntitum1 

 

suntitum2 

 

แต่จะด้วยความอึด หรือ เพราะโด้บสมุนไพรและวิตามินต่างๆเข้าไปมาก ทำให้สามารถไปฟังหลวงพ่อได้อย่างมีสติ

ไปถึงแล้วอึ้งเล็กน้อยเพราะคนเยอะกว่าเมื่อก่อนมากๆ วันอาทิตย์แทบจะไม่มีที่นั่ง (แต่เราก็ได้นั่งนะ)

นั่งฟังท่านแล้วรู้สึก ‘โดน’ เหมือนเคย (รู้สึกเหมือนคนอื่นเวลาได้ฟังเพลงที่ชอบอ่ะ แต่เราฟังธรรมะแล้วชอบมากๆ)

น่าเสียดายที่เราไม่กล้าส่งการบ้านกับท่าน เพราะขี้อาย แต่ยังดีว่าฟังแล้ววิเคราะห์ได้ถึงจุดบกพร่องของตัวเอง

ซึ่งตอนนี้เราต้องปรับปรุงหลักๆสองอย่าง หนึ่งคือ ต้องดูกายให้มากขึ้นเพื่อให้จิตตั้งมั่นมีกำลัง และสองคือ

ต้องดูอย่างเป็นกลางให้มากขึ้น เพราะถ้าดูไม่เป็นกลางและมีราคะโทสะแทรกตลอด จะไม่ก้าวหน้าเสียที

 

สรุปว่าได้ไปฟังหลวงพ่อแล้วรู้สึกดี เหมือนได้ชาร์ตแบต จิตใจร่าเริง (ถึงแม้ว่าร่างกายจะง่อกแง่ก)

แต่ก็แอบกังวลนิดๆว่าจะเอาหวัดไปติดแม่ เพื่อนๆ และคนอื่นๆหรือเปล่านะ

พฤษภาคม 15, 2009

นี่แหละชีวิต

Filed under: buddhism, diary — yodmanudying @ 4:54 pm

 

 

ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกปั่นป่วนไปหมดทั้งภายนอกภายใน พอภายนอกมันป่วน ภายในก็ป่วนตาม พอภายในมันป่วน ภายนอกก็ป่วนตาม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเริ่มป่วนก่อนกันแน่ (เหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละ) แต่รู้ว่าพอมันป่วนพร้อมๆกันแล้ว รู้สึกเหมือนถูกอัดก๊อปปี้ด้วยความทุกข์ ถ้าคิดดีๆเนี่ยมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก เพราะเราเป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆในธรรมชาติเท่านั้นเอง มันจะทุกข์หรือสุขก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพียงแต่ เวลามันทุกข์ขึ้นมาเนี่ย ไอ้ตัวฝุ่นเล็กๆตัวนี้ อัตตามันดันใหญ่กว่าโลกทั้งโลกอีก ตลกดีนะ ตัวเล็กๆแต่อัตตาใหญ่คับโลก ดูไม่จืดเลย ช่วงนี้เลยต้องดูอัตตาไปเรื่อยๆเผื่อมันจะยอมอ่อนข้อลงบ้าง

 

เอาคำพูดหลวงพ่อปราโมทย์ที่ฟังเมื่อคืนมาลง (ไฟล์ 500429 อยู่ในซีดีแผ่นที่ยี่สิบ) เพื่อตอกย้ำความจริงของชีวิต

‘ทุกวันนี้เรามีภาระมากเลยเพราะรักกายรักใจ สังเกตดูแค่รักกาย ตั้งแต่หัวถึงเท้าเนี่ย ปรนนิบัติมันเท่าไหร่วันนึง [...] ทำไมต้องโอ๋ ต้องเอาใจร่างกายนี้มาก เพราะเรารักมันมาก ทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่อปรนเปรอมัน ดูแลมันอย่างดี แล้วมันทรยศนะ ถึงวันนึงมันตายทิ้งเฉยๆงั้นแหละ เลี้ยงมันทำไม เดี๋ยวมันก็ทิ้งเราไปแล้ว แค่ดูแลไว้ใช้งาน ต้องฉลาดนะ ไม่ใช่ไม่ดูแล ดูแลไว้ทำประโยชน์สำหรับตัวเอง ไว้ทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ทอดทิ้งแต่ไม่ตกเป็นทาสมัน

 

จิตใจเรา เราก็เป็นทาสมัน เห็นไหม เราดิ้นรนหาความสุขมาตอบสนองความต้องการของใจแทบตลอดเวลาเลย เดี๋ยวก็อยากดู คิดว่าได้ดูแล้วมีความสุข เดี๋ยวก็อยากฟัง ได้ยินเสียงคนนี้แล้วมีความสุข หรือไปดูหนังไปฟังเพลงแล้วจะมีความสุข ทำโน่นทำนี่หวังว่าจะมีความสุข มันมีความสุขแป๊ปเดียวนะ เดี๋ยวมันอยากอีกแล้ว พอมันอยากอีก เราก็ต้องวิ่งหาอารมณ์มาตอบสนองมันอีก ตอบสนองไม่ได้ก็กลุ้มใจ ตอบสนองได้มีความสุขอยู่แว้บเดียวนะ มันก็สั่งงานชิ้นใหม่ให้อยากอย่างอื่นต่อไปอีก ชีวิตวิ่งพล่านไปหาความสุข เหมือนจะได้แต่ไม่เคยได้ ได้มาแล้วก็หลุดมือไปอย่างรวดเร็วเลย

 

พวกเราที่อายุมากหน่อยลองนึกถึงสมัยก่อนๆ ตอนเด็ก เรารู้สึกว่าถ้าเราเรียนหนังสือจบ เราจะมีความสุข พอเรียนหนังสือจบแล้วเราเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ สบายใจ พอจบปริญญาตรี คิดอีกแล้ว ถ้าได้ปริญญาโท ได้ด๊อกเตอร์ด้วย จะมีความสุขอีกแล้ว หลวงพ่อไม่เห็นด๊อกเตอร์จะมีความสุขเลยนะ ให้ห้องนี้ ด๊อกเตอร์เยอะแยะนะ พอเรียนหนังสือพอใจแล้ว มันก็ไม่ได้มีความสุขจริง ก็ไปทำงาน มีงานดีๆ มีตำแหน่งใหญ่ๆ มีเงินเยอะๆ จะมีความสุข เสร็จแล้วยังไม่สุขจริงนะ ต้องหาเมียอีก ถ้ามีเมียสักคน จะมีความสุข พอได้มาหนึ่งคนนะ ถ้ามีสองคนจะสุขกว่านี้อีก มันจะมีแต่คำว่าถ้า ถ้าได้อย่างนี้แล้วจะสุข ลองนึกดูสิ เราเป็นอย่างงั้นไม๊ เราวิ่งหาความสุขทั้งชีวิต พอมีครอบครัวแล้ว ถ้ามีลูกไบร้ๆจะมีความสุข มีลูกว่านอนสอนง่ายจะมีความสุข แต่หายาก ลูกแบบ ‘วานรสอนยาก’ หาง่ายกว่า ความสุขเราไปอิงกับลูกอีกแล้ว ทีแรกก็อิงกับสามีภรรยาเรา อิงกับชื่อเสียง อิงกับตำแหน่ง อิงกับผลประโยชน์ ถ้าได้มาแล้วจะสุข เสร็จแล้วมันไม่มี

 

พอแก่มากขึ้นนะ มันปวดมันเมื่อย เดินไม่ดีก็เคล็ด นั่งนานๆยังเคล็ดได้เลย จะรู้สึกอีก วันไหนไม่ปวดไม่เมื่อยนะ จะมีความสุข ลองไปดูตามโรงพยาบาล พวกเจ็บหนักๆ เขย่าลูกกรงเตียงเลย เมื่อไหร่จะตายซะทีโว้ย ทรมานเหลือเกิน ตายแล้วจะได้มีความสุข เนี่ยจนถึงตายแล้วนะ มันยังหาความสุขไม่ได้เลย มันจะตะกายแกรกๆหาความสุขไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ไม่เคยยั้งคิดเลย เราดูคนอื่นสิ มันมีความสุขซะที่ไหน พ่อแม่เรามีความสุขจริงไม๊ ปู่ย่าตายายมีความสุขจริงไม๊ หายไปไหนหมดแล้ว…’

มกราคม 7, 2009

บันทึกการดูจิต (ส่วนตัว)

Filed under: buddhism, diary — yodmanudying @ 10:46 am

 

 

 

ขอเขียนแบบส่วนตัวสักครั้ง เพราะอยากจะบันทึกเกี่ยวกับการทำวิปัสสนาแบบดูจิตของตัวเองเอาไว้ ใครที่ไม่ได้สนใจหรือปฏิบัติแบบนี้ ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้นะคะ หรือ ใครที่ปฏิบัติแบบนี้ มาอ่านแล้วก็อย่ายึดเอาเป็นแบบนะ เพราะว่าเราเป็นมือสมัครเล่น ยังคลำทางอยู่

 

ช่วงหลังๆการดูจิตของเรามีปัญหามาก อาจจะเพราะว่าตั้งใจมากเกินไป ดูแล้วกลายเป็นเพ่งทุกที พอเพ่งไปมากๆก็ปวดหัวแล้วก็อึดอัด แต่พอบอกตัวเองว่าอย่าไปเพ่งมันก็ไม่ยอม จะเพ่งท่าเดียว (มันทำของมันเอง) ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อก่อนเราก็ทำแบบนี้ คือทำแบบเดิมมาตลอดแต่ได้ผลดี ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นไม่ดีไป

 

ล่าสุด เรามีอาการอย่างนี้ คือ เวลาดู เราเข้าไปแทรกแซงตลอด ไปชอบและไม่ชอบมัน พอไม่ชอบก็จะพยายามเพ่งให้มันดับไป อาจจะเป็นเพราะว่าเคยเพ่งแล้วดับ ก็เลยติดใจและทำไปเองโดยอัตโนมัติ แปลว่าจิตส่วนลึกยังอยากดีและยังรักตัวเองอยู่มากๆ แต่มันห้ามไม่ได้นะ ทีนี้จะทำยังไงไม่ให้เพ่ง ถ้าถามหลวงพ่อ ท่านก็คงตอบว่า เพ่งรู้ว่าเพ่ง แล้วมันจะหลุดออกมาเอง แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ผล คือ รู้ว่าเพ่งมันก็ไม่ยอมหลุด มันเพ่งต่อไปอีก หรือรู้ว่าไม่ชอบให้เพ่งมันก็ยังเพ่งอยู่ดี หรือบางทีหลุดได้แต่ก็แป๊ปเดียวก็กลับไปเพ่งอีก

 

ก็เลยมานั่งนึกดูว่า จะต้องเตือนตัวเองยังไง ก็ได้เทคนิคว่า ต้องบอกตัวเองให้ดูแบบ ดูด้วยตา ก็คือ เวลาเรามองอะไรด้วยตา ตาของเรามันตัดสินอะไรไม่ได้ ได้แค่มองเฉยๆ ถ้าดูแบบนี้ก็จะสามารถ สักแต่ว่าดู ได้ และต้องเลี่ยงการดูแบบ ดูด้วยใจ เพราะถ้าดูอะไรด้วยใจ จะไปตัดสินมันทันที จะเกิดความรู้สึก ชอบไม่ชอบทันที และไม่มีทางเป็นกลางได้เลย การดูจิตใจของเราเองนี้ เราใช้ตาจริงๆดูไม่ได้อยู่แล้ว ต้องใช้ตาใน แต่ว่าเราต้องทำเสมือนดูด้วยตาจริงๆ และไม่ใช้ใจ ลองคิดดูนะว่าถ้าเราเอาใจไปดูใจ มันจะวุ่นขนาดไหน เพราะใจมันตัดสินสิ่งต่างๆในโลกตลอดเวลา แล้วเราไปดูมันด้วยการตัดสินมันอีกที มันจะเป็นการตัดสินหลายชั้นและไม่ได้ผลอะไรเลย นอกจากสร้างอัตตาและกิเลสให้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

การที่เราบอกตัวเองให้ดูแบบดูด้วยตา อาจจะเหมือนกับที่พระอาจารย์หลายๆท่านบอกให้ ดูเบาๆหรือที่อาจารย์สุรวัตน์บอกให้ ดูหวานๆ แต่เราบอกตัวเองแบบนั้นแล้วก็ยังไม่ได้ผล มันตั้งมั่นแรงมากๆ

 

หลายวันมานี่เลยรู้สึกเบื่อตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ แล้วยิ่งดิ้นจะทำก็ยิ่งแย่ใหญ่ วันก่อนไปฟังพระประยูร (เจ้าอาวาสวัดประยูร) เทศน์ที่โรงแรมตะวันนา ท่านบอกว่า ให้ตั้งเป้าไว้ไกลๆ (ฝันให้ไกล) แต่อย่าไปมองความสำเร็จที่จุดสุดท้าย ให้มองไปที่จุดใกล้ๆแล้วไปให้ถึงก่อน แล้วค่อยมองจุดต่อๆไป จะได้ไม่ท้อ เหมือนคนที่เดินทางในทะเลทราย พอไปถึงถังน้ำใบหนึ่งก็คือความสำเร็จ แล้วค่อยมองหาถังน้ำต่อๆไป เดินไปตามถังทีละใบเดี๋ยวก็ถึง เราก็พยายามจะคิดอย่างนั้นนะ ภาวนาไปเรื่อยๆ ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่โดยรวมแล้วจิตใจดีขึ้นบ้าง กิเลสลดลงบ้าง ก็ยังดี  

 

หลวงพ่อชอบบอกว่าให้พิจารณาด้วยตัวเองว่า ยังติดอะไรอยู่บ้างที่เป็นอุปสรรคของการภาวนา เราก็มาพิจารณาตัวเองแล้วก็พอรู้ได้ว่ายึดติดอะไรมากที่สุดที่ทำให้ภาวนาไม่ได้ดี ตอนนี้ก็พยายามหาวิหารธรรมที่จะช่วยลดการยึดติดลง แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า ต้องลองดูต่อไป

 

ปล เราว่าการปฏิบัติธรรมยากตรงที่ไม่มีใครมาบอกเราได้ว่าวิธีไหนที่ดีที่สุดกับจริตของเรา ต้องค้นหาและทดลองด้วยตัวเอง ครูอาจารย์ท่านก็บอกได้แต่ทาง

ที่ท่านเดินมา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับจริตของเราก็ได้ คือเรามันมีกิเลสมากกว่าพวกท่านเยอะน่ะ

 

 

 

 

มิถุนายน 1, 2008

Mindfuck!

Filed under: book, buddhism, philo — yodmanudying @ 9:24 pm

  

วันก่อนเราไปร้านหนังสือ (ตามเคย) แล้วก็ได้เจอหนังสือเล่มใหม่ของคุณ Colin McGinn ชื่อว่า Mindfucking เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ, ใหญ่กว่า Bullshit ของ Harry Frankfurt นิดเดียวเท่านั้น

 

 

เราเคยอ่านหนังสือของคุณ McGinn มาก่อน เรียกว่าอ่านก่อนมาเรียนปรัชญาเลยนะ คือเล่มที่ชื่อ The Making of a Philosopher เขียนเป็นแนวเล่าประวัติชีวิต อ่านเพลินๆดีและได้ความรู้ปรัชญาไปด้วย ถึงตอนนั้นจะอ่านไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เราชอบมากๆนะ และถ้าสังเกตดีๆ เรามีลิ้งก์บล็อกของคุณ McGinn อยู่ด้านข้างนี้ด้วย

 

 

ถ้าอ่านจากบล็อกในบางตอนจะพอรู้ถึงบุคลิกของ McGinn ได้บ้างว่าเขาออกจะเป็นคนแรงๆ และกวนๆอยู่พอสมควรทีเดียว พอเห็นหนังสือชื่อว่า Mindfucking เราเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เขาจะคิดคอนเซ็ปต์แบบนี้ออกมา และที่ทำให้เราสนใจมากขึ้นก็คือ mindfucking นี้ McGinn ได้เขียนต่อ (เรียกว่า develop จะถูกกว่า) จากคอนเซ็ปต์ Bullshit ของคุณ Frankfurt ซึ่งเราเคยอ่านแล้วก็ชอบมากเหมือนกัน (ที่เขียนใน OPEN น่ะ)

 

 

เห็นหนังสือ Mindfucking แล้วเหมือนจะได้ยิน McGinn ตะโกนบอกกับ Frankfurt ว่า คอนเซ็ปต์ของคุณกวนดีนะ แต่ขอโทษ! ของผมกวนกว่า (โว้ย)’ (ที่จริงถ้าเปลี่ยนสรรพนามเป็นแบบไทยโบราณ และเติมคำว่า teen เข้าไปหลังกวนด้วย จะได้อารมณ์ที่ถูกต้องมากกว่านะ อ่ะ ลองอ่านใหม่อีกทีสิ) เพราะเราอ่านแล้วพบว่าเล่มนี้กวนจริงๆ แล้วก็ตลกด้วย เป็นตลกแบบกวนๆน่ะ ซึ่งMcGinn คงพอรู้ว่าตัวเองเผลอใส่มุกกวนๆขำๆไว้เยอะ ก็เลยเขียนในหน้าสุดท้ายว่า ถึงแม้มันจะดูเหมือนตลกแต่ผมซีเรียสนะจะบอกให้

 

 

ตอนนี้เราแปลกใจนิดนึงนะว่า ทำไมนักปรัชญาเก่งๆชอบทำตัวกวนๆแรงๆกันทั้งนั้น แม้แต่คนที่เราเห็น (กับตา) ว่าเป็นคนนุ่มนวลที่สุด อย่างอาจารย์ A.C. Grayling ยังเขียนบทความด่าคนอื่นแบบแรงๆได้ แล้วคนนุ่มนิ่มๆอย่างเรา (เหรอ?!?) จะเป็นนักปรัชญาอาชีพกับเขาได้ไม๊เนี่ย

 

 

มาต่อที่ Mindfuck กันดีกว่า McGinn เขียนไว้ว่า คอนเซ็ปต์ของเขาแตกต่างจาก Bullshit มากพอสมควร โดยมันแรงกว่าและล้ำลึกมากกว่าหลายเท่า Bullshit หมายถึงการพูดโดยไม่ได้สนใจ ไม่ได้แคร์ว่าความจริงคืออะไร แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งใจหลอก (หรือสร้าง impression) ให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองกำลังพูดความจริงอยู่ เพื่อเป้าหมายบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ทนายบางคนที่ว่าความเพียงเพื่อจะชนะคดี เขาไม่ได้สนใจว่าลูกความพูดจริงหรือไม่ แต่เขาต้องแกล้งทำเป็นเชื่อว่าลูกความพูดจริงและ แกล้งทำเป็น แสดงออกว่าตัวเขาเองก็พูดจริงเพื่อให้ศาลเชื่อ หรือ นักเรียนบางคนเวลาทำรายงานส่ง ต้องแสดงความคิดเห็นไปในทางหนึ่ง เขาต้อง แกล้งทำเป็นแสดงออกว่าเขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ ทั้งๆที่แท้จริงแล้วเขาไม่ได้แคร์อะไรเลย แค่อยากได้คะแนนเท่านั้น ตอนแกล้งทำเป็นนี่ล่ะ เขากำลัง Bullshit อยู่ (ps. สิ่งที่ bullshit อาจจะไปตรงกับความจริงก็ได้ เพียงแต่คนพูดไม่ได้สนใจว่ามันจะจริงหรือไม่จริง)

 

 

McGinn ตั้งข้อสังเกตว่า การโกหก เป็นการหลอกสองชั้น คือ หนึ่งหลอกเกี่ยวกับความจริงในโลก เช่น ที่จริงลูกความทำผิด แต่ทนายหลอกศาลว่าไม่ได้ทำ นี่คือหลอกเกี่ยวกับความจริงที่เกิดขึ้น และสองคือ หลอกเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ที่จริงทนายรู้ว่าตัวเองไม่ได้พูดความจริง แต่หลอกศาลว่าตัวเองกำลังพูดความจริงอยู่ เป็นการหลอกเกี่ยวกับภายในใจของตัวเอง ส่วนการ Bullshit เป็นการหลอกเพียงหนึ่งชั้น คือ หลอกเกี่ยวกับตัวเอง หลอกว่าตัวเองรู้ความจริง และหลอกว่ากำลังพูดความจริงอยู่ โดยที่ในใจไม่ได้สนใจความจริงเลย แต่แม้จะมีความต่างกันแบบนี้ การโกหกและ Bullshit ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คือ ทั้งสองมุ่งไปยัง ความเชื่อของคนฟัง คือทั้งสองต้องการสร้างความเชื่อบางอย่างในใจคนฟัง เพื่อเป้าหมาย(ส่วนตัว)บางอย่าง

 

 

แต่ Mindfuck ร้ายกว่า การโกหกและ Bullshit มาก เพราะ Mindfuck ไม่ได้มุ่งไปที่ ความเชื่ออย่างเดียว แต่มุ่งที่ อารมณ์ความรู้สึกในใจคนฟังด้วย โดยความหมายแล้ว Mindfuck หมายถึงการไปทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในใจ หรือ การเข้าครอบงำจิตใจ อันนี้เราอธิบายเป็นภาษาไทยเองนะ อาจจะฟังดูไม่ได้อารมณ์เท่ากับตัวคำจริงๆที่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้ได้อารมณ์ต้องลองนึกถึงการ body-fuck ที่ทำกับจิตใจรุนแรงประมาณนั้นนั่นแหละถึงจะถูก โดยรวมแล้วก็คือ Mindfuck ไม่ได้ป่วนแค่ที่ ความคิด ความเชื่อของคนฟัง เหมือนที่การโกหก และ Bullshit ทำ แต่เป็นการป่วนไปถึงอารมณ์ความรู้สึกในจิตใจคนฟังด้วย ซึ่งแปลว่าล้ำลึกกว่ามาก

 

 

เราลองพยายามหาคำไทยที่ใกล้เคียงกับ Mindfuck มากที่สุด ที่พอจะได้ก็คำว่า ปั่นหัวถ้าปั่นหัวหมายถึง การทำให้อารมณ์ความคิดในหัวสมองปั่นป่วน เสียระบบแต่มันยังดูไม่แรงพอกับคำว่า Mindfuck และอีกอย่าง กริยาคำว่า ปั่นอาจจะไม่ใกล้กับคำว่า ‘fuck’ มากนัก เพราะปั่นเป็นการหมุนๆ วนๆ แต่ fuck เป็นการยิงตรงเข้ากลางโดยไม่ต้องหมุน หรือวน (ถ้าจะหมุนจะวนก็ไม่มีใครว่า เพียงแต่ในความหมายปกติมันไม่ได้ครอบคลุมการหมุนวน) ส่วนคำไทยอื่น เรายังนึกไม่ออก ใครนึกออกช่วยบอกด้วย หรือไม่อาจจะต้องคิดคำใหม่ขึ้นมาเลย เช่นคำว่า ‘yetจิต’ (เขียนแบบลูกครึ่ง แต่อ่านแบบไทยนะจ๊ะ) คำนี้ตรงตัวกับคำว่า Mindfuck พอดี แต่มันฟังดูแปลกๆนะ ตัวอย่างเช่น เมื่อกี้เข้าไปฟังอาจารย์สอนเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพ รู้สึกเหมือนโดน yetจิตเลยว่ะก็พอได้ แต่ยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ และ ‘yetจิต มันก็ใช้เป็นคำนามและคำขยายไม่ได้เหมือน Mindfuck เอ๊ะ! หรือได้? ลองดูนะ—‘เซ็งyetจิตเลยว่ะ’ (คำขยาย) หรือ การyetจิต คือการล่วงละเมิดทางจิตใจ’(คำนาม) เอ้อ ก็ได้นี่นา เพียงแต่ไม่คุ้นเท่านั้นเอง

 

 

เล่นสนุกพอแล้ว กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ที่เราอธิบายไปคงจะพอเห็นภาพอยู่บ้างว่า Mindfuck คือการเข้าไปแทรกแซง หรือล่วงเกินทางอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง ทำให้ปั่นป่วน เสียระบบ เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างความเกลียดชัง หรือ ความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในใจผู้ฟัง แล้วผู้พูดก็ใช้ประโยชน์จากอารมณ์นี้ของผู้ฟังเพื่อเป้าหมายของตัวเอง หรืออาจจะเรียกว่าการเข้าครอบงำจิตใจก็ได้ แต่เป็นไปอย่างประสงค์ร้ายต่อผู้ฟัง (เป็น harm หรือ violation) ทั้งนี้การจะทำได้ต้องมีการเตรียมการให้ดี เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลักคือ ความเชื่อใจ’ (trust) ที่ผู้ฟังมีต่อผู้พูดเช่นเดียวกับการโกหกและ Bullshit ที่ต้องอาศัยความเชื่อใจเช่นกัน นอกจากนี้ คนที่จะทำการ Mindfuck ได้จะต้องรู้ จุดอ่อนของผู้ฟังเป็นอย่างดี และพูดในทางที่จะแทงลงไปในจุดอ่อนนั้นๆ แล้วขยี้ๆให้เละ (เว่อไปไม๊เนี่ย) และอย่าลืมว่าต้องทำโดยที่ผู้ฟัง ไม่รู้ตัว เท่านั้น (ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูก Mindfuck อยู่)   

 

 

ตัวอย่างของการ Mindfuck ที่ McGinn ยกมาก็คือการ ใส่ร้ายเช่น เราอาจจะใช้เครดิตทางหน้าที่การงาน หรือ ชื่อเสียงของเรา ไปบอกกับผู้หญิงคนหนึ่งว่าสามีเธอมีชู้ เพราะเรารู้ว่าตัวเรามีเครดิตมากพอที่เขาจะเชื่อ และเรารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คอยระแวงอยู่แล้วว่าสามีจะไปมีชู้ (เป็นจุดอ่อน) การที่เราพูดเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผู้หญิงคนนี้ Mindfuck ได้ในทันที ต่อจากนั้นเราก็ใช้ประโยชน์จากอารมณ์ Mindfuck ของผู้หญิงคนนี้เพื่อทำลายคนที่เป็นสามีของเธอได้ 

 

 

การ Mindfuck มีหลายระดับ ที่ McGinn ยกมาอาจจะดูร้ายมาก (ที่ร้ายกว่านั้นก็มี) แต่ Mindfuck แบบอ่อนๆ แบบใกล้ตัวกว่านั้นก็มี ยกตัวอย่างเราเองก็ได้ เมื่อหลายวันก่อน เครื่องซักผ้าบ้านเราเสีย เราเลยโทรไปรียกช่างมาซ่อม ทางบริษัทเครื่องซักผ้าถามว่า เราจะจ่ายค่าซ่อมยังไง จะจ่ายแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว หรือว่าจะทำประกันไว้หนึ่งปีเลย แล้วซ่อมฟรีตลอดปี แล้วเขาก็พูดว่า ผมคำนวณให้เลยนะ ค่าซ่อมครั้งหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 120 ปอนด์ ส่วนค่าประกันปีละ 140 ปอนด์ มากกว่านิดเดียวเท่านั้นเองเราถูก Mindfuck ทันที ข้อแรกคือเราเชื่อใจคนพูดมาก เพราะไม่คิดว่าบริษัทดีๆจะโกหก และสองคือ เราเกิดความกลัวว่าจะจ่ายเงินไม่คุ้มค่า กลัวว่าถ้าเครื่องเสียอีก จะต้องจ่ายอีกเป็นสองเท่า (จุดอ่อนอยู่ที่ความงกเขารู้ได้ไงเนี่ย!!) ก็เลยตกลงไปทันที งั้นขอทำประกันแล้วกันค่ะวันรุ่งขึ้นช่างมาซ่อมให้ไม่ถึงสิบนาทีก็เสร็จ มันเสียนิดเดียวเอง และค่าซ่อมไม่น่าเกินห้าสิบปอนด์ ช่างยังบอกเลยว่า คุณไม่น่าทำประกันเล้ย เสียเงินเยอะไปอย่างนี้เราต้องอุทานว่า ‘Mindfuck!’ หรือเปล่า (ช่างเป็นการ Mindfuck สั้นๆ (พูดสิบนาที) แต่เสียเงินยาวๆ (หนึ่งปี) จริงๆ)  

 

 

ด้วยการที่ Mindfuck อาศัยการมองเห็นจุดอ่อน และแทงลงไป จึงเหมือนกับว่าผู้ฟัง (หรือผู้ถูก Mindfuck) ได้ Mindfuck ตัวเองเอาไว้แล้วจนเกิดเป็นจุดอ่อนนั้นขึ้นและพร้อมที่จะถูก Mindfuck ต่อได้ทุกเมื่อ ผู้พูดไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากก็สามารถ Mindfuckได้สำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้วก็แค่ปล่อยให้ผู้ฟัง Mindfuck ตัวเองต่อไปอีก จึงเรียกได้ว่าเป็นการกระทำทั้งสองฝ่ายผู้พูด Mindfuck ผู้ฟัง และผู้ฟัง Mindfuck ตัวเอง (ทั้งก่อนและหลัง) ต่างจากการโกหกและ bullshit ที่ผู้พูดกระทำฝ่ายเดียว ผู้ฟังไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เป็นเพียงผู้ถูกกระทำเท่านั้น   

 

 

McGinn บอกว่าการ Mindfuck มีในทุกระบบ ตั้งแต่ระบบใหญ่อย่างระบบการเมือง เช่น นาซี หรือ เกาหลีเหนือ ที่ Mindfuck ประชาชนให้เชื่อในระบบและยึดมั่นอยู่กับระบบ หรือการที่สหรัฐบุกอิรัก ก็ใช้วิธี Mindfuck ประชาชนให้เกิดความเกลียดความกลัวต่อผู้ก่อการร้ายขั้นรุนแรงเพื่อให้เห็นด้วยกับการที่รัฐโจมตีอิรัก ส่วนใหญ่ Mindfuck  ทางการเมืองจะทำไปเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม และสนับสนุนตัวเองโดยไม่ต้องสนใจเหตุผลหรือความเป็นจริงแต่อย่างใด  ในระบบที่เล็กลงไปก็มีในศาสนาเช่น Mindfuck ให้คนยึดมั่นในศาสนาของตน (บางครั้งถึงกับ Mindfuck ให้กำจัดศาสนาอื่น) ในหนังเช่น Mindfuck ด้วยการหักมุม เกิด Oh-My-God moment พระเอกกลายเป็นผู้หญิงอะไรประมาณนั้น ในโฆษณาเช่น Mindfuck ให้เกิดความกลัวจนต้องไปซื้อสินค้า (หรือซื้อประกัน—shit!) ไปจนถึงระบบเล็กๆแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล อย่างเรื่องความรัก—Mind(ของเรา)fucked ได้ทันทีเมื่อเกิดความรักขึ้น  

 

 

แต่ Mindfuck มีสองด้าน (ใครบอกว่า กริยา fuck จะต้องเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดหรือความรุนแรงเสมอไป หลายคนค้านหัวชนฝา แล้วบอกว่าอารมณ์ที่นิ่มนวลและเจือด้วยความสุขก็มีมาก) อย่างการ Mindfuck (หรือหักมุม) ในหนังก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลร้ายแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับเป็น entertainment ทำให้คนดูมีความสุข—McGinn เรียกอารมณ์นี้ว่า ‘the joy of mindfuck’ อย่างทฤษฎีวิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาแรงๆก็ถือว่าเป็น Mindfuck ในด้านดีเช่นกันเพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ เปิดการรับรู้ใหม่ และทำลายของเก่าทิ้งไป เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ หรือ ปรัชญาภาษาของวิทเกนสไตน์, ตรงนี้จะเห็นได้ว่าจุดเชื่อมระหว่าง Mindfuck ในด้านดีและ Mindfuck ในด้านร้ายก็คือ มันจะสร้างอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับ ‘OMG moment’ ขึ้นมาในจิตใจคนฟัง ทีนี้ถ้าเป็น Mindfuck ด้านดี เช่น ความรู้ใหม่ๆ หรือ Mindfuck ในหนัง ในเพลงก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ Mindfuck ด้านร้าย เช่น การเมือง ศาสนา(บางศาสนา) หรือ พวกลัทธิความเชื่อ มันจะอันตรายมากและจำเป็นต้องหาทางป้องกัน

 

 

ข้อสังเกตของเราก็คือ ทำไม Mindfuck ในด้านร้ายจึงทนทานมาก (ทนพอๆกันกับการ Bullshit เลย) ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการโกหกที่ Kant บอกว่า ถ้าทุกคนในโลกโกหก การโกหกจะใช้ไม่ได้อีกเพราะจะไม่มีใครเชื่อถือกันอีกแปลว่าการโกหกยิ่งมีมากยิ่งทำลายตัวเอง แต่ Mindfuck ไม่ทำลายตัวเองแบบนั้น ลองคิดดูว่า ถึงปัจจุบันจะมีการ Mindfuck อย่างแพร่หลายในทุกระบบ แต่การ Mindfuck ก็ยังใช้ได้อีกเรื่อยๆ แถมยังดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย เราคิดเหตุผลได้อย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่เชื่อใจ (trust) คนอื่นเลย การเชื่อใจคนอื่นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญมากอย่างหนึ่งของชีวิต เปรียบเสมือนปัจจัยสี่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคน ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ทุกคนในโลกจะ Mindfuck กันและกันตลอดเวลา พวกเราก็ยังมีความหวังว่าคนต่อไปที่เจอจะไม่เป็นแบบนั้นอีก มันเป็นวิธีคิดเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์น่ะ (เพราะถ้าคนสามารถอยู่โดยระแวงกันและกันตลอดเวลาได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐ เพราะรัฐมีไว้เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย และเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องระแวงกัน) และถ้าการเชื่อใจกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์จริงๆ การโกหกก็ไม่ได้ทำลายตัวเองอย่างที่ Kant บอก (สังเกตว่าสังคมปัจจุบันโกหกกันตลอดอยู่แล้ว ไม่เห็นมันทำลายตัวเองตรงไหนเลย)   

 

 

McGinn คิดวิธีแก้ Mindfuck ด้วยการให้ รู้ตัวเขาไม่ได้ใช้คำว่า awakening หรืออะไรหรอกนะ แต่สิ่งที่เขาอธิบายมามันให้ความหมายแบบนี้ McGinn บอกว่า สังคมที่ Mindfuck คนได้ดีที่สุดคือสังคมปิด เมื่อคนขาดข่าวสาร ขาดการสื่อสารกับโลกภายนอก จะถูก Mindfuck ได้ง่ายๆ และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ คนในสังคมปิดจะออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกไม่ได้อีกเลย ลองนึกถึงคนที่อยู่ในระบบเผด็จการนานๆ คนที่ติดคุกนานๆ หรือ คนในวัฒนธรรมปิด เช่น พวก Amish ที่ไม่ยอมออกมาใช้ชีวิตกับโลกอีก ทั้งนี้เพราะพวกเขาถูก Mindfuck จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว วิธีแก้ Mindfuck ของ McGinn ก็คือ ต้องมีการเปิดรับข่าวสารอย่างอิสระ และเพียงพอ เพื่อให้คนได้พิจารณาว่าสิ่งที่ตัวเองได้ฟังมานั้นมันเชื่อถือได้แค่ไหน และมีข้อมูลไหนที่เชื่อถือได้มากกว่าหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้คนจะไม่ถูก Mindfuck ได้ง่ายๆ จะไม่ Mindfuck ตัวเองง่ายๆด้วย และถ้าถูก Mindfuck ไปแล้วจะ รู้ตัวขึ้นมาได้

 

 

การต่อต้าน Mindfuck และวิธีการแก้ของ McGinn สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น Liberal เต็มตัว ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ เพราะแนวคิดหลักของ liberalism ก็คือ ‘autonomy’ หรือ การให้หมั่นทบทวนความคิดความเชื่อของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งต้องทำโดยการเปิดรับความรู้ ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และคิดพิจารณาให้มากๆว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่าตัวเองมีอิสระที่จะทำได้ (ถ้าอยู่ในกรอบความเชื่อ หรือศาสนาบางอย่างจะไม่ยอมทำ) autonomy นี้เปรียบเสมือนการบอกให้คนคอย รู้ตัวเอาไว้ อย่าโดนใครหรือองค์กรใด Mindfuck ง่ายๆ หรือถ้าโดนไปแล้วก็จงรู้ตัวขึ้นมาให้ได้ ดังนั้น liberalism จึงตรงกันกับวิธีแก้ Mindfuck ที่ McGinn แนะนำมากทีเดียว

 

 

แต่อย่าลืมว่าตัว liberalism เองก็เป็นการ Mindfuck ด้วยเหมือนกัน เราถือว่า liberalism เป็นเพียงความเชื่อหนึ่งในหลายๆความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงและไม่ได้ดีที่สุด non-liberalism ก็มีความดีของมันอยู่ เช่น บางคนอาจจะมีความสุขที่ถูก Mindfuck จากองค์กรหรือสถาบันการเมืองก็เป็นได้ ลองคิดดูว่าถ้าคนสามารถมี the joy of mindfuck จากการดูหนังได้ ทำไมเขาจะมีความสุขจากการอยู่ในระบบปิดไม่ได้ แล้วถ้าเขากำลังมีความสุขอยู่ เราจะไปบอกให้เขาต่อต้าน Mindfuck เพื่ออะไร? หรือเพื่อให้เขาออกมาจากความสุขเดิมนั้น เพื่อมองหาความสุขอื่นที่ไม่รู้ว่าจะเจอหรือไม่ อย่างนั้นหรือ?

 

 

บางคนมีชีวิตอยู่ด้วยความศรัทธาล้วนๆ (faith) และถ้าเราไปทำลายความศรัทธาของเขา โดยการบอกว่าสิ่งที่คุณกำลังศรัทธาอยู่มันคือ Mindfuck ล้วนๆเลยนะ บางทีความหวังดีของเราอาจจะไปทำลายตัวตนส่วนสำคัญที่สุดของเขาและทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อีก ลองนึกถึงคนในสังคมอินเดียสิ เขาอยู่ด้วยศรัทธาล้วนๆ แล้วก็ดูเหมือนจะพอใจในชีวิตตัวเองมาก ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในสังคม liberal แบบเต็มพิกัดก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่ดีอย่างที่คิด ลองสมมุติว่าเราต้องทบทวนความคิดความเชื่อของตัวเองตลอดเวลาสิ สุดท้ายเราอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรเลยและมองไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ได้ อันนี้เห็นได้ตามสังคมอเมริกัน (บางแห่ง) ที่เหลวแหลกจากการหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ได้

 

 

เป็นไปได้ว่า ถ้ามนุษย์เราอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากความเชื่อใจในตัวคนอื่น (อย่างที่เราเขียนไป) บางทีมนุษย์ก็อาจจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน  

      

 

ที่เราต้องเขียนไปไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า liberalism ไม่ดี หรือ non-liberalism ดีกว่า เราไม่ใช่พวกเผด็จการนะ และที่จริงก็แอบเลิฟแนวคิดของ liberal อยู่พอสมควร แต่เราไม่ค่อยชอบที่พวก liberal มักคิดว่าแนวคิดของตัวเองดีเหนือแนวคิดอื่นๆทั้งหมด คนเราควรมีอิสระและหลุดพ้นจากการถูกครอบงำก็จริง แต่นั่นน่าจะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่ทางเลือกเดียว ถ้ามองว่าพวก liberal เองก็ศรัทธาในแนวคิดของตัวเอง แล้วการที่พวกเขาคิดจะไปทำลายศรัทธาของคนอื่นด้วยการบอกให้รู้ตัวขึ้นมาเนี่ย มันจะยุติธรรมต่อคนอื่นแล้วหรือ? ดังนั้นเราคิดว่าการหลุดพ้นจาก Mindfuck หรือการรู้ตัว ก็น่าจะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น  

 

 

ประเด็นของ McGinn นอกจากจะทำให้เรานึกถึง liberalism แล้ว ยังทำให้เรานึกถึงพุทธด้วย เพราะมีตอนหนึ่งในหนังสือที่ McGinn เขียนว่า ‘whenever we give in to our fears and anxieties, or our rooted prejudices—whenever we let ourselves be carried away by these things—we are in effect mindfucking ourselves’ เปรียบได้เหมือนกับการที่เราปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามความคิด อารมณ์และกิเลส หรือที่ชาวพุทธเรียกว่า การส่งจิตออกนอกนั่นเองที่ McGinn ถือว่าเป็น Mindfuck ด้วย คือเป็นการ Mindfuck ตัวเอง แล้วเขาก็เขียนติดตลกว่า ด้วยเหตุนี้ วลี ‘go fuck yourself’ จึงทำได้ง่ายมาก! (ฮ่าๆ)

 

 

ส่วนแนวคิดหลักของพุทธก็คือการให้คนหัดรู้จัก รู้ตัวอยู่เสมอ เพื่อที่จะไม่ถูกครอบงำโดยความคิด ความเชื่อ และอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง (เพื่อไม่ให้ Mindfuck ตัวเอง) รวมทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเชื่ออะไรโดยไม่ได้พิจารณา (ที่มีสิบข้อ) ทำให้มองได้ว่าพุทธคล้ายกันกับ liberalism มากเพียงแต่วิธีในการรู้ตัวไม่เหมือนกัน พุทธไม่บอกให้รู้ตัวด้วยการหาข้อมูลข่าวสารมาพิจารณา แต่ให้รู้ด้วยการมองเห็นจิตใจที่ไหลตามกิเลสของตัวเอง เป็นการรู้ตัวด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก แต่ยังไงก็เป็นวิธีเพื่อจะหลุดพ้นจาก Mindfuck เช่นเดียวกัน

 

 

ดูเหมือนว่าทั้งพุทธและ liberalism จะต่อต้าน Mindfuck ทั้งคู่  เรียกได้ว่าเป็น ‘Mindfucking therapy’ คือความพยายามที่จะ ‘undo the effects of mindfucking’ ถึงแม้ว่าโดยตัวมันเองจะเป็นการ Mindfuck เหมือนกัน (เราคิดอย่างนั้นนะ) แต่ก็เป็นการ Mindfuck เพื่อหยุดการ Mindfuck

 

 

ถ้าเปรียบเทียบ liberalism กับระบบการเมืองอื่นๆ จะเห็นว่า ระบบอื่นๆมีแต่จะ Mindfuck ประชาชนไปเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้ และถ้าเปรียบเทียบพุทธกับศาสนาอื่นๆ จะเห็นเช่นเดียวกันว่า ศาสนาอื่นๆมีแต่จะ Mindfuck ผู้คนไปเรื่อยๆเช่นกัน (ด้านดีบ้าง ด้านร้ายบ้าง) จึงมีเพียง liberalism และพุทธเท่านั้นที่ต่อต้านการ Mindfuck อย่างจริงจัง

 

 

ดังนั้นถ้าจะสรุป ณ เวลานี้จากการเปรียบเทียบแบบง่ายๆข้างต้น ก็อาจจะพูดได้ว่า ‘liberalism คือพุทธในทางโลก ส่วนพุทธก็คือ liberalism ในทางธรรม โดยมีจุดเชื่อมโยงคือ ทั้งคู่เป็น Mindfucking therapy ที่สนับสนุนให้คนรู้ตัวเหมือนๆกัน     

  

 

นี่ถ้าไม่มีคอนเซ็ปต์ Mindfuck ของ McGinn เราก็ไม่คิดจะเชื่อมโยง liberalism กับ พุทธอย่างนี้ ขอบคุณคุณ McGinn จริงๆ

 

 

ปล เขียนไปเรื่อยๆเท่าที่คิดได้ ก็เลยยาวมาก ใครอ่านจบขอปรบมือให้ (และขอบคุณด้วยนะคะ)

 

          

 

   

 

 

 

  

 

 

  

 

 

มีนาคม 21, 2008

ความเป็นกลาง (ใน)

Filed under: buddhism, philo — yodmanudying @ 1:39 am

 

  

ไม่ใช่แค่โลกภายนอกที่มีความหลากหลาย

โลกภายในจิตใจก็หลากหลายเหมือนกัน

  

ในวันๆหนึ่ง เราคิดอะไรในใจมากมาย

มีหลายความเชื่อ หลายความสนใจ

หลายความพอใจ หลายความไม่พอใจ

แน่นอนว่า ความหลากหลายนี้ย่อมไม่สอดคล้อง

หรือเป็นไปในทางเดียวกันไปทั้งหมด (no harmony)

(นึกถึงภาพการ์ตูนที่มีนางฟ้าลอยเหนือหัวอยู่ด้านหนึ่ง

และปีศาจลอยอยู่อีกด้านหนึ่ง และหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันพูดอยู่เรื่อยๆ

ในจิตใจคนมีนางฟ้าและปีศาจมากกว่าหนึ่งตัว บางที

อาจจะมีเป็นพันๆตัวเลยทีเดียว)

  

เปรียบเทียบได้กับโลกหลากหลายวัฒนธรรม

ที่ถูกย่อส่วนลงมาไว้ในจิตใจ

  

และโลกภายในใบนี้ ถ้าอยากจะสงบสุข

ก็อาศัยความเป็นกลางเช่นเดียวกัน

  

แต่ความเป็นกลางในจิตใจ ทำยังไง?

  

ถ้าตามรู้ตามดูในจิตใจไปเรื่อยๆ ดูให้ถี่ๆ

จะเห็นได้ว่าจิตใจเรานี่มันซื่อตรงเอามากๆ

ซื่อตรงต่อสิ่งที่มากระทบ

ถ้าสิ่งที่ชอบมากระทบ ก็ดีใจ (เป็นนางฟ้า)

ถ้าสิ่งที่ไม่ชอบมากระทบก็โกรธ หรือ หมองไป (เป็นปีศาจ)

จิตเหมือนกับเด็กๆ มันไม่เสแสร้ง เพราะเสแสร้งไม่เป็น

แต่เรามักจะไปเสแสร้งแทนมัน โดยการไปปรุงแต่งมัน

ไม่ค่อยยอมให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

เช่น เวลาโกรธก็ห้ามมันไม่ให้โกรธ เพราะไม่อยากเป็นคนไม่ดี

หรือเวลามันดีก็ห้ามมัน อย่าดีมาก เดี๋ยวไม่เท่

สังคมมีเงื่อนไขหลากหลายที่ทำให้เราต้องคอยห้ามจิตใจ

แต่การที่เราห้ามมัน นั่นแหละทำให้เกิดทุกข์

  

เวลาจิตใจทำงาน เปรียบเทียบได้กับน้ำกำลังไหลอยู่

แล้วเราเอามือไปขวาง ก็เกิดเป็นแรงเสียดทาน

หรือบางทีเราก็เอามือไปกวัก ช่วยให้น้ำไหลแรงขึ้น

ก็เกิดเป็นแรงเสียดทานอีก

การเข้าไปแทรกแซงจิตใจอย่างนี้ ทำให้จิตใจมีน้ำหนัก

และเกิดทุกข์ขึ้น

  

ดังนั้น การเป็นกลางต่อจิตใจคือไม่เข้าไปแทรกแซงมัน

ปล่อยให้มันทำงานไปตามธรรมชาติ  

และคอยตามรู้ไปเรื่อยๆเท่านั้น

(เรียกว่ารู้แบบไม่มีกิเลสก็ได้)

  

มนุษย์ชอบแก้ไขความขัดแย้ง พยายามทำให้มัน harmony

แม้แต่ภายในจิตใจของตัวเองก็ยังทำ เช่น ทำจิตใจให้มีแต่ด้านดี

มีแต่ความสุข หรือทำใจให้นิ่ง สงบ

ที่จริงความขัดแย้งเป็นธรรมชาติที่ไม่มีทางกำจัดออกไปได้

เราเพียงแต่เข้าใจผิดคิดว่า harmony คือ ความสวยงาม

คือความดี ความเหมาะสม คิดว่าถ้าทำได้แล้วจะดีแต่มันให้ผลในทางตรงกันข้ามมากกว่า   

เช่นเดียวกับโลกภายนอก การพยายามทำโลกให้ harmony

ก็ไม่เกิดประโยชน์ และทำให้สูญเสียมากขึ้น

(ต้องต่อสู้เพื่อได้มา ต้องกำจัดคนบางส่วนออกไป)

  

ที่จริงเราไม่ได้อยู่เหนืออะไรเลย

ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกหรือภายใน

เราไม่มีทางทำให้อะไร harmony ได้  

จะเห็นได้ว่าโลกและจิตใจมีธรรมชาติเดียวกัน

โลกเป็นพหุนิยม จิตใจก็เป็นพหุนิยมเช่นกัน

แต่ความเป็นกลางต่อโลกและจิตใจต่างกัน

  

จะเป็นกลางในโลก เราต้องเข้าไปรู้ ไปดู

ไปสัมผัสให้เห็นจริงถึงความแตกต่างหลากหลาย

จึงจะเป็นกลางได้

ส่วนเป็นกลางกับจิตใจ

เราเพียงแต่ดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง

  

ทั้งนี้เพราะเป้าหมายต่างกัน

ในทางโลก เรามีเป้าหมายเพื่อจะอยู่ร่วมกัน

ในโลกใบเดียวกัน จึงต้องเข้าไปคลุกคลีให้เข้าใจ

แต่ทางจิตใจ (ทางธรรม) เรามีเป้าหมายเพื่อ

จะหนีพ้นจากการครอบงำของมัน

จึงต้อง ออกมาทำความเข้าใจ

การเป็นกลางต่อโลกและจิตใจจึงต่างกัน

  

ซึ่งหมายความว่า ความเป็นกลางเองก็หลากหลาย

เช่นเดียวกับธรรมชาติของสิ่งอื่นๆ  

  

กุมภาพันธ์ 20, 2008

Don’t take the world seriously

Filed under: buddhism, philo — yodmanudying @ 12:20 am

 

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ถ้าจะเขียนหรือพูดธรรมะ คงต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นธรรมะ

เผื่อใครไม่ชอบจะได้ข้ามไปไม่ต้องอ่าน เราเกรงใจไม่อยากให้ใครต้องรำคาญ หรือเบื่อ

  

ช่วงหลังๆเราชอบธรรมะมาก ก็เลยพูดถึงบ่อย

ถึงจะพูดแต่กับคนสนิทๆ แล้วก็เขียนในบล็อกนี้

แต่ถ้าใครไม่ชอบก็คงรำคาญได้เหมือนกัน

เอาเป็นว่าถ้าเห็นหัวข้อขึ้นว่า Buddhism แล้วไม่อยากรู้ ก็ข้ามไปได้เลยนะจ๊ะ

  

ที่จริงคงต้องระวังหน่อย เวลาจะคุยกับใครเรื่องที่ตัวเองสนใจ

เพราะถ้าคนอื่นเค้าไม่สนใจด้วย เค้าคงเบื่อ

  พวกอาจารย์ปรัชญาก็บอกว่าเค้าจะไม่คุยปรัชญากับเพื่อนที่ไม่ใช่นักปรัชญา

แต่เราเป็นคนซื่อๆนะ (จริงจริ๊ง เชื่อเถอะ!) คิดอะไรในหัวก็พูดไปเลย

 

ยังไงในบล็อกนี้ก็ยังยืนหยัด เขียนสิ่งที่เราสนใจ เหมือนเป็นบันทึกโลกภายในของเรา 

มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนเดิมตลอด และไม่ได้สนุกมากมาย

  

หลังๆสนใจแต่เรื่องภายใน เรื่องความคิด จิตๆนี่แหละ ส่วนเรื่องภายนอกแทบไม่สนเลย

แต่เราก็ยังสามารถคุยกับคนอื่นๆได้อย่างสนุกสนานนะ เพราะเรารู้ว่าคนอื่นเค้าสนใจอะไรบ้าง

หรือถ้าไม่มีอะไรจะคุยจริงๆ ก็มีอยู่เรื่องนึงที่สามารถคุยได้กับคนทุกประเภท

เป็นเรื่องอะไร เอาไว้เฉลยข้างล่าง  

  

เข้าเรื่องเลยดีกว่า สืบเนื่องจากหัวข้อ

ที่เราอยากจะบันทึกไว้ก็คือ ความคิดว่า ที่จริงโลกไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนักหรอก

เพราะว่าโลกไม่ได้มีอยู่จริงๆ 

  

โดยตรรกะของเรามีดังนี้

  

1) โลกที่เกิดขึ้น ที่เรามองเห็น หรือสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสของเรา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เรารู้สึกว่ามันเป็นรูปธรรม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ คน หรือ เหตุการณ์ต่างๆในโลก

  

2) แต่เมื่อมันผ่านประสาทสัมผัสเข้ามาแล้ว มันจะเข้ามาอยู่ในจิตของเรา กลายเป็นเพียงภาพในหัว (เช่น ความทรงจำ) เป็นกระบวนการแปรรูปจากรูปธรรมให้เป็นนามธรรม  

  

3) ดังนั้น ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม มันจะมาจบในหัวของเรา (ในจิต) กลายเป็นเพียงภาพในหัว เป็นนามธรรมทั้งสิ้น

  

4) นอกเหนือจากนั้น จิตก็มีสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองอีก มันจะเข้ามาผสมปนเปกับสิ่งที่เรารับเข้ามาจากประสาทสัมผัส ซึ่งก็เป็นนามธรรมเช่นเดียวกัน

  

5) แปลว่า โลกทั้งหมด ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่ปรุงแต่งขึ้นเอง ในที่สุดจะเข้ามาอยู่ในจิตของเรา

  

6) แต่จิตมีธรรมชาติเกิดดับตลอดเวลา และรวดเร็วมาก เปรียบเทียบได้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่รันตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว แต่ตรงนี้เรายังไม่มีปัญญามองเห็น ที่มองเห็นได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของความคิด ความรู้สึกตลอดเวลา สังเกตว่าเราคิดอะไรเรื่องหนึ่ง มันจะอยู่ไม่นานก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น หรือไม่ก็มีเรื่องอื่นมาขั้นไว้เสมอ ไม่คงที่ได้นานๆ ไม่มีความคิด ความทรงจำ ความรู้สึกใดอยู่กับเราได้อย่างต่อเนื่อง มันเปลี่ยนแปลงแทบทุกนาที

  

7) เมื่อโลกอยู่ในจิต และจิตเกิดดับตลอดเวลา โลกจึงไม่มีจริง (‘ความจริงอาจจะมีหลายความหมาย บางคนบอกว่าความจริงคือสิ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นเลย หรือบางคนบอกว่าความจริงคือสิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน ในที่นี้เราให้ความจริงหมายถึง ความเสถียรถ้าโลกอยู่ในจิต แต่เสถียร โลกก็อาจจะมีอยู่จริงได้ แต่เมื่อมันเกิดดับตลอด ไม่เสถียร มันจึงไม่จริง)

   8) ดังนั้น โลกไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่น่ายึดถือ เพราะมันไม่มีอยู่จริง—don’t take the world seriously coz it doesn’t really exist!        

ที่เขียนคือ เขียนจากสิ่งที่พอมีปัญญามองเห็นได้ในบางครั้งบางคราวหลังจากดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไประยะหนึ่ง   รู้สึกดีใจที่ได้เข้าใจจากใจ (แม้จะชั่วขณะเดียว) ไม่ใช่แค่คิดเอาจากการอ่าน

  

แต่ถ้าเทียบเป็นความรู้ ทั้งทางพุทธ และปรัชญาฝรั่งก็มีพูดไว้ว่า โลกเป็นสิ่งสมมุติที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ อะไรต่างๆ มันไม่ได้มีจริงเลย (ไม่ได้เป็นรูปธรรม เราแค่รู้สึกว่ามันเป็นรูปธรรมเท่านั้น) แต่ตรงนี้เรายังไม่สามารถมีปัญญามองเห็นได้จริงๆ คงต้องอีกนานแสนนานเลย

  

ปล don’t take the world seriously, don’t take my blog seriously!

  

ปล2 เฉลย เรื่องที่คุยได้กับคนทุกประเภท ก็คือเรื่อง gossip ไง นินทาคนอื่นนะ โดยเฉพาะคนดังๆ ใครๆก็สนใจอยากฟัง เชื่อดิ! (ฮ่า ขำขำนะ)

 

บลอกที่ WordPress.com .