YodManudYing’s Blog

ตุลาคม 8, 2009

Nostalgia – หนังสือปกเขียว

Filed under: book — yodmanudying @ 2:20 am

 

green

 

วันก่อนไปร้าน waterstones ไปเดินดูหนังสือนิทาน มีความรู้สึกว่าอยากจะได้นิทานน่ารักๆสักเล่ม เอามาดูภาพเล่นๆและเอาไว้เป็นแบบวาดรูป แต่ดูไปดูมา จิตใจก็แว้บไปนึกถึงนิทานที่เราชอบมากสมัยเราเด็กๆ ชื่อว่า ‘หนังสือปกเขียว’ – จำได้ว่าตอนอายุประมาณห้าหกขวบ เราเปิดอ่านนิทานเล่มนี้ทุกวัน ในความทรงจำของเรา มันเป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ไปเจอหนังสือเวทมนต์เล่มใหญ่ๆปกสีเขียว บนห้องใต้หลังคา แล้วเขาก็เอาเวทมนต์มาลองทำดู ปรากฏว่า เขาสามารถแปลงร่างเป็นคนแก่ได้ ต่อมาเขาจึงใช้ร่างคนแก่ไปท้าเล่นการพนันกับพ่อแม่ และใช้เวทมนต์เอาชนะพ่อแม่ทุกเกม จนพ่อแม่หมดเนื้อหมดตัว ทำให้พ่อแม่ไม่กล้าเล่นการพนันอีกเลย (ที่เราจำได้ คือ ในเรื่องพ่อแม่ติดการพนันและเด็กผู้ชายอยากจะสั่งสอน ก็เลยแปลงร่างไปสอน)

 

green2 

green5

 

ที่เราชอบมากตอนนั้นเพราะรู้สึกว่า ห้องใต้หลังคามันดูลึกลับดี และยิ่งมีหนังสือเวทมนต์ก็ยิ่งลึกลับใหญ่ และอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เราอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาได้ทุกวัน คล้ายๆกับอยากค้นหาอะไรที่อยู่เบื้องหลังความลึกลับพวกนั้น รู้สึกเหมือนกับเรื่องมันยังไม่จบ

 

 green3

 

green4

 

ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เลยลองมาเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตดู เห็นมีหนึ่งเล่มของไทย  (ในเวบที่ขายหนังสือเก่า) แต่ขายไปแล้ว ก็เลยลองเสิร์ชในอเมซอนดู แล้วก็มีขายจริงๆด้วย! (เล่มภาษาอังกฤษนะ) ไม่น่าเชื่อเลยเพราะมันเป็นหนังสือเก่ามากแล้ว พิมพ์ตั้งแต่ปี 1962 เราก็เลยสั่งซื้อมา และเพิ่งได้วันนี้ หนังสือเล่มนี้ ถ้าเป็นของเก่า จะมีขายในราคาถูกมากๆ ตั้งแต่ 0.01 ปอนด์ขึ้นไปถึงสามสี่ปอนด์ แต่ถ้าเล่มใหม่เนี่ย ราคาตั้งร้อยปอนด์เลยเชียว! ก็น่าสงสัยอยู่นะว่าเล่มใหม่ เขาเอามาจากไหน ในเมื่อมันไม่มีพิมพ์มานานแล้ว

 

เล่มที่เราเพิ่งได้มา พอดูข้างหลังแล้วอึ้งเพราะเห็นราคาขายในสมัยนั้นแค่ 45 p ซึ่งเป็นราคาหนังสือที่ถูกกว่าสมัยนี้ประมาณสิบเท่า!! ตอนได้มาเราดีใจมากๆ (ตอนนี้ก็ยังดีใจอยู่เลย) ที่ได้เห็นภาพเดิมที่เคยเห็นสมัยเด็กๆ เรายังจำได้เป็นบางภาพ (แต่ว่าความจำมันก็เลือนรางไปมากแล้ว) และพอมาอ่านอีกทีก็เห็นว่า เล่มนี้มันไม่ได้เหมือนเล่มที่เราเคยอ่านเป๊ะๆ เพราะเรื่องราวมันละเอียดกว่า ยาวกว่า และรายละเอียดบางอย่างก็ผิดไปจากในความจำเราพอประมาณ (เราคงจำคลาดเคลื่อนไปเองแหละเช่น คนที่เป็นพ่อแม่ จริงๆแล้วเป็นลุงกับป้า และเขามีหมาหนึ่งตัวด้วย แต่เราจำไม่ได้)

 

พอลองอ่านใน wiki ก็เลยรู้ว่า คนเขียน – Robert Graves – ปกติเขาไม่ได้เขียนหนังสือเด็ก แต่เขียนพวก poems หรือไม่ก็หนังสืออ่านยากๆของผู้ใหญ่ แต่มีเล่มนี้เป็นหนังสือเด็กเล่มเดียวของเขา (ถ้าอ่านมาไม่ผิดนะ) ก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมนิทานเล่มนี้ถึงมีเนื้อหาแปลกไปจากนิทานเด็กทั่วๆไป

 

เราเคยพูดถึงเรื่องนี้กับเพื่อนเหมือนกัน เพราะบางทีมันก็แว้บๆเข้ามาในหัวเรา ทำให้เราอยากอ่านมันอีกสักที และเพื่อนที่เคยอ่านเหมือนกันก็มี คุ่น และลูกโป่ง ซึ่งบอกว่าชอบมากเหมือนกัน ตอนคุยๆกัน เราก็งงนะ ว่ามีคนอ่านเหมือนกัน เพราะความทรงจำตอนเด็กๆ บางทีมันเหมือนกับเรารู้อยู่คนเดียว คล้ายๆกับความฝัน แต่พอมีคนอื่นมารู้เหมือนกัน ก็เลยแปลกใจว่า เฮ้ย นี่มันเรื่องจริงนี่หว่า ไม่ได้ฝันไป! ไม่แน่นะ อาจจะมีคนรุ่นเราอ่านเรื่องนี้อีกเยอะแยะก็ได้ ถ้าใครผ่านๆมา แล้วเคยอ่าน บอกด้วยนะ อยากรู้!

กันยายน 22, 2009

Craving for success?

Filed under: book, diary — yodmanudying @ 10:25 pm

 

 success

 

ปกติเวลาเรากำลังคิดอะไรเครียดๆอยู่ เรามักจะมีหนังสือเล่มนึงเอาไว้อ่านเพื่อพักผ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายสบายๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านนิยายไม่สนุกเลย แม้แต่เล่มที่น่าจะชอบมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบแล้ว ตอนนี้ก็เลยใช้เล่มนี้เป็นเล่มพักผ่อน คุณ Gladwell เขาเขียนหนังสือสนุกใช้ได้เลย

 

ที่จริงเราว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่ได้โดดเด่น หรือแปลกแหวกแนวอะไร แต่วิธีการเล่าเรื่องของเขาสนุกดี นับว่าเป็นนักเขียนที่มีศิลปะในการเล่าเรื่องดีมากๆคนหนึ่งเลย, เคยเห็นไหม หนังสือสองเล่ม เล่าเรื่องเดียวกัน เล่มหนึ่งอ่านแล้วสนุก อิน อยากติดตามจนจบ หรือบางครั้งถึงขนาดทำให้อยากไปค้นคว้าหาประเด็นในเรื่องนั้นอ่านต่อไปอีก ในขณะที่อีกเล่มหนึ่ง อ่านไปสองสามแผ่นแล้วอยากเอาไปขว้างหัวหมาทันที เพราะเขียนได้น่าเบื่อเจียนตาย เรียกว่าเขียนหนังสือไม่เห็นใจคนอ่านเลยน่ะ (หนังสือปรัชญามีแบบนี้เยอะเลย โชคดีนะแถวนี้ไม่มีหมาเดินเพ่นพ่าน ฮ่าๆ) ซึ่งเราว่าคุณ Gladwell เขียนหนังสือได้สนุก ทำให้ประเด็นธรรมดาๆมันน่าสนใจขึ้นมาได้ (ในขณะที่ตัวเราเขียนได้น่าขว้างหัวหมา เริ่มรู้สึกสงสารคนอ่านบล็อกนี้แล้วสิ ฮ่าๆ)

 

ช่วงนี้ส่วนใหญ่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ สมุดบันทึกก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เราว่าคนเราถ้าไม่ได้พูดและไม่ได้เขียนอะไรเลย คงรู้สึกแปลกมากๆเลยเนอะ เหมือนที่นักปรัชญาบางคนเค้าพูดเอาไว้ว่า คนที่เป็นทาสในสมัยก่อน กลับกลายเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าคนเป็นนาย เพราะทาสได้ทำงานสร้างอะไรบางอย่าง (ที่เจ้านายสั่ง) ขึ้นมา และงานที่ทำนั้นก็ทำให้เค้ารู้สึกมีตัวตน—เหมือนเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นมาจากมือของเขาเอง และตัวตนของเขาก็แสดงออกมาในผลงานนั้น—ในขณะที่คนเป็นเจ้านายเพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้มีผลงานของตัวเอง จึงรู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง และเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งกว่าทาส, มาถึงสมัยนี้ เราคิดว่าคนที่บ้างาน ทำงานหนักมากๆ และมีผลงานเยอะแยะ ก็คงมีความรู้สึกเดียวกันนี้, บางคนอาจจะไม่ได้ต้องการความสำเร็จ แต่เพียงแค่ต้องการมี ‘ตัวตน’ ในความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น (เหมือนที่เรานั่งเขียนอะไรยิกๆในสมุดบันทึก ก็คงเพื่อความรู้สึกนี้ล่ะมั้ง)

 

แต่คุณ Gladwell เขาเขียนเล่มนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพียงเพื่อศึกษาการมี ‘ตัวตน’ อย่างที่เราอธิบายไป แต่เพื่อจะศึกษาเรื่องของ ‘ความสำเร็จ’ จริงๆ เขาต้องการรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จสูงๆนั้น ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง เราอ่านไปค่อนเล่มแล้ว เดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง เผื่อคนที่สนใจอยากจะประสบความสำเร็จ หรือช่วยให้คนอื่นสำเร็จ จะได้เอาไปประกอบการคิดนะจ๊ะ:

 

*โดยใจความหลักของหนังสือ เขาต้องการบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้เพียงพรสวรรค์ ความฉลาด(IQ) ความขยัน และความพยายามเท่านั้น เพราะว่ามันไม่พอ แต่ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย

 

*ปัจจัยแรก คือ เวลาเกิด – Gladwell ยกตัวอย่างว่า นักกีฬาฮ้อกกี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเกิดช่วงต้นปี เพราะตอนเด็กๆ (5-6 ขวบ) เวลาไปคัดตัวเป็นนักกีฬา เด็กที่เกิดก่อนจะตัวโตกว่า เล่นได้ดีกว่าและมักจะได้รับคัดเลือก ส่วนเด็กที่เล็กกว่ามักจะตกรอบไป และหมดโอกาสจะเป็นนักกีฬาอาชีพไปเลย นอกจากนักกีฬาแล้ว ในการเรียนก็เหมือนกัน เด็กที่เกิดช่วงต้นปี มักทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กเล็ก (ในช่วงแรกของการเรียน) จึงมักได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ และทำให้มีผลไปจนถึงตอนโต

 

*นอกจากเวลาเกิด ปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญ ก็คือ โอกาสที่จะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบโดยเร็ว และมีเวลาฝึกฝนกับสิ่งนั้นมากกว่า 10,000 ชั่วโมง – ซึ่ง Gladwell บอกว่า คนที่ได้ฝึกฝน (หรือหมกมุ่น) อยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจจนครบหมื่นชั่วโมง (หรือประมาณ 10 ปี) เท่านั้น จึงจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นและประสบความสำเร็จได้ – ดังนั้น คนที่มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อน ก็จะสำเร็จก่อน เช่น บิล จอย นักโปรแกรมเมอร์ชื่อดัง ได้มีโอกาสเริ่มเล่นคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ด้วยความโชคดีที่มหาวิทยาลัยที่เขาอยู่มีคอมพิวเตอร์พอดี (ซึ่งที่อื่นยังไม่มี) ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องใหญ่มากๆ บิล จอย หมกมุ่น ฝึกฝนทักษะอยู่นาน จนกลายเป็นอัจฉริยะในการเขียนโปรแกรมในที่สุด Gladwell บอกว่า บิล จอย ได้เปรียบตรงโอกาส และเวลาในการฝึกฝนที่มากกว่าคนอื่น ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

 

*อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ความสามารถในการสื่อสารเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ – Gladwell ยกตัวอย่างอัจฉริยะคนหนึ่ง ชื่อว่าChristopher Langan มีไอคิว 190 (ไอสไตน์ ยังแค่150) ตอนไปออกรายการเกมโชว์ เขาตอบคำถามได้หมดทุกข้อ และมีความจำดีเป็นเลิศ แต่กลายเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จ (ตามมุมมองของ Gladwell) เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐานในการเจรจากับคนอื่นเพื่อต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ควรได้ เช่น ตอนยังเด็ก ที่จริงเขาควรได้ทุน แต่เพราะผิดพลาดทางเอกสารบางอย่าง ทำให้เขาไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบนี้ ก็คงจะไปเจรจาต่อรองจนได้โดยไม่ยาก เพราะตามสิทธิก็ควรจะได้อยู่แล้ว แต่เพราะ Langan ขาดความสามารถและแรงจูงใจในด้านนี้ไป ทำให้เขาไม่ได้ทุน และไม่ได้เรียนต่อ พอโตขึ้นเขาก็พลาดโอกาสอื่นๆในชีวิตอีกมากมาย เพราะขาดการเจรจานี่เอง, Gladwell บอกว่า การมีไอคิวสูงมากๆไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไอคิวตั้งแต่ 130 ขึ้นไป (จนถึง 200) มีโอกาสสำเร็จเท่าๆกันหมด จะต่างกันก็ตรงโอกาสและการต่อรองให้เป็นนั่นเอง         

 

*และความสามารถในการเจรจา ก็มักมาจากการอบรมของครอบครัว โดย Gladwell บอกว่า เด็กที่เกิดมาในครอบครัวชั้นกลางและพ่อแม่มีการศึกษา จะรู้จักเรียกร้องสิทธิของตัวเอง รู้จักพูดความคิดเห็นของตัวเอง ในขณะที่เด็กในครอบครัวยากจนและพ่อแม่ไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก มักจะมีนิสัยยอมๆ และไม่กล้ายืนขึ้นสู้เพื่อตัวเองมากนัก โดยเฉพาะถ้าต้องมีการต่อรองอะไรกับเจ้าหน้าที่, คล้ายๆกับ Gladwell จะบอกว่า คนในครอบครัวยากจนจะกลัวเจ้าหน้าที่ กลัวคน (รู้สึกว่าตัวเองมีศักด์ศรีน้อย) และถ่ายทอดกรอบความคิดอันนี้ไปยังลูกๆด้วย ทำให้ลูกๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จ, คุณ Langan ก็เป็นหนึ่งในเด็กจากครอบครัวยากจน ที่ไม่มีทักษะในการต่อรอง แม้จะมีไอคิวสูงมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

*จังหวะของสังคม ณ ขณะนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ – Gladwell เล่าให้ฟังถึงชายเชื้อชาติยิวคนหนึ่ง (พ่อแม่เป็นชาวยิวอพยพในอเมริกา) ซึ่งต่อมาได้เป็นนักกฏหมาย และจัดตั้ง law firm ชื่อดังในนิวยอร์กขึ้นมาได้ เรียกว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะความฉลาด หรือความสามารถของเขาอย่างเดียว แต่เพราะว่าสถานการณ์ในนิวยอร์กตอนนั้น ที่ law firms ดังๆของฝรั่ง (ผิวขาว มีตระกูล จบโรงเรียน กม ดีๆ) เริ่มมีราคาแพงเกินไป และเปิดโอกาสให้กับ law firms เล็กๆของประชากรอันดับสองอย่างคนยิวอพยพได้มีโอกาสเติบโตขึ้นพอดี, Gladwell บอกว่า นี่เป็นเพราะจังหวะ และโอกาสมากกว่าความสามารถ  

 

*มีอีกหนึ่งบทใหญ่ๆในเล่ม ที่ Gladwell เขียนเล่าให้ฟังถึง การที่วัฒนธรรมเกาหลีมีผลทำให้เครื่องบินตกมากกว่าในวัฒนธรรมอื่น นั่นคือ ในสายการบินของเกาหลี ผู้ช่วยนักบินมักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับกัปตันมากนัก หรือไม่ก็มีแต่พูดอ้อมๆ พูดเลี่ยงๆ กลัวๆ เหมือนเด็กพูดกับผู้ใหญ่ เหมือนนักเรียนพูดกับคุณครู ซึ่งถ้าขณะนั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และกัปตันกำลังเหนื่อยมาก และถ้าผู้ช่วยไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ เครื่องบินมักจะตก, Gladwell เล่าว่า สถิติการตกของสายการบินเกาหลีมีมากจนเขาต้องจ้างคนมาทำวิจัยหาสาเหตุ และได้พบว่า วัฒนธรรมนั่นเองที่เป็นสาเหตุหลัก เมื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมแล้ว จำนวนเครื่องบินตกก็ลดลงมาก, นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จหรือไม่      

 

*ถ้าให้สรุป ก็อาจจะพูดสั้นๆได้ว่า สำหรับ Gladwell คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมากับ ‘ดวง’ ด้วย เพราะเวลาเกิด, โอกาสที่สังคม สิ่งแวดล้อมและสถานการณ์โลกมอบให้, รวมถึงลักษณะครอบครัว และวัฒนธรรม, ต่างไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะกำหนดเองได้เลย เรามีส่วนในการกำหนดก็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ (เช่น ความขยัน ความพยายาม) นอกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่โลกกำหนดไว้ให้เราหมดแล้ว

 

สิ่งที่ Gladwell เขียนมาฟังดูมีเหตุผลดี และทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น, อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามีปัจจัยมากมายเลยล่ะนะ ที่เราควบคุมไม่ได้, และคนที่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่งกว่าเรานักหรอก แต่เพราะว่าเขามากับดวง!! (เข้าข้างตัวเองเกินไปไม๊??)

 

น่าเสียดายว่า Gladwell เขาไม่ได้นิยามคำว่าความสำเร็จเอาไว้เลย ว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เช่น ต้องรวยขนาดไหน ต้องมีคนยอมรับในผลงานขนาดไหน ต้องมีอำนาจ มีชื่อเสียงขนาดไหน หรือ ต้องอยู่ในสังคมระดับไหน และตัวอย่างที่เขายกมาแต่ละคนก็ไม่ใช่แบบเดียวกันเลย (นักกีฬา โปรแกรมเมอร์ นักกฏหมาย นักบิน หรือเขาหมายถึงแค่คนดัง??) ดังนั้น ที่เขาพูดว่าคนอัจฉริยะ (อย่าง Langan) ที่ตอนหลังใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งคิดฟิสิกส์อยู่คนเดียวที่บ้านไร่ และยังไม่ได้เผยแพร่ผลงานเลย เรียกว่าเป็น failure เราก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาเอาอะไรมาวัดบ้าง

 

แล้วความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับความพอใจของคนๆนั้น หรือขึ้นกับมาตรฐานสังคมกันแน่?

 

ปล เดี๋ยวนี้ไม่ชอบอ่านนิยายแล้ว แต่ดันเขียนพล็อตนิยายไว้อย่างยาว—เขียนจากความฝันน่ะ เพราะเราชอบฝันอะไรแปลกๆ พิศดาร

ปล2 เคยฝันเห็นคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไหม เราว่ามันน่าแปลกมากเลย ที่จิตใต้สำนึกของเรามันสามารถสร้างตัวคนที่มีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ไม่เคยเจอ และไม่ได้มีการวางแผนไว้ก่อน

ปล3 หมู่นี้ชาวบล็อกเกอร์แถวๆนี้ค่อนข้างเงียบๆน้อ ไม่ค่อยเขียนเท่าไหร่เลย เอ้า คึกคักหน่อยพวกเรา!! (ทำเป็นปลุกระดม ตัวเราก็เงียบไปนานเหมือนกัน ฮ่าๆ)

มิถุนายน 25, 2009

สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่เป็น

Filed under: book, philo — yodmanudying @ 5:36 pm

Frankfurt_ontruth

 

HBD to me (24 June) เย้ๆ, ว่าจะมาโพสต์วันเกิดแต่ดันมาไม่ทัน – -’

 

วันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือของคุณ Frankfurt (คนที่เขียน On Bullshit) แต่เล่มนี้เป็นเล่มใหม่ ชื่อว่า On Truth

 

เนื่องจากเขาต่อต้านการ bullshit ในเล่มที่แล้ว เขาก็เลยเขียนเล่มนี้ตามมาเพื่อบอกว่าเขาสนับสนุน truth (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bullshit) ยังไง เราอ่านด้วยความคาดหวังสูงเพราะชอบเล่มก่อนๆของเขามาก แต่ปรากฏว่า FF (ขอเขียนย่อชื่อ Frankfurt แบบนี้แล้วกัน) ฝีมือตก เพราะเล่มนี้ไม่มันส์เท่าเล่มก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นมันกว้างมาก แต่มีพื้นที่เขียนน้อยเกินไป

 

FF บอกในหนังสือว่า เรื่องของความจริงนี้ ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม (คล้ายๆกับเป็น common sense ใครๆก็ต้องรู้ด้วยตัวเองได้ว่า ความจริงคืออะไร) และพวกเราควรจะเชื่อในความจริงเพราะมันมีประโยชน์มากกว่าไม่เชื่อ เช่น ถ้าเราไปหาหมอที่ไม่เชื่อในความจริง หรือคิดว่าความจริงไม่มีในโลก เราก็จะไม่เชื่อในตัวหมอว่าจะรักษาให้เราหายได้ แล้ว FF ก็โจมตีพวกโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นพวกไม่สนใจความจริง และคิดว่าสิ่งต่างๆแปรผันไปตามมุมมองทั้งหมด—คล้ายๆกับ FF กำลังโจมตีว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์เป็นพวก Bullshiters นั่นเอง

 

แต่เราอ่านแล้วรู้สึกตะหงิดว่า เวลา FF พูดถึงความจริง เขาจะยกความจริงที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมา เช่น เรื่องอากาศ และเรื่องอื่นๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และรับรู้ได้จากการเห็นหรือจากประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่คิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นจะต่อต้าน เช่น ถ้าเรากำลังปวดท้องตัวงออยู่ ก็คงไม่มีโพสต์โมเดิร์นนิสต์คนไหนมาบอกว่า ‘หญิงไม่ได้ปวดหรอก หญิงคงจะคิดไปเอง’ ถ้ามีใครพูดแบบนี้ ก็คงต้องเรียกว่า bullshit จริงๆ ก็คนกำลังปวดอยู่นี่ จะบอกว่าไม่ปวดได้ยังไง

 

แต่ที่พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า ความจริงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนั้น เขาหมายถึง ความจริงที่นอกเหนือการรับรู้ เช่นเรื่องของกฏเกณท์ในธรรมชาติ ความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้คืออะไร พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมอง และไม่มีมุมมองอันไหนอันหนึ่งที่เป็นความจริงแท้, FF โจมตีพวกโพสโมเดิร์นว่า bullshit ที่ไม่เชื่อในความจริง แต่ FF เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความจริงในรูปแบบนี้เลย เช่น ไม่ได้บอกว่า ทำไมเราต้องเชื่อในความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันมีจริงๆแน่หรือเปล่า มันคืออะไร หรือมันอยู่ที่ไหน 

 

เราขอเรียก ข้อเท็จจริง ว่า ‘ความจริงที่เห็น’ และเรียก ความจริงที่เป็นนามธรรม อย่างความดี ว่า ‘ความจริงมากกว่าที่เห็น’ และจากข้อสังเกตของเรา ดูเหมือนว่า คุณ FF เขาจะเล่นขี้โกงด้วยการทำคอนเซ็ปต์สองอันนี้ให้เบลอมากจนดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้น เขาก็ยกเอา‘ความจริงที่เห็น’(ซึ่งเถียงง่ายกว่า) ขึ้นมาเถียงเพื่อเอาชนะ โดยการบอกว่าเราจะมองข้าม ‘ความจริงที่เห็น’ ไปไม่ได้ เพราะถ้าเรามองข้าม เราจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก (เช่นถ้ามีสึนามิเกิดขึ้นแล้วผู้คนต่างบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง สังคมคงแปลกพิศดารเลยทีเดียว) การเถียงแบบนี้ทำให้เขาดูมีเหตุผลดี และเถียงชนะได้ง่าย แต่ถ้ามองดูให้ดีๆจะเห็นว่า เขากำลังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ เขาย้ายจากคอนเซ็ปต์หนึ่งไปสู่อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง โดยที่คนอ่านไม่ทันรู้ตัว—ใช่ นักปรัชญาก็โกงเป็นนะ แต่โกงด้วยตรรกะแบบนี้เอง   

 

บอกไว้ก่อนว่า เราอาจจะเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปก็ได้นะ เพราะคนระดับ FF ไม่น่าเล่นโกงแบบนี้ บางทีเราอาจจะเป็นคนที่ ‘เข้าไม่ถึง’ ความคิดของเขาเองก็ได้ แต่นี่ก็เป็นความคิดแรกหลังจากที่อ่านจบ

 

FF บอกให้เราเชื่อในความจริงเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมมากกว่าที่จะไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าความจริง (มากกว่าที่เห็น) มันมีอยู่แน่หรือเปล่า หรือถ้ามันมีอยู่ เราจะสามารถไปรู้มันได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน เช่น เราไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันมีอยู่แน่หรือเปล่า มีอยู่ในรูปแบบไหน และเราก็ไม่รู้อีกว่าจะไปรู้และเข้าใจมันได้อย่างไร ทีนี้ถ้าเราทำตาม FF ด้วยการเชื่อไปก่อนว่ามี เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าที่จะไม่เชื่อ ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเรา bullshit กับตัวเราเองน่ะสิ—ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่แกล้งเชื่อไปก่อน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้น FF ก็เป็น bullshiter เสียเองน่ะสิ   

 

เขียนไปแล้วดูเหมือนเราคัดค้าน FF เลยนะ ที่จริงก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น แต่ก็มีประเด็นที่เราชอบด้วยเหมือนกัน คือ FF เขาบอกว่าเวลาที่ใครโกหก แล้วเราเชื่อเขา มันไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นทรยศเราอย่างเดียว แต่หมายถึงสัญชาตญาณในตัวเราเองก็ทรยศเราด้วยเหมือนกัน ที่บอกให้เราเชื่อถือคนที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นถ้ามองแค่ภายในตัวเราแล้ว จะเห็นว่ามันเกิดความขัดแย้งขึ้น คือสัญชาตญาณของเราขัดแย้งกับความจริง และ FF บอกว่าการที่คนเรามีความขัดแย้งภายในแบบนี้ คือการที่เรากำลังทำตัว ‘ไร้เหตุผล’ อยู่ เพราะคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง (ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่เชื่ออะไรที่ขัดแย้งกับความจริง) เราอ่านความคิดของเขาแล้วชอบ คือชอบในตรรกะของเขา แต่ไม่ได้เห็นด้วย เพราะสำหรับเรา ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง (ทั้งภายในและภายนอก) ต่างหากที่ไร้เหตุผล

 

แล้วเราก็ชอบที่ FF เล่าถึงเรื่องของ Shakespeare ซึ่งบอกว่า การโกหกบางครั้งก็เป็นการแสดงความจริงใจได้เหมือนกัน เช่นในเรื่อง sonnet 138 ผู้ชายในเรื่อง โกหกสาวคนรักของเขาว่าเขายังหนุ่มอยู่ ส่วนสาวคนรักซึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองโกหกก็แกล้งทำเป็นเชื่อ ในขณะที่ผู้ชายเองก็รู้ว่าสาวคนรักแกล้งทำเป็นเชื่อ เขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อต่ออีกทีว่าสาวคนรักเชื่อเขา กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโกหกกัน แต่เป็นการโกหกเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่โกหกเพื่อหลอก, FF บอกว่าถ้าต้องโกหกในลักษณะนี้ เขาสนับสนุนเต็มที่ และเราก็ว่าน่ารักและโรแมนติกดีจัง      

 

เขียนมายาวแล้ว โดยสรุปคือ เราเห็นต่างจาก FF, เราไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธสิ่งที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่เกิดขึ้น แม้แต่พวกโพสต์โมเดิร์นก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธก็มีเพียง ‘ความจริงที่นอกเหนือจากการรับรู้’ เท่านั้น

 

ปล บล็อกวันนี้เป็นปรัชญามาก อ่านยากไปนิดนึงรึเปล่านะ รีบๆเขียนซะด้วยสิ (ไม่อยากเป็น lazy girl น่ะ ฮ่าๆ)

ปล2 มีหนังสือบอกว่า ผู้หญิงมักมีจินตนาการสูง มองอะไรเกินกว่าความจริงเสมอ เราก็เลยพยายามที่จะมองให้ได้ว่า ‘สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เป็น’ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น

พฤษภาคม 11, 2009

โอโมเตะกับอุระในย่องเบาเข้าญี่ปุ่น

Filed under: book — yodmanudying @ 5:04 pm

 

ย่องเบา

 

เพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณโตมร ศุขปรีชาจบไป เป็นหนังสือที่เอามาเองจากเมืองไทยแต่เก็บไว้นานเพิ่งจะเอามาอ่านตอนนี้ ขอสารภาพว่าตอนแรกๆที่ซื้อมาเราเปิดข้ามไปอ่านเรื่องเนื้อปลาวาฬเลย โดยไม่ได้อ่านคำนำหรือบทก่อนหน้านั้น ซึ่งในตอนเนื้อปลาวาฬ เราเห็นเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการกินเนื้อปลาวาฬว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร อ่านแล้วก็แอบคิดในใจว่า เล่มนี้น่าเบื่อแหงๆ เพราะเรานึกว่าคุณโตมรเขียนถึงเรื่องราวและผู้คนที่ไปพบเจอที่ญี่ปุ่น แล้วเอามาเล่าแบบสารคดิ

 

แต่พอมาเปิดอ่านอีกทีตั้งแต่ต้นและได้รู้ประเด็นของหนังสือก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด เล่มนี้สนุกมีมิติและเป็นการเขียนถึงญี่ปุ่นในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน (เอ่อ อย่างน้อยก็ในสายตาคนอ่านหนังสือน้อยเล่มอย่างเราอ่ะนะ) คือเขียนถึงปรัชญาโอโมเตะและอุระ (นอกใน) ที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมเกือบทั้งหมดของชาวญี่ปุ่น ในความรู้สึกของเราหลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าโอโมเตะและอุระเป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ใจกลางจิตใต้สำนึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (เว่อร์ไม๊เนี่ย) คือไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะทำอะไรก็ตามจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างเรื่องภายใน (ความรู้สึกในใจ หรือสิ่งที่ปิดบังไว้) กับเรื่องภายนอก (ชื่อเสียงหน้าตาหรือความเป็นส่วนหนึ่งในสังคม) และสิ่งนี้มันแฝงอยู่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการห่อของ การกิน การอาบน้ำ หนังโป๊ การจัดถนน ไปจนเรื่องใหญ่ๆอย่างความรัก การทำงาน จนถึงการเมือง เรื่องของนอกในนี้ เราพอจะรู้มาก่อนบ้างนิดหน่อย แต่ไม่คาดคิดว่าจะแฝงอยู่ในทุกๆเรื่องของชีวิตชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ ถือว่าเป็นความเข้าใจใหม่สำหรับเรา ซึ่งดีทีเดียว เพราะต่อไปเวลาที่ต้องตีความอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นจะได้ไม่ตื้นเขินเหมือนเดิม  

 

สิ่งที่เด่นอีกอย่างในเล่มคือ วิธีการเล่าเรื่องของคุณโตมรซึ่งเป็นแนวญี่ปุ่นมากๆ (ฮ่า) คือเล่าแบบลึกลับเป็นปริศนาแต่ขณะเดียวกันก็น่ารักคิกขุ (คือไม่ได้ลึกลับแบบขนลุกแต่ลึกลับแบบน่ารักๆ) อ่านแล้วน่าติดตามดี มีตัวละครในนิยายมูราคามิเข้ามาร่วมเล่นด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ คุณโตมรบอกว่า คนญี่ปุ่นมีตัวตนที่มั่นคงมาก ขนาดเปิดรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติได้เต็มที่โดยไม่ถูกกลืน แถมไปๆมาๆยังเอาชนะต่างชาติได้อีก คือเอาของต่างชาติมาปรับให้เป็นแบบญี่ปุ่นและดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะของกิน ศิลปะ ดนตรี ของไฮเทคและอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในส่วนลึก คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกอยากเอาชนะต่างชาติเสมอ จึงทำให้เขาเปิดรับเพื่อเรียนรู้คนอื่นเต็มที่ และพยายามจะทำให้ดีกว่าให้ได้ ทำให้เราอยากรู้ว่าความรู้สึกอยากเอาชนะคนอื่นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาได้ยังไง และปลูกฝังกันยังไงถึงกลายเป็นลักษณะนิสัยโดดเด่นประจำชาติไปได้ ฟังดูอาจจะเหมือนคำถามปัญญาอ่อน ประเภทว่าวัฒนธรรมเกิดมายังไงและสืบทอดยังไง แต่ประเด็นนี้เราว่ามันน่าสนใจจริงๆนะ เพราะถึงญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองยังไงก็ไม่เท่าชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษฝรั่งเศสในอดีต ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกอยากเอาชนะ อยากเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ในขณะที่คนตะวันตกที่เคยเป็นผู้ชนะมาตลอดกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้ (เช่นคนอังกฤษจะเป็นแนวอยากรักษาสิ่งที่ตัวเองมีไว้ มากกว่าอยากเอาชนะคนอื่น)

 

พออ่านไปจนจบเล่มแล้วเหมือนได้รู้ซึ้งว่า โอโมเตะกับอุระมีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นขนาดไหน จนทำให้อยากรู้ว่า คนญี่ปุ่นเองเขามองเห็นบ้างหรือเปล่า ว่าสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขาขนาดไหน อยากรู้ว่าเขามองเห็นตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นมากน้อยแค่ไหน หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองของคนนอกที่มองเข้าไปแล้วตีความเอาเอง

 

โดนรวมหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องนามธรรม แนวๆปรัชญา แนวๆที่มาความคิดนึกของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมแบบหนังสือพาเที่ยวทั่วไป ก็เลยทำให้ถูกใจคนชอบนามธรรมอย่างเราไป ส่วนเรื่องเล่าของชีวิตคุณยายซามูไร (เป็นยังไงต้องไปอ่านเอาเองนะจ๊ะ) ทำให้เราอยากหยิบหนังเรื่องโอชินขึ้นมาดูต่อ (เพราะเวลาฟังชีวิตคนสมัยก่อนที่รำเค็ญๆบางทีก็ทำให้รู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากขึ้นโขเลย) และตอนนี้ก็ได้สั่งซื้อหนังสือ getting wet (เกี่ยวกับออนเซ็น) ที่มีแนะนำอยู่ข้างหลังเล่มไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมษายน 22, 2009

ทารกตัวโต

Filed under: book — yodmanudying @ 1:42 am

big-babies

 

อ่านหนังสือ Big Babies or Why can’t we just grow up ของ Michael Bywater ไปนิดหน่อย แล้วคิดอะไรได้นิดหน่อย ก็เลยมาเขียนไว้นิดหน่อย (ฮ่าๆ) ที่ว่าอ่านไปนิดหน่อยเนี่ย คือ นิดหน่อยจริงๆนะ ยังไม่จบบทแรกเลย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านต่อแล้ว

 

จากที่อ่านไปนิดหน่อย เราว่า Bywater เขียนหนังสือได้ตลกดี แต่ก็อาจจะตลกมากเกินไป เพราะว่าพอเปิดหนังสือขึ้นมาเราเห็นมุกตลกกระจายเกลื่อนเต็มหนังสือไปหมด จนหลายครั้งเราต้องอ่านข้ามๆไปเลย ก็คนเราไม่ได้มีเวลาและอารมณ์ไว้สำหรับความตลกตลอดนี่นะ สำหรับใจความหลักๆของหนังสือ เราเข้าใจ(เอาเอง)ว่าเขากำลังวิพากษ์วัฒนธรรมของโลกทุนนิยมตะวันตกอยู่ หรือถ้าพูดรวมๆไปเลย ก็คือวิพากษ์ระบบทุนนิยมประชาธิปไตยนั่นเอง Bywater เริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยการบอกว่า ‘Something has gone wrong’—ทำไมต้องมีคนคอยบอกเราตลอดเวลาว่าเราควรจะกินอะไร อาหารอะไรมีประโยชน์บ้าง วิตามินอะไรต้องกินเพิ่ม เราควรใช้อะไรทาหน้าให้ผิวดี เราควรจะใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี เราควรทำยังไงถึงจะหายเครียด มีบอกทั้งในทีวี วิทยุ และในหนังสือ how-to ที่มีเกลื่อนแผงไปหมด ดูเหมือนว่าระบบทุนนิยมจะให้ข้อมูลกับคนมากเกินไปจนเหมือนกับเห็นคนเป็นเด็กทารกยังไม่โต คิดอะไรเองไม่เป็น แต่ไม่ใช่แค่ระบบทุนนิยมเท่านั้น ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เห็นแก่สิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นใหญ่ ก็ชอบทำกับประชาชนแบบทารกตัวโตด้วยการดูแลไปหมดทุกเรื่องเหมือนกัน ตั้งแต่การมีเพศสัมพันธ์ (อย่าลืมใส่ถุงยาง) การมีลูก (ควรจะมีกี่คน) การขับรถ (อย่าให้เร็วเกินไป และอย่าเมา) จะไปไหนก็มีป้ายบอกเป็นสิบป้าย หรือแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อนยังต้องมีป้ายเตือนให้ระวังสะดุด จะขึ้นรถไฟฟ้าก็มีเสียงเตือนให้คอยระวังช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลา นอกจากนี้ เวลาประชาชนคุยโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต หรือจะเดินไปไหน จะทำอะไร รัฐก็ต้องรู้ไปหมดทุกอย่าง (แน่นอนรัฐมีวิธีที่จะรู้ได้ โดยประชาชนไม่รู้ตัว) แต่ที่เข้าไปสอดส่องดูแลทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งสิ้น เหมือนๆกับพ่อแม่ที่ต้องการปกป้องลูกน้อยด้วยการแอบดูว่าลูกคุยโทรศัพท์กับใคร เรื่องอะไรบ้าง วันนี้ลูกอาบน้ำหรือยัง

 

แต่ถ้าสังคมจัดการอะไรๆให้ประชาชนหมดทุกเรื่องแบบนี้ ประชาชนจะกลายเป็นทารกตัวโต ที่ไม่เคย(และไม่มีโอกาส)ได้รู้จักตัวเอง ก็จะเอาเวลาที่ไหนมารู้จักตัวเองในเมื่อจะขยับไปไหน จะทำอะไรก็มีแต่คนคอยบอกๆๆ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนไม่นับถือตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ขาดความรับผิดชอบ และขาดการใช้วิจารณญาณที่ดี

 

ดูเหมือนว่าโดยตัวระบบแล้วจะหวังดีกับประชาชน อยากดูแล อยากให้ประชาชนมีเสรีภาพมีความปลอดภัยเต็มที่ เหมือนกับที่พ่อแม่อยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกเต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้ามคือ ประชาชนกลับรู้สึก ขาด’—ขาดเพราะอะไร? ก็เพราะประชาชนไม่ใช่ทารก ไม่ได้ต้องการการดูแลมากแบบทารก พอถูกดูแลมากเกินไป จึงรู้สึกขัดแย้ง รู้สึกว่าความต้องการที่แท้จริงไม่ได้รับการเติมเต็ม นี่อาจจะเป็นสาหตุหนึ่งที่ทำให้คนในระบบทุนนิยมไม่ค่อยมีความสุข เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่จริง จะต้องสามารถปกครองตัวเองได้ คิดเอง ตัดสินใจเองได้ เลือกสิ่งต่างๆเองได้ ไม่ใช่มีคนมาคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ถึงแม้จะเอามาให้ในรูปแบบของทางเลือก (choices) แล้วบอกว่า เราแค่ให้ข้อมูลเท่านั้นส่วนคุณเป็นคนเลือกเอง แต่ถ้าเอามาให้มากเกินไป คนรับก็จะกลายเป็นเหมือนเด็กสปอยล์คนหนึ่ง ที่พ่อแม่เอาของเล่นมาให้เลือกเยอะแยะมากมาย จนไม่รู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองต้องการเล่นอะไร

 

ทุนนิยมประชาธิปไตยกลายเป็นวัฒนธรรมของการประเคนและปกป้อง โดยเอาความสะดวกปลอดภัยและมนุษยธรรมขึ้นมาอ้างเพื่อเข้าจัดการกับชีวิตของประชาชน เหมือนกับที่พ่อแม่จัดการให้กับทารก โดยผลที่ตามมาคือ หนึ่ง ทำให้ประชาชนรู้สึกขาด รู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าภายในใจ เพราะไม่รู้ว่าที่แท้ตัวเองคือใครและต้องการอะไรกันแน่ ถ้าพูดตามแบบฝรั่งก็คือ ขาดความรู้สึก และความสามารถในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง (autonomy) นั่นเอง ซึ่งน่าแปลกเพราะระบบนี้มีขึ้นเพื่อสร้าง autonomy แต่กลับให้ผลตรงข้าม สองคือ บางทีการเข้าปกป้องสิทธิเสรีภาพมากๆด้วยการเข้าจัดการกับชีวิตคนมากไป กลับเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพเสียเอง มองดูคล้ายกับเป็นเผด็จการแบบโอ๋ๆมากกว่า

 

แต่ถ้าไม่ให้รัฐปกป้องประชาชนเลย แล้วจะมีรัฐไว้เพื่ออะไร คำถามก็คือ ความพอดีอยู่ตรงไหน เปรียบเทียบเหมือนพ่อแม่ที่ดูแลปกป้องลูกมากเกินไปก็กลายเป็นทำให้ลูกไม่มีตัวตน ขาดอิสระ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ปกป้องลูกเลย ลูกก็ขาดที่พึ่งและไม่ปลอดภัย แล้วตรงจุดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี

 

มองดูประเทศไทยบ้าง คุณสมบัติของความเป็นทารกคุณสองได้เลย เพราะนอกจากเราจะรับเอาวัฒนธรรมทารกมาจากต่างชาติแล้ว วัฒนธรรมของเราเองก็ส่งเสริมความเป็นทารกอย่างยิ่งอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาบัน แม้แต่เรื่องของกระแสทางความคิดความเห็น เราก็มักจะรอให้มีผู้นำกระแสขึ้นมาสักคนสองคน มาบอกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี หรือมาบอกว่าใครดีใครชั่ว แล้วพวกเราก็เกาะกระแสไปด้วยกันอย่างสามัคคี (และไม่สามัคคี) เราอาจจะมองคนไทยในแง่ลบเกินไปก็ได้นะ แต่เรามองจากตัวเราเองที่เป็นคนไทยนี่แหละ เพราะเราก็มีระดับความเป็นทารกสูงมากคนหนึ่ง ทีนี้ถ้าถามว่าทางออกคืออะไร จะเป็น 1) แก้ที่วัฒนธรรมของเราเพื่อไปเป็นทารกตัวโตอย่างที่ต่างชาติเขาเป็นกัน (ที่พวกเราเรียกกันว่า เป็นสากล ทั้งๆที่คำว่าสากล อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย) หรือ 2) แก้หลักการต่างๆเพื่อให้มาสอดคล้องกับวัฒนธรรมของเราเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะเป็นทารกตัวเล็กแบบไทยๆต่อไป

 

จะเลือกทางไหน เราไม่ขอออกความเห็นเพราะ เราไม่รู้จริงๆว่าการยืนยันที่จะเป็นทารกต่อไปไม่ว่าจะตัวโตหรือตัวเล็กมันจะดีจริงๆหรือไม่

 

 

ปล ที่เขียนนี่คือเราตีความเอง วิจารณ์เอง ในหนังสือไม่ได้เขียนว่า ทุนนิยม หรือว่าประชาธิปไตยหรอก และท่าทางเขาจะต่อต้านการให้คำจำกัดความใดๆเสียด้วย อันที่จริงเราก็ไม่ควรเขียนลงไปเหมือนกัน เพราะความหมายของคำมันกว้างและหลากหลายเหลือเกิน แต่เราต้องการให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่กำลังพูดถึงเท่านั้นเอง

 

ปล2 เราไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าทุนนิยมประชาธิปไตยเป็นระบบที่ไม่ดี และเผด็จการดีกว่านะ แต่เราแค่มองระบบการเมืองเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเป็นสิ่งที่สมควรจะวิจารณ์ได้

   

 

 

 

 

มีนาคม 30, 2009

Murakami—the runner

Filed under: book — yodmanudying @ 11:01 pm

murakami

 

ตอนนี้กำลังอ่านเล่มใหม่ของมูราคามิอยู่ค่ะ ชื่อว่า What I talk about when I talk about running เป็นความเรียงเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนของมูราคามิ ทั้งประวัติการวิ่งของเขาที่ประเทศต่างๆ วิธีการฝึกวิ่ง ความคิดและความไม่คิดของเขาในขณะวิ่ง ซึ่งทั้งหมดเขาเอามาโยงเข้ากับชีวิตการเขียนหนังสือของเขาได้อย่างน่าสนใจ เล่มนี้มีปรัชญาชีวิตและการทำงานของเขามากมาย ใครอยากรู้จักตัวตนของมูราคามิห้ามพลาดเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เรายังอ่านไม่จบ เหลืออีกนิดหน่อย แต่ก็มาเขียนถึงแล้วเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรทำ พูดง่ายๆ คือว่างมากนั่นแหละ ฮ่าๆ แต่หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานเขียนหนังสือ อ่านแล้วจะได้เปรียบเทียบกับตัวเอง น่าจะได้มุมมองที่ไม่เคยมองมาก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่า ถ้าเนื้อหาแบบเดียวกันนี้แต่เป็นคนอื่นเขียน จะเขียนได้น่าสนใจเท่านี้หรือเปล่า เล่มนี้ถึงจะไม่ใช่นิยายแต่ก็ทำให้เราติดหนึบได้เหมือนกัน

 

ปล ที่จะเขียนต่อไปไม่ใช่สรุปสิ่งที่อ่าน แต่เป็นบันทึกความคิดที่เราจดเอาเอาไว้เป็นประเด็นๆ เลยยกมาแบบแยกประเด็นอย่างนี้เลยแล้วกัน มันอาจจะไม่ติดปะต่อกัน แต่ขี้เกียจเรียบเรียงใหม่แล้ว

ปล2 ใครไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านเล่มจริงก็ยังไม่ต้องอ่านที่เราเขียนนะ เพราะว่าสปอยล์เยอะ

 

วิ่งดูจิต

มูราคามิเล่าว่ากีฬาที่เขาชอบมากจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว เพราะเขาไม่ชอบการเล่นอะไรเป็นทีม ดังนั้นเขาจึงชอบวิ่งและว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ ตอนหลังเขาเพิ่มขี่จักรยานเข้ามาด้วย กลายเป็นไตรกีฬา แต่ก่อนที่เขาจะหันมาเล่นไตรกีฬา เขาวิ่งก่อน คือวิ่งทุกวันวันละเป็นชั่วโมงๆ และลงแข่งวิ่งมาราธอนตามประเทศต่างๆทุกปี เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้ว

 

ก่อนที่จะอ่าน เราเดาเอาว่ามูราคามิจะเขียนถึงสิ่งที่เขาคิดเวลาวิ่ง เช่นเขาอาจจะคิดพล็อตนิยายได้ตอนวิ่ง แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาบอกว่า ขณะที่เขาวิ่ง เขาจะไม่คิดอะไร หรือเรียกได้ว่าไม่พยายาม/ไม่เจตนา/ไม่ตั้งใจจะขบคิดอะไรเป็นพิเศษ เขาปล่อยใจให้สบายๆ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เห็นความคิดของตัวเองมากมายวิ่งผ่านมาผ่านไป ลักษณะเหมือนการวิ่งดูจิต แบบเดียวกับการทำวิปัสสนาในศาสนาพุทธเลย ทำให้เราคิดว่า ถ้าเขาไม่ได้อ่านเกี่ยวกับศาสนามาก่อนและตั้งใจทำตาม เขาก็คงต้องเคยเป็นพระมาในชาติก่อนๆแน่ ถึงสามารถทำวิปัสสนาได้ทั้งๆที่ไม่ได้เรียน 

murakami_signture

 (ลายเซ็นน่ารัก)

A Pluralist

ในเล่มนี้ มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่เยอะ (คล้ายๆกับคำคมนะ) แต่มีตอนหนึ่งที่ทำให้เราสะดุดมาก เขาเขียนว่า so the fact that I’m me and no one else is one of my greatest assets. (p19)’ แสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นตัวเองว่าแตกต่างจากคนอื่น และดูเหมือนเขาก็จะมองว่าคนอื่นๆก็ล้วนแตกต่างจากกัน เป็นมุมมองแบบของ pluralists ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม และจากที่เราอ่านนิยายเรื่อง After Dark เราก็รู้สึกอยู่แล้วว่ามูราคามิเป็น pluralist คนหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เรานึกถึง Isaiah Berlin เพราะ Berlin ก็เคยพูดไว้ทำนองนี้ว่า ถ้าเรามองเห็นตัวเองแตกต่างจากคนอื่น (unique) เราถึงจะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ (หมายความว่าถ้าเรามองเห็นตัวเองเป็นคนตามมาตรฐาน ไม่unique เราก็จะมองคนอื่นอย่างนั้น และถ้าใครผิดไปจากมาตรฐานก็ถือว่าผิด รับไม่ได้) แปลว่าการจะเป็น pluralist หรือไม่ การจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีมุมมองต่อตัวเองอย่างไร ตอนนี้เราเริ่มสงสัยแล้วว่า คนส่วนใหญ่เขามองตัวเองยังไงกันนะ? แตกต่างหรือไม่แตกต่าง?

 

murakami2

ความยากลำบาก

โดนส่วนใหญ่มูราคามิจะไม่ได้บรรยายถึงการวิ่งในลักษณะของการออกกำลังที่รื่นรมณ์มีความสุข แต่จะบรรยายถึงความเหนื่อยยากในการฝึก และความเหนื่อยยากในการวิ่งให้ถึงเส้นชัย เป็นความทรมานมากกว่ารื่นรมณ์ ทรมานทั้งหิวน้ำ ปวดขาและเหนื่อยแทบขาดใจ จนเขาอยากจะเลิกวิ่งแล้วกลับบ้านไปดื่มเบียร์เย็นๆ ความทรมานนี้เขาเรียกว่า runner’s blues  ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาวิ่งมาราธอน แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จทุกครั้ง เขาวิ่งจนเข้าเส้นชัยได้ และไม่เคยยอมเดินเข้าสักครั้ง อ่านแล้วรู้สึกว่าการวิ่งของเขาเหมือนเป็นการเอาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด เพื่อที่จะสู้ (กับตัวเอง)แบบสุดตัว เป็นการกระทำของคนที่ชอบความท้าทาย(ตัวเอง) จริงๆ ดังนั้นความสุขจากการวิ่งของเขาจึงเกิดขึ้นหลังจากที่เขาวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว คือบรรลุเป้าหมายแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ขณะกำลังวิ่ง  

 

ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำจะเป็นไปในลักษณะนี้ ทั้งบาร์แจ๊ส การวิ่งและการเขียน เขาทำในลักษณะทุ่มเทชีวิตเต็มที่ อย่างที่เขาเขียนว่า do it or die! เขาชอบที่จะมองทุกอย่างเป็นความยากลำบากอย่างสุดๆและฝ่าฟันไปเพื่อที่จะมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ เราอ่านแล้วรู้สึกอิจฉานะ อยากมีความทะยานอยากต่อสู้แบบนี้บ้าง ถ้าเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรก็คงสำเร็จได้ไม่ยาก

 

ที่น่าแปลกใจสำหรับเราคือ เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากด้วยเหมือนกันยาก ลำบากและทรมานพอๆกับการวิ่งมาราธอน เราแปลกใจเพราะ เราเคยคิดว่าคนมีพรสวรรค์ หรือคนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ไม่น่าจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องยาก เขาน่าจะรู้วิธี หรือมีเทคนิคเฉพาะตัวในการทำงาน ที่ทำให้งานมันง่ายแล้ว แต่สำหรับมูราคามิ เขายังรู้สึกว่ายาก สาเหตุเพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่มีข้อจำกัดมากมาย (ถึงเขาจะเขียนได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ หรือวิ่งได้นานๆ แต่เขาก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง) ซึ่งแตกต่างจากคนอัจฉริยะอย่าง เช็กส์เปียร์ หรือดิกเกนส์ ที่สามารถสร้างสรรค์งานดีๆออกมาได้ตลอดเวลา และเมื่อเขามีข้อจำกัด เขาก็พยายามทำให้ข้อจำกัดของเขามีประโยชน์ ขึ้นมาโดยเอามาเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาจุดเด่นในตัวของเขาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อที่จะทดแทนข้อจำกัดเหล่านั้น เรียกว่าเป็นคนที่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก หรืออย่างน้อยก็พยายามจะรักษาระดับความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะไม่ให้มันเสื่อมไปกับอายุที่มากขึ้น ที่ต้องใช้คำว่า พยายามเพราะเขาพยายามจริงๆ เขาไม่ได้หลงตัวเองเลยว่าเก่งแล้ว  

 

สำหรับมูราคามิ นักเขียนที่เก่งต้องมีสามอย่างคือ ความสามารถ สมาธิ และความอึด (ในการจดจ่อกับเรื่องเดียวได้นานๆ) ซึ่งคนที่มีความสามารถน้อย ก็จะใช้สมาธิและความอึดเพื่อค้นหาและดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาได้อีก มูราคามิคิดว่าการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากๆจะช่วยในเรื่องของสมาธิและความอึดให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก การออกกำลังกายจึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเขียนนั่นเอง และด้วยความที่มูราคามิไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการวิ่งมากเป็นพิเศษเพื่อให้การวิ่งมาช่วยเพิ่มหรืออย่างน้อยก็ช่วยรักษาระดับความสามารถในการเขียนของเขา

 

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากก็คือ เวลาเขียน เขาจะใช้วิธีขุดหาความทุกข์ทรมานที่อยู่ลึกกลางใจ (อยู่ที่กลางใจอยู่ที่ใจกลาง!) ออกมาเขียน เหมือนเป็นการบีบสารพิษในร่างกายออกมาใช้ในงาน ซึ่งถ้าใครอ่านงานของเขาจะไม่แปลกใจเลยที่เขาคิดแบบนี้ การเขียนก็เลยเป็นเรื่อง unhealthy ที่เขาจำเป็นต้องปลดปล่อยมันออกไปด้วยการวิ่งอย่างหนัก

 

สภาวะใหม่—A different place

บทที่ชื่อ Nobody Pounded the Table Anymore, Nobody Threw Their Cups มูราคามิบรรยายการวิ่งระยะไกลของเขา ซึ่งไกลกว่าวิ่งมาราธอนปกติมาก เป็นระยะกว่าหกสิบสองไมล์ ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสิบสองชั่วโมง (มีพักเล็กน้อยเท่านั้น ช่างบ้าพลังจริงๆ) อ่านลักษณะความคิดของเขาขณะวิ่งแล้วยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังวิ่งวิปัสสนาจริงๆด้วย (หรือ เรียกว่าวิ่งจงกรมก็ได้) หรือจะเป็นเพราะความที่เราเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม เราก็เลยดึงเอาไปโยงกันเองก็ได้นะ เพียงแต่สิ่งที่เขาบรรยายมามันคล้ายกับการปฏิบัติธรรมจริงๆ คือเขาวิ่งไปแล้วดูกายที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ดูความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น/เปลี่ยนแปลง/และดับไป ดูไปนานเข้าจนในที่สุดเขาสามารถแยกความเจ็บปวดออกไปได้ รวมทั้งแยกจิตออกไปได้ด้วย อาการนี้มูราคามิเรียกว่า passed through โดยเขาอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ยังมีตัวเขาอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี ซึ่งโดยรวมคือ เขารู้สึกเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สภาวะอีกอย่างหนึ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ เหมือนเข้าไปสู่ a different place ซึ่งในสภาวะนี้ไม่มีความเจ็บปวดเลย และเป็นสภาวะที่แม้แต่จิตของเขาเองก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

โดยความเห็นส่วนตัว เราว่าเขาวิ่งแบบวิปัสสนามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะไกล มันถึงทำให้เขารู้สึกดี และเป็นการเพิ่มพลังในการทำงาน ถ้าเขาหันมาปฏิบัติธรรมจริงๆด้วยความอึดขนาดนี้ เขามีสิทธิบรรลุได้เลย เพราะความอึด อดทนและมุ่งมั่นกับเป้าหมายเป็นคุณสมบัติหลักของการปฏิบัติธรรม ตัวมูราคามิเองก็สงสัยว่าสภาวะนั้นที่เขาอธิบายไม่ได้ มันอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางศาสนาก็ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้จักมัน   

 

หลังจากที่เขาวิ่งจนเข้าสู่สภาวะนั้นแล้ว เขาก็ลดความกระหายอยากในการวิ่งลง จนเกือบจะเลิกวิ่งไปเลย ถ้าให้เราเดา เราคิดว่า ลึกๆแล้วเขาคงกลัวจะไม่ได้เจอสภาวะนั้นอีก หรือไม่ เขาก็รู้สึกว่าได้บรรลุจุดสูงสุดของการวิ่งแล้ว แรงจูงใจที่จะวิ่งก็เลยลดลง แต่หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กลับมาวิ่งอีก เพียงเพื่อที่จะได้เข้าสู่สภาวะของ a different place สักเล็กน้อยก็ยังดี

 

เรื่องของสภาวะพิเศษนี้ ทำให้เรานึกถึงในการ์ตูนนักวิ่งเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Sprinter เขียนโดยโคยาม่า ยู ที่เราอ่านตอนเด็กๆ ในเรื่องพระเอกเป็นนักวิ่ง (บ้านรวยแต่ชอบวิ่งก็เลยมาเป็นนักวิ่ง) วิ่งเร็วมากจนเข้าสู่สภาวะบางอย่างที่รอบข้างไม่เห็นอะไรเลย เหมือนเข้าไปในอุโมงค์หนึ่งและมีแสงเจิดจ้าอยู่รอบๆ ตอนนั้นเราอ่านแล้วขำ รู้สึกว่าเว่อร์มากๆ แต่พอมาอ่านมูราคามิเลยแอบคิดว่าบางทีพวกนักวิ่งเขาอาจจะเจอสภาวะแบบนั้นกันจริงๆก็ได้ ไม่ใช่แค่ในการ์ตูน และคุณโคยาม่า ยู เขาอาจจะไปสัมภาษณ์นักวิ่งจริงๆแล้วเอามาเขียนการ์ตูนก็ได้นะ  พอพูดถึงแล้วทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่องนี้อีกจังเลย

 

นักสู้นักทุ่มเท

มองดูความคิดโดยรวมของมูราคามิแล้วรู้สึกว่า เขาเป็นนักสู้จริงๆ คือรักที่จะใช้ชีวิตอย่างนักสู้ มองผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นนักเขียนไม่เห็นมีอะไรจะต้องสู้มาก และอาจจะจริงอย่างนั้นสำหรับนักเขียนหลายๆคนที่ทำงานไปแบบชิลๆ แต่มูราคามิกลับมองและทำให้การเขียน (รวมทั้งสิ่งอื่นๆในชีวิตของเขา) เป็นสถานการณ์ที่เขาต้องสู้ ซึ่งเขาอาจจะสร้างภาพนั้นขึ้นมาเองเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือเขาอาจะเห็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้ 

 

มูราคามิทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราทำอะไรสักอย่าง แล้วมีคนวิจารณ์ว่า ห่วย กับมีคนวิจารณ์ว่า เหมือนยังไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ แบบหลังจะเจ็บกว่า มูราคามิทำให้เรารู้สึกอยากทุ่มเทบ้าง ก็คนประสบความสำเร็จระดับนี้ยังพยายามอย่างเต็มที่เลย แล้วคนไม่ประสบอะไรเลยแบบเราจะมานั่งชิลๆเนี่ย อายเขานะ!

 

ปล3 ถ้าเราอ่านอีกรอบ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนี้ก็ได้นะ นี่คือความรู้สึกของการอ่านรอบแรก

ปล4 หรือว่าเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นนะ ที่ชอบทุ่มเท บ้าพลัง (สังเกตจากการ์ตูนหลายๆเรื่อง)

ปล5 ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจในเล่มนี้ ต้องไปอ่านกันเองจ้า

 

 

กุมภาพันธ์ 10, 2009

Life on the Refrigerator Door—ชีวิตที่ไม่มีโอกาสที่สอง

Filed under: book — yodmanudying @ 11:09 pm

 

refrigerator

 

 

วันนี้ออกไปร้านหนังสือ และดูเล่นๆไปเรื่อยๆ ที่จริงไม่อยากซื้อหนังสือเลย เพราะเดือนนี้ซื้อไปเยอะแล้ว เยอะเกินไป

 

 

แต่ว่าบังเอิญไปเจอเล่มนี้เข้า Life on the Refrigerator Door เขียนโดย Alice Kuipers ซึ่งอายุน้อยกว่าเราอีกนะ (ไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือที่คนเขียนอายุขนาดนี้เท่าไหร่) พอเปิดๆดู เห็นเป็นจดหมายที่แม่กับลูกเขียนคุยกัน พลิกด้านหลังเห็น comment อันหนึ่งจาก Sunday Express ว่า ‘guaranteed to make you cry’ และมี comments อื่นๆที่เขียนชมอีกหลายอัน

 

 

ปกติเวลาเราซื้อหนังสือจะต้องดูว่ามี comments จากที่ไหนบ้าง ถ้าไม่ใช่จาก review ดีๆ ก็จะไม่ซื้อ เพราะค่อนข้างเชื่อว่าสำหรับหนังสือฝรั่ง ถ้าไม่ดีจริง จะไม่ชม ผิดกับหนังสือไทย ถ้ารู้จักกัน รักกัน ก็ชมกันได้ คุณภาพไม่เกี่ยว ฮ่าๆ คนไทยก็น่ารักแบบคนไทย เพียงแต่เราไม่เชื่อเท่านั้นเอง  

 

 

แล้วทีนี้เขาเขียนว่า เล่มนี้ยังไงก็ต้องร้องไห้เนี่ย เราไม่สงสัยเลยว่า เราอ่านแล้วต้องร้องไห้แหงๆ เพราะเราเป็นคนประเภทโดนบิ้วไม่ได้ ร้องตลอด ขนาดบางครั้งนั่งดูหนัง ซึ่งก็รู้พล็อตมาก่อนแล้ว และพยายามบอกตัวเองว่า หนังตั้งใจบิ้ว อย่าไปหลงเชื่อก็ยังร้องไห้อยู่ดี เฮ้อออ

 

 

แต่เล่มนี้ไม่ธรรมดานะ ตอนเราอ่านไปครึ่งเล่ม (นั่งอ่านข้างๆร้านหนังสือนั่นแหละ) แล้วก็เริ่มๆเศร้า น้ำตาปริ่มๆ ก็เลยตัดสินใจเดินกลับบ้านมาอ่านต่อที่บ้าน เข้าสองบทสุดท้าย คราวนี้ล่ะ น้ำตาไหลไม่หยุดเลย โอ๊ย อะไรจะเศร้าปานนั้น! พออ่านหน้าสุดท้ายจบ วางหนังสือลง และสิ่งที่เห็นคือ ทิชชู่ (ที่เช็ดน้ำตาแล้ว) กองใหญ่มหึมา :b

 

Life on the Refrigerator Door เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่และลูกสาววัยสิบห้า ซึ่งทั้งคู่ต่างยุ่งอยู่กับชีวิตของตัวเอง แม่เป็นหมอ ต้องทำคลอดตลอด งานยุ่งมาก ส่วนลูกสาวก็ยุ่งกับการเรียน เพื่อน และเริ่มๆจะมีแฟน ถึงแม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งคู่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก จึงต้องอาศัยเขียนโน้ตแปะไว้ที่ตู้เย็น เพื่อสื่อสารกัน ตอนแรกๆก็เป็นการสื่อสารธรรมดา เช่น แม่ไปทำงานก่อนนะ เวลาลูกออกไปอย่าลืมกุญแจล่ะ หรือไม่ก็ แม่คะ ขอเงินซื้อถุงมือหน่อย แต่ต่อมา มีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือ แม่ไปตรวจเจอมะเร็ง และหลังจากนั้น โน้ตที่เขียนถึงกันก็ค่อยๆแสดงความรู้สึก ความรัก ความเป็นห่วงกันมากขึ้น รวมถึงมีการทบทวนตัวเองด้วยว่า ได้ทำหน้าที่แม่ และลูกที่ดีพอหรือยัง

 

 

เราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับหลายๆคน เวลาที่เรายุ่งๆอยู่กับเรื่องต่างๆในชีวิต เรามักไม่มีเวลามานั่งทบทวนว่า เราได้ใช้ชีวิตดีพอหรือไม่ หรือว่า ชีวิตเรามันเป็นไปอย่างที่เราต้องการให้เป็นหรือเปล่า อะไรที่มีค่ามากที่สุดและเราได้ให้เวลากับสิ่งนั้นบ้างหรือเปล่า ส่วนใหญ่เรามักวิ่งหัวปั่นไปเรื่อยๆตามสิ่งที่อยู่ข้างหน้า โดยลืมมองให้กว้างๆว่ายังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าอยู่อีก บางที การได้ไปเห็นทะเลทรายสักครั้งอาจจะสำคัญกว่าและเร่งด่วนกว่าการทำงานของวันนี้ให้เสร็จก็ได้ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้จนกว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นให้ฉุกคิด ซึ่งก็อาจจะสายไปแล้ว  เพราะชีวิตไม่ได้ให้โอกาสที่สองกับเราเสมอไป

 

 

ที่อ่านแล้วเศร้าก็ตรงความรู้สึกว่า ถ้าเรารักใครมากๆแล้วต้องพรากจากกัน ไม่สามารถพูดคุย หรือ ติดต่อกันได้อีกเลย มันเป็นความทรมานมากๆเลยนะ

 

 

 

 

 

 

ธันวาคม 26, 2008

บางสิ่งบางอย่างยังเหมือนเดิม

Filed under: book, diary — yodmanudying @ 4:09 pm

 

 

 

 

 

ไม่ได้เขียนบล็อกมานานเกือบเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน อาการเหมือนลมปราณแตกซ่าน รวบรวมสมาธิไม่ค่อยได้เลย

 

 

เรากลับมาเมืองไทยตั้งแต่ต้นเดือนธันวา เป็นความตั้งใจที่จะกลับมาเพื่อมางานแต่งงานเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่ช่วงนั้นสนามบินยังโดนยึดอยู่ก็เลยต้องบินไปปารีสก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องมาลงอู่ตะเภา การเดินทางจึงยาวขึ้นกว่าเดิมมาก เจอเหตุการณ์นี้อีกครั้ง (จากที่ผ่านมาหลายครั้ง) ทำให้เรามั่นใจว่าดวงการเดินทางของเรามันแย่จริงๆ ถ้าไม่แย่เพราะความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเราเอง ก็แย่เพราะความคลาดเคลื่อนของสิ่งอื่นๆรอบตัว แต่เชื่อเถอะว่าเดินทางแบบราบรื่นของเราน่ะ ไม่ค่อยมีเลยจริงๆ

 

 

หลายวันก่อนเราไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม เป็นชีวประวัติของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ และภรรยาชาวรัสเซีย เขียนโดย ไอลีน ฮันเตอร์ซึ่งเป็นป้าของ มรว นริศรา จักรพงษ์ อ่านสนุกมาก เราอ่านรวดเดียวจบเลยเพราะชอบเรื่องเกี่ยวกับไทยโบราณอยู่แล้ว พอสนุกก็เลยทำให้อยากได้เล่มที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เขียนเอง ที่ชื่อว่า เกิดวังปารุสก์เป็นอัตชีวประวัติของท่านเองตั้งแต่เกิด เล่มนี้เราเคยได้อ่านเมื่อหลายปีก่อน ฝากให้เพื่อนยืมจาก กพ ที่ลอนดอนมาอ่าน ตอนนั้นยืมได้ไม่นาน ก็เลยต้องอ่านแบบผ่านๆ ไม่ได้อ่านละเอียดเท่าไหร่

 

 

 

 jj

 

 

พอตอนนี้อยากได้ แต่รู้มาว่าเขาเลิกพิมพ์ไปนานแล้ว ก็เลยดั้นด้นไปถึงที่บ้าน(วัง)จักรพงษ์ที่ท่าเตียนเลย เพราะอ่านในอินเตอร์เน็ตมีคนบอกว่า หนังสือเล่มนี้มีขายแต่ที่ร้านหนังสือหน้าบ้านจักรพงษ์เท่านั้น พอไปถึงก็มีขายจริงๆ แต่เป็นเล่มพิมพ์ใหม่เอี่ยม คนขายบอกว่าหนังสือเพิ่งมาถึงครึ่งชั่วโมงก่อนเราไปถึง (ว้าว!) แต่ว่าอีกไม่กี่วันก็จะขายตามร้านหนังสือทั่วไปแล้ว (แป่ววว) อุตส่าดั้นด้นมาถึงที่ กลายเป็นความใจร้อนเกินไป ถ้ารออีกไม่กี่วันก็ไม่ต้องมาแล้วเนอะ

 

 

 

 

jj2 

 

 

ไหนๆได้ไปแล้วก็เอาข่าวมาแจ้งไว้ว่า ที่บ้านจักรพงษ์ตอนนี้เขามีพาชมบ้านด้วย แต่ต้องซื้อหนังสือของเขาก่อน เล่มที่ระลึกร้อยปีพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ราคาประมาณห้าร้อยบาทค่ะ (แต่เราไม่ได้ซื้อเลยไม่ได้ดูวังเลย)

 

 

ที่เราชอบอ่านเล่มนี้มาก นอกจากเพราะได้รู้ชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมของคน(ชั้นสูง)สมัยก่อนแล้ว ยังได้เห็นชีวิตที่ดูเหมือนมั่นคงแต่กลับเปลี่ยนแปลงไปมาแบบฉับพลัน ใช้ภาษาธรรมะคือได้เห็นไตรลักษณ์แบบจะๆเลย เช่น คนที่เคยรักกันมากอยู่ๆก็หมดรักกันได้ ชีวิตที่เคยสุขสบายอยู่ๆก็ลำบากได้ คนเคยแข็งแรงอยู่ๆก็ตายได้ อ่านแล้วรู้สึกแบบนั้น เป็นการเตือนใจตัวเองได้ดีมาก

 

 

พอเราไปท่าเตียนและได้หนังสือที่ต้องการแล้ว ก็เลยไปที่ท่าพระจันทร์ต่อ ไปเดินเล่นดูของกิน และคิดถึงช่วงสมัยเรียนที่ต้องอยู่แถวนั้นสามปี เดินๆไป ก็เห็นว่าร้านค้าร้านอาหารเปลี่ยนไปหลายร้าน (ก็ตั้งสิบกว่าปีแล้วนี่นะ) เช่นร้านข้าวมันไก่ที่เคยชอบไปกินก็ไม่อยู่แล้ว แต่พอเดินเข้าซอยไปก็ต้องดีใจ เพราะได้เห็นว่าร้านหมูสะเต๊ะและร้านข้าวหมกไก่ยังอยู่ที่เดิม เย้! อันที่จริง ไม่ใช่แค่อยู่ที่เดิมนะ แต่รูปร่างหน้าตาของร้านยังเหมือนเดิมเป๊ะ คนขายก็คนเดิม แถมยังหน้าตาเหมือนเดิมด้วย! ไม่น่าเชื่อแฮะ เราก็เลยรีบเดินเข้าร้านหมูสะเต๊ะทันที ทักทายป้าเจ้าของร้านที่ดูยังไงก็ไม่แก่ขึ้น ป้าเขาจำเราได้แล้วทักว่า อ้าวน้องหญิง เป็นไงบ้าง แต่งงานแล้วมีลูกรึยังเรานึกว่าป้าเขาถามไปตามอายุ เพราะอายุขนาดนี้น่าจะแต่งงานมีลูกได้แล้ว เราก็เลยบอกว่า อ้อ ยังไม่ได้แต่งเลยค่าป้าเขาก็ทำหน้างงแล้วบอกว่า อ้าว เห็นในข่าว แต่งงานแล้วนิตรงนี้ทำให้เราอึ้งไปเลย เพราะเรากินหมูสะเต๊ะร้านเขามานาน แต่ไม่เคยบอกเขาว่าพ่อแม่ชื่ออะไร แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะรู้ เพิ่งได้รู้วันนั้นว่าเขารู้ ก็เลยบอกไปว่า อ้อ ที่แต่งงานนั่นพี่สาวค่ะจากนั้นป้าเขาก็ตะโกนบอกใครก็ไม่รู้ คาดว่าเป็นคนที่ร้านข้าวหมกไก่ที่อยู่ติดกัน ตะโกนดังๆว่า ไม่ใช่เค้าแต่ง พี่สาวเค้าแต่งก็ตลกดีนะ แล้วเราก็ไปนั่งที่โต๊ะริมน้ำ กินหมูสะเต๊ะ และอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน เหมือนอย่างที่เราเคยชอบทำเมื่อสิบปีก่อน พอมองไปรอบๆร้าน ก็พลันคิดในใจว่าบางสิ่งบางอย่างยังเหมือนเดิมได้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ (เอ๊ะ ประโยคนี้มาจากโฆษณาอะไรนะ)

 

 

พอกินเสร็จ เราก็เดินเข้าซอยหนึ่งที่เขาทำใหม่ กว้างขึ้น สวยขึ้นเยอะเลย เดินไปก็เหลือบไปเห็นหมอดูลายมือ อืม ดูเล่นๆก็ดีเหมือนกันนะ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยดูลายมือเลย เคยดูแต่วันเดือนปีเกิด อยากรู้ว่าดูลายมือแล้วจะเป็นยังไง ก็เลยนั่งดู ปรากฏว่าจากที่คิดว่าดูเล่นกลายเป็นไม่เล่น เพราะหมอเขาดูจริง ดูละเอียดแม้แต่เส้นเล็กเส้นน้อย เส้นบางๆก็ดู เส้นโคตรบางก็ดู เลยนั่งอยู่ที่นั่นตั้งสองชั่วโมง (แค่สองร้อยจริงๆเหรอเนี่ย) จะว่าไปเขาก็ดูแม่นนะ แม่นหลายอย่าง และที่สำคัญเราเซ้นได้ว่าเขาเป็นหมอดูที่มีความหวังดี ตรงนี้บอกไม่ถูกว่ารู้ได้ยังไง มันเป็นความรู้สึกน่ะ ก็เลยนั่งคุยกับเขาได้นานๆ ขนาดมีคนมาต่อคิวสองคน หมอเขาก็ไม่สนใจนะ จะดูให้เราต่อ นี่เขาดูไปจนเราอายุหกสิบเลยล่ะ! มีส่วนที่ตลกก็คือ หมอเขาบอกว่า รู้ไหม ลายมือเนี่ย บอกได้ทุกอย่าง บอกเรื่องสุขภาพก็ได้ บอกห้องนอนยังได้เลย อย่างห้องนอนคุณเนี่ย…(ดูเส้นแถวๆเนินนิ้วโป้ง)…ด้านขวารก….(ดูต่อไป)…ด้านซ้ายก็รกโอเคเชื่อแล้วค่ะว่าแม่น

 

 

ไม่ได้เขียนนาน พอมาเขียนก็เลยยาวทีเดียว อยากบอกว่าที่เขียนไปทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจอยากจะมาเขียนเลยนะ ฮ่าๆ เผลอเล่าเรื่องอื่นเพลินไปหน่อย เอาไว้คราวหน้าค่อยมาเขียนสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็แล้วกันจ้า

   

 

 

 

พฤศจิกายน 21, 2008

มีศัตรูคนเดียวกัน

Filed under: book, diary — yodmanudying @ 11:06 pm

 

 

เคยมีคนบอกว่าถ้าเราอยากผูกมิตรกับใคร หรือ กับคนกลุ่มไหน ทำได้ไม่ยาก แค่มองหา ศัตรูคนเดียวกันให้เจอ

 

 

เราอ่านในหนังสือ Watching the English ของ Kate Fox ทำให้รู้ว่า คนอังกฤษเขาใช้วิธีนี้ในการผูกมิตรกันทุกวัน ก็คือ ที่เขาชอบคุยกันเรื่องอากาศ (อย่างที่คนชาติอื่นชอบล้อ และแม้แต่คนอังกฤษก็ล้อตัวเอง) ไม่ใช่เพราะเขาชอบคุยกันเรื่องอากาศจริงๆ แต่เพราะเขาจะเอาเจ้า อากาศที่มันแปรปรวนตลอดเวลาในบ้านเขา มาเป็น ศัตรูร่วมกัน แล้วก็อาศัยเจ้าอากาศนี่แหละในการแสดงความมิตรต่อกัน ตัวอย่างเช่น

 

 

ช่วงนี้หนาวเนอะ

อื้อ หนาวมาก

ไม่ชอบเลย

หวังว่าคงไม่หนาวไปกว่านี้อีกแล้วนะ

ไปหากาแฟดื่มให้อุ่นๆกันเถอะ

เอาสิ

 

 

จะเห็นว่าพอมีอากาศเป็นศัตรูร่วมกัน เขาก็เออออกันได้ง่าย และผูกมิตรกันได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า หรือเพื่อนใหม่ก็สามารถใช้อากาศเป็นศัตรูร่วมกันได้ทุกคน

 

 

เราว่าคนอังกฤษเขาฉลาดนะ เพราะเจ้าอากาศบ้านเขานี่มันมีธรรมชาติที่ง่ายต่อการหยิบยกเอามาเป็นศัตรูร่วมกันจริงๆ (พูดง่ายๆคือ เอามาบ่นด้วยกันนั่นแหละ) ก็อุณหภูมิขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวหนาวมาก เดี๋ยวร้อน ฝนก็ตกบ่อยๆ เรายังไม่เคยเห็นใครเถียงกันคอเอ็นว่าอากาศแบบไหนดีกว่ากัน หรือเถียงกันว่าอากาศตอนนี้ดีหรือไม่ดีกันแน่ เห็นมีแต่จะเออออกันไป(ส่วนใหญ่จะว่าไม่ดี) แต่ถ้าไปหยิบเอาเรื่องอื่นที่ไม่ใช่อากาศมาพูดอาจจะมีความเสี่ยงที่จะไม่ลงรอยกันมากกว่านี้ เรียกได้ว่า อากาศอังกฤษเป็นศัตรูสากล (universal enemy)—ใครชอบก็บ้าแล้ว!

 

 

ส่วนประเด็นเรื่องการอาศัยศัตรูเพื่อหามิตรนี่ก็น่าสนใจดีนะ หลายวันก่อนเรานั่งรถไฟไปต่างจังหวัด ขากลับ เราขึ้นไปนั่งบนรถไฟแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ประกาศว่ารถไฟเสีย ก็เลยต้องรอ รอไปสิบนาที เริ่มมีเสียงบ่นพึมพำๆ รอยี่สิบนาทีเริ่มมีคนลุกขึ้นถามว่าเกิดอะไรขึ้น รอสามสิบนาทีเริ่มคุยกันเหมือนเพื่อนกันหมดบ่นด้วยกัน ปรึกษากันว่าจะไปขึ้นคันอื่นดีไหม มีคนยิงมุกตลกขำขำ บางคนก็ไปซื้อกาแฟมาเผื่อกันแก่ เด็ก ขาว ดำ เหลือง กลายเป็นมิตรกันในทันที เพราะเรามีศัตรูคนเดียวกัน ก็คือ รถไฟ! แปลว่าในเวลานั้นจะไม่มีการแบ่งแยกในรูปแบบอื่นอีกเพราะเราแบ่งไว้แล้ว คือ พวกเรา VS รถไฟ!

 

 

ง่ายมากจริงๆนะ ถ้าอยากเป็นมิตรกับใคร ก็แค่มองหาศัตรูให้ถูกคน (เราว่าศัตรูมีให้เลือกเยอะนะอากาศ รถไฟ ไปรษณีย์ โทรศัพท์ แก๊ส ประปาฮ่าๆ) เพียงแต่ถ้ายกศัตรูผิดคนขึ้นมาก็ตัวใครตัวมันล่ะจ้ะ!

   

 

 

ปล แฮะๆ ลืมบอกไป คนเราก็เป็นศัตรูกันง่ายมากเหมือนกันนะ แค่มีศัตรูคนละคนกัน (แปลว่าอยู่คนละพวก)  

 

ปล2 แต่ถ้ามีศัตรูคนละคนกัน แล้วยังเป็นมิตรกันได้ อันนี้น่าประทับใจมากกว่าอีกเนอะ!

 

ปล3 เรื่องอากาศ ทำให้เรานึกถึงคนไทย มีประเด็นไหนรึเปล่านะ ที่คนไทยชอบใช้เป็นสัญญะในการแสดงความเป็นมิตรต่อกัน (แบบที่ชาวอังกฤษเอาอากาศมาใช้) ตอนนี้ยังนึกไม่ออก หรือไม่ก็เพราะคนไทยผูกมิตรกันง่ายอยู่แล้ว (ทักกันง่าย คุยกันง่าย) เลยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นเป็นเครื่องมือเลย  

 

ปล4 ที่ว่าคุยกันง่ายน่ะ ยกเว้นเรื่องการเมืองนะ (แฮะๆ)

 

ปล5 หนังสือ Watching the English น่าสนใจมากเลย คนเขียน เป็น Anthropologist พยายามหา จุดร่วมของความเป็นอังกฤษแท้ๆ ว่ามีอะไรบ้าง และวิเคราะห์หาสาเหตุของพฤติกรรมนั้นๆ เช่น grooming talk, humor rules, pub talk, dress code, food rules ของชาวอังกฤษเป็นยังไงและมีที่มาจากไหน เขียนแบบกึ่งวิชาการ กึ่งกันเอง เราเพิ่งอ่านไปนิดเดียว บางทีก็ตลกดี คนอังกฤษเขาอ่านก็ขำตัวเองเพราะเขาไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีนิสัยแบบนี้ ทำให้เราอยากรู้จุดร่วมของความเป็นไทยบ้างเหมือนกัน

 

 

 

 

พฤศจิกายน 1, 2008

After Dark and Pluralism

Filed under: book, philo — yodmanudying @ 3:43 am

 

 

 

*สปอยล์เนื้อเรื่องจ้ะ

 

เพิ่งอ่านเรื่อง After Dark ของมูราคามิจบไปได้ไม่นาน หลังจากพยายามแทะเล็มวันละนิดๆ (เพราะไม่อยากให้จบเร็ว กลัวไม่มีอะไรสนุกๆอ่านต่อ) อ่านแล้วสนุกดี เป็นพล๊อตแบบแปลกๆตามสไตล์ของมูราคามิ คือ เล่าตัดสลับระหว่างเด็กสาวที่ชื่อ มาริ อาซาอิ ที่ออกไปนั่งอยู่คนเดียวในเวลากลางคืน (ทั้งคืน) แล้วได้พบคนหลายคน ได้พูดคุยแบบลึกๆ รวมถึงได้ช่วยคนอื่น กับอีริ อาซาอิ พี่สาวของมาริผู้ซึ่งนอนหลับใหลไม่ยอมตื่นมาเป็นเวลาสองเดือน    

 

 

ในเรื่อง มูราคามิเริ่มเล่าตั้งแต่เที่ยงคืน ที่มาริไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างนอกคนเดียว และไปจบตอนเจ็ดโมงเช้าที่มาริกลับบ้านมานอนข้างๆพี่สาวบนเตียง

 

 

จากที่อ่านและตีความเข้าข้าง (ความเชื่อ) ตัวเอง รู้สึกว่ามูราคามิอาจจะเป็น pluralist คนหนึ่ง เพราะว่ามีส่วนประกอบสำคัญบางส่วนของ pluralism ปนอยู่ใน After Dark ด้วย นั่นคือความคิดที่ว่า:

 

 

A) คนแต่ละคนมีลักษณะของตัวเอง มี intellectual curiosity (ศัพท์ของมูราคามิ น่าจะหมายถึง ความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต) มีทางเลือกของตัวเอง หรือแม้แต่มีการใช้เหตุผลซึ่งเป็นไปในแบบของตัวเอง (different systems of rationality)

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิ (เพื่อนของอีริที่ไปเจอมาริโดยบังเอิญในร้านอาหารตอนดึก) พูดกับมาริว่า เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่พี่น้องสองคน เติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันเลย ‘I wonder how it turns out that we all lead such different lives. Take you and your sister, for example. You’re born to the same parents, you grow up in the same household, you’re both girls. How do you end up with such wildly different personalities? At what point do you, like, go your separate ways? (16)’

 

 

และนิทานที่ทาคาฮาชิเล่าให้มาริฟังว่า พี่น้องสามคนเลือกชีวิตคนละแบบเพราะมี intellectual curiosity ในระดับที่ต่างกัน น้องคนเล็กพอใจในชีวิตที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ในขณะที่พี่คนโตต้องการขึ้นไปให้สูงที่สุดเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นในชีวิต แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน และแม้ว่าเมื่อขึ้นไปถึงแล้วจะไม่มีความสุขสบายมากเท่าน้องๆก็ตาม ‘the eldest brother continued walking up the mountain. The trail grew increasingly narrow and steep, but he did not quit. He had great powers of perseverance, and he wanted to see as much of the world as he possibly could. (18)’

 

 

B) ความแตกต่างของแต่ละคนทำให้ดูเหมือนเราอยู่กันคนละโลก และไม่มีทางบรรจบกันได้ บางครั้งความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าขัดแย้ง ไม่ลงรอย และไม่มีทางเข้าถึงกันได้ แต่ในบางครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันไปเลย ไม่ได้ขัดแย้งแต่ก็ไม่สมานกัน

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิบอกกับมาริว่า เวลาเขาคุยกับอีริ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินกันและกันอย่างแท้จริง (เพราะความที่พวกเขาแตกต่างกันมาก)  ‘Finally, no matter what I say, it doesn’t reach her. This layer, like some kind of transparent sponge kind of thing, stands there between Eri Asai and me, and the words that come out of my mouth have to pass through it, and when that happens, the sponge sucks almost all the nutrients right out of them. She’s not listening to anything I say—not really. The longer we talk, the more clearly I can see what’s happening. So then the words that come out of her mouth stop making it all the way to me. It was a very strange feeling. (125)’

 

 

และมาริ ถึงแม้จะเป็นน้องสาวแท้ๆของอีริแต่ก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ‘What you just described is probably pretty close to something I’ve been feeling about Eri for a very long time—at least the past few years. (125)’

 

 

C) แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าจะแตกต่างกันยังไงก็สามารถเข้าถึงกันได้ ถ้าใช้ความพยายามและจินตนาการเพียงพอ สามารถจะเข้าไปในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แม้จะเป็นในส่วนที่ลึกและดำมืดที่สุดของกันและกัน เพราะอันที่จริงเราต่างก็มีส่วนนี้อยู่ร่วมกันทุกคน

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิอธิบายถึงส่วนลึกในจิตใจคน ‘Like, say, an octopus. A giant octopus living way down deep at the bottom of the ocean. It has this tremendously powerful life force, a bunch of long, undulating legs, and it’s heading somewhere, moving through the darkness of the ocean. […] And a kind of hopelessness, a feeling that I could never run away from this thing, no matter how far I went. And this creature, this thing doesn’t give a damn that I’m me or you’re you. In it’s presence, all human beings lose their names and their faces. We all turn into signs, into numbers. (97-98)’

 

 

และแม้ว่าเราจะไม่มีทางเข้าไปอยู่ตรงจุดเดียวกับคนอื่นได้เลย ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถหลับตานึกภาพ และสมมุติว่ามันเกิดขึ้นกับเราจริงๆได้ ชีวิตของคนอื่นเปรียบเสมือนเป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

 

 

เช่นที่ทาคาฮาชิบอกว่า เขาเข้าใจความรู้สึกของจำเลยในศาล (ตอนที่เขาเข้าไปนั่งฟัง) เป็นความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จริง ‘there really was no such thing as a wall separating their world from mine. Or if there was such a wall, it was probably a flimsy one made of paper-mache. The second I leaned on it, I’d probably fall right through and end up on the other side. Or maybe it’s that the other side has already managed to sneak its way inside of us, and we just haven’t noticed. That’s how I started to feel. It’s hard to put into words. (97)’

 

 

หรือเช่นที่มาริบอกว่าเข้าใจความรู้สึกของหญิงโสเภณีชาวจีนที่ถูกทำร้าย (มาริได้เข้าไปช่วยเป็นล่ามให้หลังจากที่เธอถูกทำร้าย) แม้ว่าชีวิตของมาริและโสเภณีคนนั้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันมาบรรจบกันได้  Mari (130) says: ‘the world we live in are too different. And there’s nothing I can do about it. No matter how hard I try.’

‘True’

‘I can tell you this though. I didn’t spend much time with her, and we hardly talked at all, but I feel as if she’s living inside me now. Like she’s part of me. I don’t know how to put it.’

‘you can feel her pain.’

‘Maybe so.’

 

 

D) ความเข้าใจหรือความรู้สึกร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นไปในลักษณะของผู้ดูหรือผู้รู้สึกร่วม บนฐานของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ส่วนมากเราจะไม่มีอิทธิพลถึงกัน ในทางที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด และพฤติกรรมของกันและกันได้

 

 

เช่นที่มูราคามิบอกให้เรามองตัวละครด้วยสายตาแบบกล้องแอบถ่าย โดยที่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้เลย  ‘our point of view, as an imaginary camera, picks up and lingers over things like this in the room. We are invisible, anonymous intruders. We look. We listen. We note odours. But we are not physically present in the place. And we leave behind no traces. We follow the same rules, so to speak, as orthodox time travelers. We observe but we do not intervene. (27)’

 

 

บางครั้งที่เรารู้สึกร่วมมากๆ เราอยากจะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ทำไม่ได้ (ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงใคร) ‘Run!, we shout to her. On impulse we forget the rule that requires us to maintain our neutrality. Our voice doesn’t reach her, needless to say, but Eri perceives the danger on her own. (152)’

 

 

E) เมื่อความรู้สึกร่วมระหว่างกันเป็นไปได้ (แต่การเปลี่ยนแปลงกันเป็นไปไม่ได้) คนที่ปฏิเสธที่จะดูหรือรู้สึกร่วมกับคนอื่น มักจะเป็นคนที่กำลังกลัว คือ กลัวที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง กลัวจะเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ คนแบบนี้เปรียบเสมือนคนที่กำลังหลับ

 

 

เช่นอีริที่หลับไม่ยอมตื่นมาสองเดือน เธอกำลังปฏิเสธที่จะเห็นความจริงที่เธอไม่อยากเห็น อาจจะเป็นความจริงที่ว่า คนอื่นช่างแตกต่างจากเธอเหลือเกิน เธอเข้าไม่ถึงคนอื่นและรู้สึกโดดเดี่ยว,  โคโรกิ (คนทำความสะอาดที่ love hotelซึ่งเป็นที่ๆโสเภณีชาวจีนถูกทำร้าย) ให้ความเห็นไว้กับมาริเช่นนี้ ‘I don’t really know what’s going on, of course, but it seems to me your sister must have some big problem she’s trying to deal with, something she can’t solve on her own. So all she wants to do is go to bed and sleep, to get away from the fresh and blood world for a while, I think I know how she feels. (162)’

 

 

ตัวของโคโรกิเอง มาทำงานที่ love hotel ซึ่งทำเฉพาะเวลากลางคืน ก็เพื่อจะหนีการตามล่า (แต่เธอไม่ได้บอกว่าใครตามล่า หรือตามล่าเพราะอะไร) เป็นไปได้ว่าโคโรกิก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับอีริ คือ ปฏิเสธที่จะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่เธอไม่อยากจะเห็น แต่ความจริงนั้นก็ตามหลอกหลอนเธออยู่ตลอดเวลา ‘when I finish work and get into bed, I always think: let me not wake up. Let me just go on sleeping. ‘Cause then I wouldn’t have to think about anything. I do have dreams though. It’s always the same dream. Somebody’s chasing me. I keep running and running until they finally catch me and take me away. (158-159)’

 

 

คนที่ปฏิเสธความแตกต่าง ปฏิเสธที่จะเข้าถึงคนอื่น ก็เหมือนกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกดินเอาไว้ แต่ยังไงก็ไม่มีวันหนีพ้น เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา หรือ เอาหัวออกจากดินเมื่อไหร่ ก็จะต้องเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งอยู่ดี  

 

 

เช่นคำพูดของแก้งส์โสเภณีที่กำลังตามล่าชายที่ทำร้ายโสเภณีในแก้งส์เขา เขาพูดย้ำทางโทรศัพท์ว่า หนีไม่พ้นหรอก’—‘you’ll never get away!’ ‘you can run but you’ll never be able to get away!’(197)

 

 

F) โดยสรุป ถ้าคนเราสามารถเข้าใจกันอย่างแท้จริงได้ เข้าถึงในส่วนลึกของกันและกันได้ มองเห็นเหตุผลและรู้สึกร่วมในทุกข์สุขของคนอื่นได้, ไม่มีประโยชน์ที่จะหลับตาหนีความจริง ให้เบิ่งตาให้กว้าง มองเห็นคนอื่นให้ชัด, แล้วตัวกูของกู’ (ความคิดกู พวกกู ศาสนากู) ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นจะลดความสำคัญลงได้ และจะยอมรับในความหลากหลายของกันและกันได้มากขึ้น

 

 

 

ปล ขอโทษที ไม่มีเล่มภาษาไทย เลยต้องเอาภาษาอังกฤษมาลง     

 

ปล2 คนชอบบอกว่า pluralists มองโลกในแง่ร้ายที่บอกว่า utopia เป็นไปไม่ได้ แต่เราว่าเขามองโลกในแง่ดีสุดๆไปเลยมากกว่า เพราะเขาเชื่อว่าภายใต้ความขัดแย้ง คนเราสามารถเข้าใจกันในระดับลึก และยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันได้ (เราถึงได้ชอบไง)

 

ปล3 ย้ำอีกทีว่าเป็นการตีความตามความเชื่อของเราเองล้วนๆนะจ๊ะ

 

 

 

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .