
HBD to me (24 June) เย้ๆ, ว่าจะมาโพสต์วันเกิดแต่ดันมาไม่ทัน – -’
วันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือของคุณ Frankfurt (คนที่เขียน On Bullshit) แต่เล่มนี้เป็นเล่มใหม่ ชื่อว่า On Truth
เนื่องจากเขาต่อต้านการ bullshit ในเล่มที่แล้ว เขาก็เลยเขียนเล่มนี้ตามมาเพื่อบอกว่าเขาสนับสนุน truth (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bullshit) ยังไง เราอ่านด้วยความคาดหวังสูงเพราะชอบเล่มก่อนๆของเขามาก แต่ปรากฏว่า FF (ขอเขียนย่อชื่อ Frankfurt แบบนี้แล้วกัน) ฝีมือตก เพราะเล่มนี้ไม่มันส์เท่าเล่มก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นมันกว้างมาก แต่มีพื้นที่เขียนน้อยเกินไป
FF บอกในหนังสือว่า เรื่องของความจริงนี้ ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม (คล้ายๆกับเป็น common sense ใครๆก็ต้องรู้ด้วยตัวเองได้ว่า ความจริงคืออะไร) และพวกเราควรจะเชื่อในความจริงเพราะมันมีประโยชน์มากกว่าไม่เชื่อ เช่น ถ้าเราไปหาหมอที่ไม่เชื่อในความจริง หรือคิดว่าความจริงไม่มีในโลก เราก็จะไม่เชื่อในตัวหมอว่าจะรักษาให้เราหายได้ แล้ว FF ก็โจมตีพวกโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นพวกไม่สนใจความจริง และคิดว่าสิ่งต่างๆแปรผันไปตามมุมมองทั้งหมด—คล้ายๆกับ FF กำลังโจมตีว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์เป็นพวก Bullshiters นั่นเอง
แต่เราอ่านแล้วรู้สึกตะหงิดว่า เวลา FF พูดถึงความจริง เขาจะยกความจริงที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมา เช่น เรื่องอากาศ และเรื่องอื่นๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และรับรู้ได้จากการเห็นหรือจากประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่คิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นจะต่อต้าน เช่น ถ้าเรากำลังปวดท้องตัวงออยู่ ก็คงไม่มีโพสต์โมเดิร์นนิสต์คนไหนมาบอกว่า ‘หญิงไม่ได้ปวดหรอก หญิงคงจะคิดไปเอง’ ถ้ามีใครพูดแบบนี้ ก็คงต้องเรียกว่า bullshit จริงๆ ก็คนกำลังปวดอยู่นี่ จะบอกว่าไม่ปวดได้ยังไง
แต่ที่พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า ความจริงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนั้น เขาหมายถึง ความจริงที่นอกเหนือการรับรู้ เช่นเรื่องของกฏเกณท์ในธรรมชาติ ความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้คืออะไร พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมอง และไม่มีมุมมองอันไหนอันหนึ่งที่เป็นความจริงแท้, FF โจมตีพวกโพสโมเดิร์นว่า bullshit ที่ไม่เชื่อในความจริง แต่ FF เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความจริงในรูปแบบนี้เลย เช่น ไม่ได้บอกว่า ทำไมเราต้องเชื่อในความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันมีจริงๆแน่หรือเปล่า มันคืออะไร หรือมันอยู่ที่ไหน
เราขอเรียก ข้อเท็จจริง ว่า ‘ความจริงที่เห็น’ และเรียก ความจริงที่เป็นนามธรรม อย่างความดี ว่า ‘ความจริงมากกว่าที่เห็น’ และจากข้อสังเกตของเรา ดูเหมือนว่า คุณ FF เขาจะเล่นขี้โกงด้วยการทำคอนเซ็ปต์สองอันนี้ให้เบลอมากจนดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้น เขาก็ยกเอา‘ความจริงที่เห็น’(ซึ่งเถียงง่ายกว่า) ขึ้นมาเถียงเพื่อเอาชนะ โดยการบอกว่าเราจะมองข้าม ‘ความจริงที่เห็น’ ไปไม่ได้ เพราะถ้าเรามองข้าม เราจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก (เช่นถ้ามีสึนามิเกิดขึ้นแล้วผู้คนต่างบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง สังคมคงแปลกพิศดารเลยทีเดียว) การเถียงแบบนี้ทำให้เขาดูมีเหตุผลดี และเถียงชนะได้ง่าย แต่ถ้ามองดูให้ดีๆจะเห็นว่า เขากำลังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ เขาย้ายจากคอนเซ็ปต์หนึ่งไปสู่อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง โดยที่คนอ่านไม่ทันรู้ตัว—ใช่ นักปรัชญาก็โกงเป็นนะ แต่โกงด้วยตรรกะแบบนี้เอง
บอกไว้ก่อนว่า เราอาจจะเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปก็ได้นะ เพราะคนระดับ FF ไม่น่าเล่นโกงแบบนี้ บางทีเราอาจจะเป็นคนที่ ‘เข้าไม่ถึง’ ความคิดของเขาเองก็ได้ แต่นี่ก็เป็นความคิดแรกหลังจากที่อ่านจบ
FF บอกให้เราเชื่อในความจริงเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมมากกว่าที่จะไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าความจริง (มากกว่าที่เห็น) มันมีอยู่แน่หรือเปล่า หรือถ้ามันมีอยู่ เราจะสามารถไปรู้มันได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน เช่น เราไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันมีอยู่แน่หรือเปล่า มีอยู่ในรูปแบบไหน และเราก็ไม่รู้อีกว่าจะไปรู้และเข้าใจมันได้อย่างไร ทีนี้ถ้าเราทำตาม FF ด้วยการเชื่อไปก่อนว่ามี เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าที่จะไม่เชื่อ ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเรา bullshit กับตัวเราเองน่ะสิ—ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่แกล้งเชื่อไปก่อน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้น FF ก็เป็น bullshiter เสียเองน่ะสิ
เขียนไปแล้วดูเหมือนเราคัดค้าน FF เลยนะ ที่จริงก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น แต่ก็มีประเด็นที่เราชอบด้วยเหมือนกัน คือ FF เขาบอกว่าเวลาที่ใครโกหก แล้วเราเชื่อเขา มันไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นทรยศเราอย่างเดียว แต่หมายถึงสัญชาตญาณในตัวเราเองก็ทรยศเราด้วยเหมือนกัน ที่บอกให้เราเชื่อถือคนที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นถ้ามองแค่ภายในตัวเราแล้ว จะเห็นว่ามันเกิดความขัดแย้งขึ้น คือสัญชาตญาณของเราขัดแย้งกับความจริง และ FF บอกว่าการที่คนเรามีความขัดแย้งภายในแบบนี้ คือการที่เรากำลังทำตัว ‘ไร้เหตุผล’ อยู่ เพราะคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง (ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่เชื่ออะไรที่ขัดแย้งกับความจริง) เราอ่านความคิดของเขาแล้วชอบ คือชอบในตรรกะของเขา แต่ไม่ได้เห็นด้วย เพราะสำหรับเรา ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง (ทั้งภายในและภายนอก) ต่างหากที่ไร้เหตุผล
แล้วเราก็ชอบที่ FF เล่าถึงเรื่องของ Shakespeare ซึ่งบอกว่า การโกหกบางครั้งก็เป็นการแสดงความจริงใจได้เหมือนกัน เช่นในเรื่อง sonnet 138 ผู้ชายในเรื่อง โกหกสาวคนรักของเขาว่าเขายังหนุ่มอยู่ ส่วนสาวคนรักซึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองโกหกก็แกล้งทำเป็นเชื่อ ในขณะที่ผู้ชายเองก็รู้ว่าสาวคนรักแกล้งทำเป็นเชื่อ เขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อต่ออีกทีว่าสาวคนรักเชื่อเขา กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโกหกกัน แต่เป็นการโกหกเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่โกหกเพื่อหลอก, FF บอกว่าถ้าต้องโกหกในลักษณะนี้ เขาสนับสนุนเต็มที่ และเราก็ว่าน่ารักและโรแมนติกดีจัง
เขียนมายาวแล้ว โดยสรุปคือ เราเห็นต่างจาก FF, เราไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธสิ่งที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่เกิดขึ้น แม้แต่พวกโพสต์โมเดิร์นก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธก็มีเพียง ‘ความจริงที่นอกเหนือจากการรับรู้’ เท่านั้น
ปล บล็อกวันนี้เป็นปรัชญามาก อ่านยากไปนิดนึงรึเปล่านะ รีบๆเขียนซะด้วยสิ (ไม่อยากเป็น lazy girl น่ะ ฮ่าๆ)
ปล2 มีหนังสือบอกว่า ผู้หญิงมักมีจินตนาการสูง มองอะไรเกินกว่าความจริงเสมอ เราก็เลยพยายามที่จะมองให้ได้ว่า ‘สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เป็น’ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น
อ่านเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาที่คุณ Yodmanudying เขียนทีไรทำให้รู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่อย่างน้อยสิ่งที่คุณ Yodmanudying เอามาเล่าให้ฟังก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเราให้ไปหาเรื่องเกี่ยวกับปรัชญามาอ่านเพิ่มเติม
ความเห็น โดย oneditorial — มิถุนายน 26, 2009 @ 10:54 pm |
^
^
ขอบคุณนะคะ ^_^
ความเห็น โดย yodmanudying — มิถุนายน 28, 2009 @ 3:31 pm |
เกิดวันเก๋มาก (ฮ่าๆ)
แฮปปี้เบิร์ธเดย์ครับ
ความเห็น โดย บุญชิตฯ — มิถุนายน 28, 2009 @ 4:29 pm |
^
^
ฮ่าๆ ช่ายค่า แม่ไล่ออกจากท้องวันชาติพอดี
ขอบคุณนะคะ
ความเห็น โดย yodmanudying — มิถุนายน 29, 2009 @ 4:58 am |
อ่านแล้วเหมือนกับไปเรียนเรื่องการใช้เหตุผลใหม่เลย…
วันที่ 1 กินแม่โขงผสมโซดา…ผล…เมา
วันที่ 2 กินแสงโสมผสมโซดา…ผล…เมา
วันที่ 3 กินBlack Label ผสมโซดา…ผล…เมา
วันที่ 4 กินชีวาสผสมโซดา…ผล…เมา
สรุป…การกินโซดาทำให้…เมา…
ความเห็น โดย once in a blue moon — มิถุนายน 29, 2009 @ 12:05 pm |
พี่หญิงกลับหรือยังคะ
เมื่อวานโทรไปหา ไม่แน่ใจว่ายังอยู่มั้ย
มีของฝากเล็กๆ น้อยๆ จะให้น่ะค่ะ
แต่ตอนนี้ปุ๊กไม่อยู่เหมือนกัน
เลยไม่รู้ว่าจะไปหาตอนไหนดีหนอ
ความเห็น โดย foneko — กรกฎาคม 6, 2009 @ 11:35 am |
โทษทีจ้าฝน เพิ่งหายไม่สบาย
เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรหานะคะ
ไม่รู้พี่โยกับปุ๊กกลับกันวันไหน
ถ้าไม่นาน เดี๋ยวนัดกันเนอะ
เพราะพี่ยังไม่กลับจ้า
ความเห็น โดย yodmanudying — กรกฎาคม 6, 2009 @ 4:51 pm |