YodManudYing’s Blog

พฤษภาคม 11, 2009

โอโมเตะกับอุระในย่องเบาเข้าญี่ปุ่น

Filed under: book — yodmanudying @ 5:04 pm

 

ย่องเบา

 

เพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณโตมร ศุขปรีชาจบไป เป็นหนังสือที่เอามาเองจากเมืองไทยแต่เก็บไว้นานเพิ่งจะเอามาอ่านตอนนี้ ขอสารภาพว่าตอนแรกๆที่ซื้อมาเราเปิดข้ามไปอ่านเรื่องเนื้อปลาวาฬเลย โดยไม่ได้อ่านคำนำหรือบทก่อนหน้านั้น ซึ่งในตอนเนื้อปลาวาฬ เราเห็นเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการกินเนื้อปลาวาฬว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร อ่านแล้วก็แอบคิดในใจว่า เล่มนี้น่าเบื่อแหงๆ เพราะเรานึกว่าคุณโตมรเขียนถึงเรื่องราวและผู้คนที่ไปพบเจอที่ญี่ปุ่น แล้วเอามาเล่าแบบสารคดิ

 

แต่พอมาเปิดอ่านอีกทีตั้งแต่ต้นและได้รู้ประเด็นของหนังสือก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด เล่มนี้สนุกมีมิติและเป็นการเขียนถึงญี่ปุ่นในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน (เอ่อ อย่างน้อยก็ในสายตาคนอ่านหนังสือน้อยเล่มอย่างเราอ่ะนะ) คือเขียนถึงปรัชญาโอโมเตะและอุระ (นอกใน) ที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมเกือบทั้งหมดของชาวญี่ปุ่น ในความรู้สึกของเราหลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าโอโมเตะและอุระเป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ใจกลางจิตใต้สำนึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (เว่อร์ไม๊เนี่ย) คือไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะทำอะไรก็ตามจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างเรื่องภายใน (ความรู้สึกในใจ หรือสิ่งที่ปิดบังไว้) กับเรื่องภายนอก (ชื่อเสียงหน้าตาหรือความเป็นส่วนหนึ่งในสังคม) และสิ่งนี้มันแฝงอยู่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการห่อของ การกิน การอาบน้ำ หนังโป๊ การจัดถนน ไปจนเรื่องใหญ่ๆอย่างความรัก การทำงาน จนถึงการเมือง เรื่องของนอกในนี้ เราพอจะรู้มาก่อนบ้างนิดหน่อย แต่ไม่คาดคิดว่าจะแฝงอยู่ในทุกๆเรื่องของชีวิตชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ ถือว่าเป็นความเข้าใจใหม่สำหรับเรา ซึ่งดีทีเดียว เพราะต่อไปเวลาที่ต้องตีความอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นจะได้ไม่ตื้นเขินเหมือนเดิม  

 

สิ่งที่เด่นอีกอย่างในเล่มคือ วิธีการเล่าเรื่องของคุณโตมรซึ่งเป็นแนวญี่ปุ่นมากๆ (ฮ่า) คือเล่าแบบลึกลับเป็นปริศนาแต่ขณะเดียวกันก็น่ารักคิกขุ (คือไม่ได้ลึกลับแบบขนลุกแต่ลึกลับแบบน่ารักๆ) อ่านแล้วน่าติดตามดี มีตัวละครในนิยายมูราคามิเข้ามาร่วมเล่นด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ คุณโตมรบอกว่า คนญี่ปุ่นมีตัวตนที่มั่นคงมาก ขนาดเปิดรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติได้เต็มที่โดยไม่ถูกกลืน แถมไปๆมาๆยังเอาชนะต่างชาติได้อีก คือเอาของต่างชาติมาปรับให้เป็นแบบญี่ปุ่นและดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะของกิน ศิลปะ ดนตรี ของไฮเทคและอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในส่วนลึก คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกอยากเอาชนะต่างชาติเสมอ จึงทำให้เขาเปิดรับเพื่อเรียนรู้คนอื่นเต็มที่ และพยายามจะทำให้ดีกว่าให้ได้ ทำให้เราอยากรู้ว่าความรู้สึกอยากเอาชนะคนอื่นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาได้ยังไง และปลูกฝังกันยังไงถึงกลายเป็นลักษณะนิสัยโดดเด่นประจำชาติไปได้ ฟังดูอาจจะเหมือนคำถามปัญญาอ่อน ประเภทว่าวัฒนธรรมเกิดมายังไงและสืบทอดยังไง แต่ประเด็นนี้เราว่ามันน่าสนใจจริงๆนะ เพราะถึงญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองยังไงก็ไม่เท่าชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษฝรั่งเศสในอดีต ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกอยากเอาชนะ อยากเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ในขณะที่คนตะวันตกที่เคยเป็นผู้ชนะมาตลอดกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้ (เช่นคนอังกฤษจะเป็นแนวอยากรักษาสิ่งที่ตัวเองมีไว้ มากกว่าอยากเอาชนะคนอื่น)

 

พออ่านไปจนจบเล่มแล้วเหมือนได้รู้ซึ้งว่า โอโมเตะกับอุระมีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นขนาดไหน จนทำให้อยากรู้ว่า คนญี่ปุ่นเองเขามองเห็นบ้างหรือเปล่า ว่าสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขาขนาดไหน อยากรู้ว่าเขามองเห็นตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นมากน้อยแค่ไหน หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองของคนนอกที่มองเข้าไปแล้วตีความเอาเอง

 

โดนรวมหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องนามธรรม แนวๆปรัชญา แนวๆที่มาความคิดนึกของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมแบบหนังสือพาเที่ยวทั่วไป ก็เลยทำให้ถูกใจคนชอบนามธรรมอย่างเราไป ส่วนเรื่องเล่าของชีวิตคุณยายซามูไร (เป็นยังไงต้องไปอ่านเอาเองนะจ๊ะ) ทำให้เราอยากหยิบหนังเรื่องโอชินขึ้นมาดูต่อ (เพราะเวลาฟังชีวิตคนสมัยก่อนที่รำเค็ญๆบางทีก็ทำให้รู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากขึ้นโขเลย) และตอนนี้ก็ได้สั่งซื้อหนังสือ getting wet (เกี่ยวกับออนเซ็น) ที่มีแนะนำอยู่ข้างหลังเล่มไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4 ความเห็น »

  1. >> อยากรู้ว่าเขามองเห็นตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นมากน้อยแค่ไหน หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองของคนนอกที่มองเข้าไปแล้วตีความเอาเอง

    อยากรู้ด้วยคนครับ ;)

    พี่หญิงมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นเปล่าครับ ไม่รู้ลองถามเค้าจะได้เปล่า แหะ แหะ (ถามเค้าเค้าจะบอกเปล่าเนี่ยะ…. แบบ เป็นเรื่องภายในนะ… หรือเปล่า??)

    ความเห็น โดย มะนาว — พฤษภาคม 12, 2009 @ 11:41 am | ตอบกลับ

  2. ช่วงหลังไม่มีเพื่อนญี่ปุ่นเลยค่ะ
    เคยมีสองคนตอนเรียนโท แต่ดูเค้าไม่เปิดมากขนาดจะกล้าถามได้
    (ขนาดถามเรื่องแฟนยังเปลี่ยนเรื่องเลยอ้ะ)

    ความเห็น โดย yodmanudying — พฤษภาคม 13, 2009 @ 8:55 am | ตอบกลับ

  3. หนังสือพี่หนุมเล่มนี้อยู่ใน waiting list ของผมที่จะอ่านให้จบ

    เพราะอ่านแบบควิก สแกน รอบหนึ่งแล้วแต่ไม่จบ

    อานจบแล้วจะมาคุยด้วยครับ

    อ้อ คู่มืออยู่คนเดียวมีตอนแรกแล้วครับ

    หวังว่าหญิงคงสบายดี

    ความเห็น โดย chakkraphan — พฤษภาคม 13, 2009 @ 2:02 pm | ตอบกลับ

  4. อ่านจบแล้วค่า แถมเอากลับมาอ่านซ้ำอีกรอบด้วย สนุกมาก ยิ่งอ่านแล้วทำให้เราอึ้ง ทึ่ง เหวอ กับสังคมชาวญี่ปุ่น ซึ่งคุณโตมรเค้าเล่าได้ละมุนละไมมาก (คือ เนื้อเรื่องทุกตอน มันราบรื่น มุนนุ่มนวลมาก..)
    อ่านจบแล้วเราก็มานั่งคิดเปรียบเทียบหลายอย่างที่อยู่รอบตัวเรา (คือ ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่น) สิ่งแวดล้อม คน ธรรมชาติ แหม… คุณคะ โดนเต็มๆๆ ช่ายเลย มันเป็นแบบที่คุณโตมรเล่า(ประมาณเก้าสิบสาม จุด สามสาม เปอร์เซนต์)

    เคยถามคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับหลายๆอย่างที่มีในหนังสือเล่มนี้ เรื่องจริงค่ะ แต่อาจมักจะเป็นคนรุ่นเก่าอายุเลยวัียกลางคนไปแล้ว แต่เค้าก็อธิบายไม่ได้เท่าไหร่่นักว่า ความรู้สึก ละ ความเชื่อเหล่านั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มาจากไหน เค้ารู้แค่ว่าเค้าคิดและเชื่ออย่างนั้น

    ชอบตอนซูชิปลาวาฬค่ะ และประวัติของซูชิมากมาย(ทำให้เราถึงกับต้องไปหาหนังสือประวัติซูชิมาอ่านแล้วตามไปหาร้านซูชิเนื้อวาฬมากิน—ไม่อาหร่อยเลย เหอเหอ — เหม็นสาบๆ)
    ชอบที่คุณโตมรเล่าเรื่องโอโมเตะซานโด หรือไปจน เจ๊จอย ฝรั่งคลั่งญี่ปุ่น ที่อยู่ดีดีพลิกเรื่องได้อย่างน่าเชื่อ..
    ชอบตอนคุณยายแห่งหมู่บ้าน ที่เล่าเรื่องความเปรี้ยวเซี้ยวตั้งแต่สมัยสาว จน แก่(ก็ยังเปรี้ยว)
    ชอบชายญี่ปุ่นที่ผลุบโผล่ตลอดทั้งเรื่อง แบบไม่ทันตั้งตัว

    หากคุณอ่านหนังสือนี้จบแล้ว อยากให้ลองมาเที่ยวญี่ปุ่นแบบคนเดียวแล้วเที่ยวให้ทั่วทั้งประเทศเหนือจรดใต้ ความรู้สึกจะพุ่งพร่านอย่างมากมายเลยค่ะ

    หนังสือเล่มนี้ เป็น หนึ่งในเล่มโปรด ของชั้นหนังสือไปแล้วค่ะ
    ปล.
    - หากใครต้องการไกด์บุ๊ค คิดว่าหนังสือแล่มนี้ไม่ใช่หนังสือแนะนำสถานที่เที่ยวเลย นะคะ แต่ถ้าต้องการปรัชญาดีดีที่แฝงอยู่ แนะนำให้อ่านมาก

    - ลองถามเพื่อนญี่ปุ่น(อายุเลยวัยกลางคน)ดูแล้วค่ะเค้าอธิบายได้นิดหน่อยว่าความคิดต่างๆที่หล่อหลอมมานั้น คืออะไร ยังไง ซึ่งบางทีก็มีนิดหน่อยที่ไม่ค่อยตรงกับในหนังสือ อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นมุมมองผ่านสายตาของไกจินก็เป็นได้ (เพราะเราคิดว่าคนเรามองตัวเองยังไงก็รู้หรือสำนึกเรื่องของตัวเองได้ไม่หมดหรอก ต้องมีมุมมองของคนอื่นเข้ามาหล่อมาหลอมตัวเราเองอีกด้วย)

    แล้วยังไปลองถามเพื่อนญี่ปุ่นอีกส่วน(ที่อายุน้อยกว่าวัยกลางคน-วัยรุ่นๆน่ะนะ) คำตอบคือ เค้าไม่ค่อยรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับความรู้ ความเื่ชื่อเหล่านั้น อย่างเรื่องของโอโมเตะและอุระ เปรียบเทียบได้กับหลังมือ และหน้ามือ บางคนเค้าก็ทำตามตรงกันข้ามค่ะ เราก็ถามว่า “เอ่า ทำไมเปลี่ยนความเชื่อล่ะ??” เค้าก็ “อือมมม… (ตามนิสัยที่มักจะคิดอะไรนาน ลังเล หรือ เพื่อการเมคชัวร์ ก็ไม่รู้) …ไม่รู้ รู้แต่ว่าตั้งแต่เด็กว่าก็คิดว่าหน้ามือหลังมืิอเป็นแบบนี้”

    นอกจากนั้นหากคุณลองไปถามเพื่อนญี่ปุ่นที่โมดิฟายน์แล้ว(คือพวกที่เคยไปอยู่เมืองนอกมากกว่าหนึ่งปี) คนพวกนี้ก็จะตอบได้ดีในเรื่องที่เค้าเคลียร์มาก แต่บางเรื่องที่มันไม่อยากบอกหรือไม่รู้จริงๆ มันก็ “้hmm… anyway,…” เค้าจะไม่ค่อยสนใจเรื่องที่เป็นเรื่องไกลปากท้องที่ต้องหากินมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของคนที่มาที่นี่แล้วไม่รู้อะไรเกี่ยวกับยุ่นเลยสักนิดเช่นฉัน “พี่ยุ่น สุดยอดจริงๆ…”

    ความเห็น โดย sugusjar — กรกฎาคม 17, 2009 @ 10:23 pm | ตอบกลับ


RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .