YodManudYing’s Blog

พฤษภาคม 15, 2009

นี่แหละชีวิต

Filed under: buddhism, diary — yodmanudying @ 4:54 pm

 

 

ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกปั่นป่วนไปหมดทั้งภายนอกภายใน พอภายนอกมันป่วน ภายในก็ป่วนตาม พอภายในมันป่วน ภายนอกก็ป่วนตาม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเริ่มป่วนก่อนกันแน่ (เหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละ) แต่รู้ว่าพอมันป่วนพร้อมๆกันแล้ว รู้สึกเหมือนถูกอัดก๊อปปี้ด้วยความทุกข์ ถ้าคิดดีๆเนี่ยมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก เพราะเราเป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆในธรรมชาติเท่านั้นเอง มันจะทุกข์หรือสุขก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพียงแต่ เวลามันทุกข์ขึ้นมาเนี่ย ไอ้ตัวฝุ่นเล็กๆตัวนี้ อัตตามันดันใหญ่กว่าโลกทั้งโลกอีก ตลกดีนะ ตัวเล็กๆแต่อัตตาใหญ่คับโลก ดูไม่จืดเลย ช่วงนี้เลยต้องดูอัตตาไปเรื่อยๆเผื่อมันจะยอมอ่อนข้อลงบ้าง

 

เอาคำพูดหลวงพ่อปราโมทย์ที่ฟังเมื่อคืนมาลง (ไฟล์ 500429 อยู่ในซีดีแผ่นที่ยี่สิบ) เพื่อตอกย้ำความจริงของชีวิต

‘ทุกวันนี้เรามีภาระมากเลยเพราะรักกายรักใจ สังเกตดูแค่รักกาย ตั้งแต่หัวถึงเท้าเนี่ย ปรนนิบัติมันเท่าไหร่วันนึง [...] ทำไมต้องโอ๋ ต้องเอาใจร่างกายนี้มาก เพราะเรารักมันมาก ทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่อปรนเปรอมัน ดูแลมันอย่างดี แล้วมันทรยศนะ ถึงวันนึงมันตายทิ้งเฉยๆงั้นแหละ เลี้ยงมันทำไม เดี๋ยวมันก็ทิ้งเราไปแล้ว แค่ดูแลไว้ใช้งาน ต้องฉลาดนะ ไม่ใช่ไม่ดูแล ดูแลไว้ทำประโยชน์สำหรับตัวเอง ไว้ทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ทอดทิ้งแต่ไม่ตกเป็นทาสมัน

 

จิตใจเรา เราก็เป็นทาสมัน เห็นไหม เราดิ้นรนหาความสุขมาตอบสนองความต้องการของใจแทบตลอดเวลาเลย เดี๋ยวก็อยากดู คิดว่าได้ดูแล้วมีความสุข เดี๋ยวก็อยากฟัง ได้ยินเสียงคนนี้แล้วมีความสุข หรือไปดูหนังไปฟังเพลงแล้วจะมีความสุข ทำโน่นทำนี่หวังว่าจะมีความสุข มันมีความสุขแป๊ปเดียวนะ เดี๋ยวมันอยากอีกแล้ว พอมันอยากอีก เราก็ต้องวิ่งหาอารมณ์มาตอบสนองมันอีก ตอบสนองไม่ได้ก็กลุ้มใจ ตอบสนองได้มีความสุขอยู่แว้บเดียวนะ มันก็สั่งงานชิ้นใหม่ให้อยากอย่างอื่นต่อไปอีก ชีวิตวิ่งพล่านไปหาความสุข เหมือนจะได้แต่ไม่เคยได้ ได้มาแล้วก็หลุดมือไปอย่างรวดเร็วเลย

 

พวกเราที่อายุมากหน่อยลองนึกถึงสมัยก่อนๆ ตอนเด็ก เรารู้สึกว่าถ้าเราเรียนหนังสือจบ เราจะมีความสุข พอเรียนหนังสือจบแล้วเราเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ สบายใจ พอจบปริญญาตรี คิดอีกแล้ว ถ้าได้ปริญญาโท ได้ด๊อกเตอร์ด้วย จะมีความสุขอีกแล้ว หลวงพ่อไม่เห็นด๊อกเตอร์จะมีความสุขเลยนะ ให้ห้องนี้ ด๊อกเตอร์เยอะแยะนะ พอเรียนหนังสือพอใจแล้ว มันก็ไม่ได้มีความสุขจริง ก็ไปทำงาน มีงานดีๆ มีตำแหน่งใหญ่ๆ มีเงินเยอะๆ จะมีความสุข เสร็จแล้วยังไม่สุขจริงนะ ต้องหาเมียอีก ถ้ามีเมียสักคน จะมีความสุข พอได้มาหนึ่งคนนะ ถ้ามีสองคนจะสุขกว่านี้อีก มันจะมีแต่คำว่าถ้า ถ้าได้อย่างนี้แล้วจะสุข ลองนึกดูสิ เราเป็นอย่างงั้นไม๊ เราวิ่งหาความสุขทั้งชีวิต พอมีครอบครัวแล้ว ถ้ามีลูกไบร้ๆจะมีความสุข มีลูกว่านอนสอนง่ายจะมีความสุข แต่หายาก ลูกแบบ ‘วานรสอนยาก’ หาง่ายกว่า ความสุขเราไปอิงกับลูกอีกแล้ว ทีแรกก็อิงกับสามีภรรยาเรา อิงกับชื่อเสียง อิงกับตำแหน่ง อิงกับผลประโยชน์ ถ้าได้มาแล้วจะสุข เสร็จแล้วมันไม่มี

 

พอแก่มากขึ้นนะ มันปวดมันเมื่อย เดินไม่ดีก็เคล็ด นั่งนานๆยังเคล็ดได้เลย จะรู้สึกอีก วันไหนไม่ปวดไม่เมื่อยนะ จะมีความสุข ลองไปดูตามโรงพยาบาล พวกเจ็บหนักๆ เขย่าลูกกรงเตียงเลย เมื่อไหร่จะตายซะทีโว้ย ทรมานเหลือเกิน ตายแล้วจะได้มีความสุข เนี่ยจนถึงตายแล้วนะ มันยังหาความสุขไม่ได้เลย มันจะตะกายแกรกๆหาความสุขไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ไม่เคยยั้งคิดเลย เราดูคนอื่นสิ มันมีความสุขซะที่ไหน พ่อแม่เรามีความสุขจริงไม๊ ปู่ย่าตายายมีความสุขจริงไม๊ หายไปไหนหมดแล้ว…’

พฤษภาคม 11, 2009

โอโมเตะกับอุระในย่องเบาเข้าญี่ปุ่น

Filed under: book — yodmanudying @ 5:04 pm

 

ย่องเบา

 

เพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณโตมร ศุขปรีชาจบไป เป็นหนังสือที่เอามาเองจากเมืองไทยแต่เก็บไว้นานเพิ่งจะเอามาอ่านตอนนี้ ขอสารภาพว่าตอนแรกๆที่ซื้อมาเราเปิดข้ามไปอ่านเรื่องเนื้อปลาวาฬเลย โดยไม่ได้อ่านคำนำหรือบทก่อนหน้านั้น ซึ่งในตอนเนื้อปลาวาฬ เราเห็นเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการกินเนื้อปลาวาฬว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร อ่านแล้วก็แอบคิดในใจว่า เล่มนี้น่าเบื่อแหงๆ เพราะเรานึกว่าคุณโตมรเขียนถึงเรื่องราวและผู้คนที่ไปพบเจอที่ญี่ปุ่น แล้วเอามาเล่าแบบสารคดิ

 

แต่พอมาเปิดอ่านอีกทีตั้งแต่ต้นและได้รู้ประเด็นของหนังสือก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด เล่มนี้สนุกมีมิติและเป็นการเขียนถึงญี่ปุ่นในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน (เอ่อ อย่างน้อยก็ในสายตาคนอ่านหนังสือน้อยเล่มอย่างเราอ่ะนะ) คือเขียนถึงปรัชญาโอโมเตะและอุระ (นอกใน) ที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมเกือบทั้งหมดของชาวญี่ปุ่น ในความรู้สึกของเราหลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าโอโมเตะและอุระเป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ใจกลางจิตใต้สำนึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (เว่อร์ไม๊เนี่ย) คือไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะทำอะไรก็ตามจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างเรื่องภายใน (ความรู้สึกในใจ หรือสิ่งที่ปิดบังไว้) กับเรื่องภายนอก (ชื่อเสียงหน้าตาหรือความเป็นส่วนหนึ่งในสังคม) และสิ่งนี้มันแฝงอยู่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการห่อของ การกิน การอาบน้ำ หนังโป๊ การจัดถนน ไปจนเรื่องใหญ่ๆอย่างความรัก การทำงาน จนถึงการเมือง เรื่องของนอกในนี้ เราพอจะรู้มาก่อนบ้างนิดหน่อย แต่ไม่คาดคิดว่าจะแฝงอยู่ในทุกๆเรื่องของชีวิตชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ ถือว่าเป็นความเข้าใจใหม่สำหรับเรา ซึ่งดีทีเดียว เพราะต่อไปเวลาที่ต้องตีความอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นจะได้ไม่ตื้นเขินเหมือนเดิม  

 

สิ่งที่เด่นอีกอย่างในเล่มคือ วิธีการเล่าเรื่องของคุณโตมรซึ่งเป็นแนวญี่ปุ่นมากๆ (ฮ่า) คือเล่าแบบลึกลับเป็นปริศนาแต่ขณะเดียวกันก็น่ารักคิกขุ (คือไม่ได้ลึกลับแบบขนลุกแต่ลึกลับแบบน่ารักๆ) อ่านแล้วน่าติดตามดี มีตัวละครในนิยายมูราคามิเข้ามาร่วมเล่นด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ คุณโตมรบอกว่า คนญี่ปุ่นมีตัวตนที่มั่นคงมาก ขนาดเปิดรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติได้เต็มที่โดยไม่ถูกกลืน แถมไปๆมาๆยังเอาชนะต่างชาติได้อีก คือเอาของต่างชาติมาปรับให้เป็นแบบญี่ปุ่นและดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะของกิน ศิลปะ ดนตรี ของไฮเทคและอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในส่วนลึก คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกอยากเอาชนะต่างชาติเสมอ จึงทำให้เขาเปิดรับเพื่อเรียนรู้คนอื่นเต็มที่ และพยายามจะทำให้ดีกว่าให้ได้ ทำให้เราอยากรู้ว่าความรู้สึกอยากเอาชนะคนอื่นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาได้ยังไง และปลูกฝังกันยังไงถึงกลายเป็นลักษณะนิสัยโดดเด่นประจำชาติไปได้ ฟังดูอาจจะเหมือนคำถามปัญญาอ่อน ประเภทว่าวัฒนธรรมเกิดมายังไงและสืบทอดยังไง แต่ประเด็นนี้เราว่ามันน่าสนใจจริงๆนะ เพราะถึงญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองยังไงก็ไม่เท่าชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษฝรั่งเศสในอดีต ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกอยากเอาชนะ อยากเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ในขณะที่คนตะวันตกที่เคยเป็นผู้ชนะมาตลอดกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้ (เช่นคนอังกฤษจะเป็นแนวอยากรักษาสิ่งที่ตัวเองมีไว้ มากกว่าอยากเอาชนะคนอื่น)

 

พออ่านไปจนจบเล่มแล้วเหมือนได้รู้ซึ้งว่า โอโมเตะกับอุระมีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นขนาดไหน จนทำให้อยากรู้ว่า คนญี่ปุ่นเองเขามองเห็นบ้างหรือเปล่า ว่าสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขาขนาดไหน อยากรู้ว่าเขามองเห็นตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นมากน้อยแค่ไหน หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองของคนนอกที่มองเข้าไปแล้วตีความเอาเอง

 

โดนรวมหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องนามธรรม แนวๆปรัชญา แนวๆที่มาความคิดนึกของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมแบบหนังสือพาเที่ยวทั่วไป ก็เลยทำให้ถูกใจคนชอบนามธรรมอย่างเราไป ส่วนเรื่องเล่าของชีวิตคุณยายซามูไร (เป็นยังไงต้องไปอ่านเอาเองนะจ๊ะ) ทำให้เราอยากหยิบหนังเรื่องโอชินขึ้นมาดูต่อ (เพราะเวลาฟังชีวิตคนสมัยก่อนที่รำเค็ญๆบางทีก็ทำให้รู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากขึ้นโขเลย) และตอนนี้ก็ได้สั่งซื้อหนังสือ getting wet (เกี่ยวกับออนเซ็น) ที่มีแนะนำอยู่ข้างหลังเล่มไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บลอกที่ WordPress.com .