
อ่านหนังสือ Big Babies or Why can’t we just grow up ของ Michael Bywater ไปนิดหน่อย แล้วคิดอะไรได้นิดหน่อย ก็เลยมาเขียนไว้นิดหน่อย (ฮ่าๆ) ที่ว่าอ่านไปนิดหน่อยเนี่ย คือ นิดหน่อยจริงๆนะ ยังไม่จบบทแรกเลย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านต่อแล้ว
จากที่อ่านไปนิดหน่อย เราว่า Bywater เขียนหนังสือได้ตลกดี แต่ก็อาจจะตลกมากเกินไป เพราะว่าพอเปิดหนังสือขึ้นมาเราเห็นมุกตลกกระจายเกลื่อนเต็มหนังสือไปหมด จนหลายครั้งเราต้องอ่านข้ามๆไปเลย ก็คนเราไม่ได้มีเวลาและอารมณ์ไว้สำหรับความตลกตลอดนี่นะ สำหรับใจความหลักๆของหนังสือ เราเข้าใจ(เอาเอง)ว่าเขากำลังวิพากษ์วัฒนธรรมของโลกทุนนิยมตะวันตกอยู่ หรือถ้าพูดรวมๆไปเลย ก็คือวิพากษ์ระบบทุนนิยมประชาธิปไตยนั่นเอง Bywater เริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยการบอกว่า ‘Something has gone wrong’—ทำไมต้องมีคนคอยบอกเราตลอดเวลาว่าเราควรจะกินอะไร อาหารอะไรมีประโยชน์บ้าง วิตามินอะไรต้องกินเพิ่ม เราควรใช้อะไรทาหน้าให้ผิวดี เราควรจะใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี เราควรทำยังไงถึงจะหายเครียด มีบอกทั้งในทีวี วิทยุ และในหนังสือ how-to ที่มีเกลื่อนแผงไปหมด ดูเหมือนว่าระบบทุนนิยมจะให้ข้อมูลกับคนมากเกินไปจนเหมือนกับเห็นคนเป็นเด็กทารกยังไม่โต คิดอะไรเองไม่เป็น แต่ไม่ใช่แค่ระบบทุนนิยมเท่านั้น ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เห็นแก่สิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นใหญ่ ก็ชอบทำกับประชาชนแบบทารกตัวโตด้วยการดูแลไปหมดทุกเรื่องเหมือนกัน ตั้งแต่การมีเพศสัมพันธ์ (อย่าลืมใส่ถุงยาง) การมีลูก (ควรจะมีกี่คน) การขับรถ (อย่าให้เร็วเกินไป และอย่าเมา) จะไปไหนก็มีป้ายบอกเป็นสิบป้าย หรือแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อนยังต้องมีป้ายเตือนให้ระวังสะดุด จะขึ้นรถไฟฟ้าก็มีเสียงเตือนให้คอยระวังช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลา นอกจากนี้ เวลาประชาชนคุยโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต หรือจะเดินไปไหน จะทำอะไร รัฐก็ต้องรู้ไปหมดทุกอย่าง (แน่นอนรัฐมีวิธีที่จะรู้ได้ โดยประชาชนไม่รู้ตัว) แต่ที่เข้าไปสอดส่องดูแลทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งสิ้น เหมือนๆกับพ่อแม่ที่ต้องการปกป้องลูกน้อยด้วยการแอบดูว่าลูกคุยโทรศัพท์กับใคร เรื่องอะไรบ้าง วันนี้ลูกอาบน้ำหรือยัง
แต่ถ้าสังคมจัดการอะไรๆให้ประชาชนหมดทุกเรื่องแบบนี้ ประชาชนจะกลายเป็นทารกตัวโต ที่ไม่เคย(และไม่มีโอกาส)ได้รู้จักตัวเอง ก็จะเอาเวลาที่ไหนมารู้จักตัวเองในเมื่อจะขยับไปไหน จะทำอะไรก็มีแต่คนคอยบอกๆๆ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนไม่นับถือตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ขาดความรับผิดชอบ และขาดการใช้วิจารณญาณที่ดี
ดูเหมือนว่าโดยตัวระบบแล้วจะหวังดีกับประชาชน อยากดูแล อยากให้ประชาชนมีเสรีภาพมีความปลอดภัยเต็มที่ เหมือนกับที่พ่อแม่อยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกเต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้ามคือ ประชาชนกลับรู้สึก ‘ขาด’—ขาดเพราะอะไร? ก็เพราะประชาชนไม่ใช่ทารก ไม่ได้ต้องการการดูแลมากแบบทารก พอถูกดูแลมากเกินไป จึงรู้สึกขัดแย้ง รู้สึกว่าความต้องการที่แท้จริงไม่ได้รับการเติมเต็ม นี่อาจจะเป็นสาหตุหนึ่งที่ทำให้คนในระบบทุนนิยมไม่ค่อยมีความสุข เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่จริง จะต้องสามารถปกครองตัวเองได้ คิดเอง ตัดสินใจเองได้ เลือกสิ่งต่างๆเองได้ ไม่ใช่มีคนมาคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ถึงแม้จะเอามาให้ในรูปแบบของทางเลือก (choices) แล้วบอกว่า เราแค่ให้ข้อมูลเท่านั้นส่วนคุณเป็นคนเลือกเอง แต่ถ้าเอามาให้มากเกินไป คนรับก็จะกลายเป็นเหมือนเด็กสปอยล์คนหนึ่ง ที่พ่อแม่เอาของเล่นมาให้เลือกเยอะแยะมากมาย จนไม่รู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองต้องการเล่นอะไร
ทุนนิยมประชาธิปไตยกลายเป็นวัฒนธรรมของการประเคนและปกป้อง โดยเอาความสะดวกปลอดภัยและมนุษยธรรมขึ้นมาอ้างเพื่อเข้าจัดการกับชีวิตของประชาชน เหมือนกับที่พ่อแม่จัดการให้กับทารก โดยผลที่ตามมาคือ หนึ่ง ทำให้ประชาชนรู้สึกขาด รู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าภายในใจ เพราะไม่รู้ว่าที่แท้ตัวเองคือใครและต้องการอะไรกันแน่ ถ้าพูดตามแบบฝรั่งก็คือ ขาดความรู้สึก และความสามารถในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง (autonomy) นั่นเอง ซึ่งน่าแปลกเพราะระบบนี้มีขึ้นเพื่อสร้าง autonomy แต่กลับให้ผลตรงข้าม สองคือ บางทีการเข้าปกป้องสิทธิเสรีภาพมากๆด้วยการเข้าจัดการกับชีวิตคนมากไป กลับเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพเสียเอง มองดูคล้ายกับเป็นเผด็จการแบบโอ๋ๆมากกว่า
แต่ถ้าไม่ให้รัฐปกป้องประชาชนเลย แล้วจะมีรัฐไว้เพื่ออะไร คำถามก็คือ ความพอดีอยู่ตรงไหน เปรียบเทียบเหมือนพ่อแม่ที่ดูแลปกป้องลูกมากเกินไปก็กลายเป็นทำให้ลูกไม่มีตัวตน ขาดอิสระ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ปกป้องลูกเลย ลูกก็ขาดที่พึ่งและไม่ปลอดภัย แล้วตรงจุดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี
มองดูประเทศไทยบ้าง คุณสมบัติของความเป็นทารกคุณสองได้เลย เพราะนอกจากเราจะรับเอาวัฒนธรรมทารกมาจากต่างชาติแล้ว วัฒนธรรมของเราเองก็ส่งเสริมความเป็นทารกอย่างยิ่งอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาบัน แม้แต่เรื่องของกระแสทางความคิดความเห็น เราก็มักจะรอให้มีผู้นำกระแสขึ้นมาสักคนสองคน มาบอกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี หรือมาบอกว่าใครดีใครชั่ว แล้วพวกเราก็เกาะกระแสไปด้วยกันอย่างสามัคคี (และไม่สามัคคี) เราอาจจะมองคนไทยในแง่ลบเกินไปก็ได้นะ แต่เรามองจากตัวเราเองที่เป็นคนไทยนี่แหละ เพราะเราก็มีระดับความเป็นทารกสูงมากคนหนึ่ง ทีนี้ถ้าถามว่าทางออกคืออะไร จะเป็น 1) แก้ที่วัฒนธรรมของเราเพื่อไปเป็นทารกตัวโตอย่างที่ต่างชาติเขาเป็นกัน (ที่พวกเราเรียกกันว่า เป็นสากล ทั้งๆที่คำว่าสากล อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย) หรือ 2) แก้หลักการต่างๆเพื่อให้มาสอดคล้องกับวัฒนธรรมของเราเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะเป็นทารกตัวเล็กแบบไทยๆต่อไป
จะเลือกทางไหน เราไม่ขอออกความเห็นเพราะ เราไม่รู้จริงๆว่าการยืนยันที่จะเป็นทารกต่อไป—ไม่ว่าจะตัวโตหรือตัวเล็ก—มันจะดีจริงๆหรือไม่
ปล ที่เขียนนี่คือเราตีความเอง วิจารณ์เอง ในหนังสือไม่ได้เขียนว่า ทุนนิยม หรือว่าประชาธิปไตยหรอก และท่าทางเขาจะต่อต้านการให้คำจำกัดความใดๆเสียด้วย อันที่จริงเราก็ไม่ควรเขียนลงไปเหมือนกัน เพราะความหมายของคำมันกว้างและหลากหลายเหลือเกิน แต่เราต้องการให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่กำลังพูดถึงเท่านั้นเอง
ปล2 เราไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าทุนนิยมประชาธิปไตยเป็นระบบที่ไม่ดี และเผด็จการดีกว่านะ แต่เราแค่มองระบบการเมืองเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเป็นสิ่งที่สมควรจะวิจารณ์ได้
ผ่านมาทักทายแล้วก็ทิ้งท้ายว่า…บางทีการที่เราคิดว่าเขาโอ๋ อาจเป็นการชี้ทางเลือกอีกทางที่เรามองไม่เห็น เผื่อเราจะใช้ในการตัดสินใจ เหมือนพ่อแม่ที่คอยเตือน..ซแต่ถ้าเราจะไม่ฟังพ่อแม่ก็ตามใจ….
แต่ถ้าพลาดเมื่อไหร่…จะมีคำไล่หลังมาว่า…
เห็นไหม บอกแล้วไม่ฟัง…..
ความเห็น โดย ท่องโดดเดี่ยวหมื่นลี้ — เมษายน 23, 2009 @ 2:24 am |
^
^
แล้วธารเชื่อฟังพ่อแม่รึเปล่า? :b
ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 23, 2009 @ 1:35 pm |
ธารก็เชื่อนะ แต่ถ้าพ่อแม่ขัดใจ…ธารก็จะรวมตัวกับพี่น้องออกไปนั่งชุมนุมที่หน้าบ้าน…
เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องตามวิถีของประชาธิปไตย…โดยสันติ อหิงสาและปราศจากอาวุธ…
อ้อ…ต้องมีผ้าโพกเป็นสัญลักษณ์ด้วย…
ความเห็น โดย ท่องโดดเดี่ยวหมื่นลี้ — เมษายน 25, 2009 @ 2:15 am |
ซื้อหนังสือมาแล้วครับ เพิ่งได้รับวันนี้แต่ปกหนังสือเป็นคนละแบบแตกต่างกับของคุณ yodmanudying แต่ก็คงหาเวลาอ่าน Big Babies ยากอีกตามเคย ถ้าผมอ่านเมื่อไรจะมาเล่าให้ฟังน่ะครับ
ความเห็น โดย oneditorial — เมษายน 29, 2009 @ 8:54 pm |
^
^
อ่านให้สนุกนะคะ ถ้าอ่านจบแล้วอย่าลืมเขียนเล่าให้ฟังนะคะ เพราะเราก็ยังอ่านไม่จบ :b
ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 30, 2009 @ 12:42 am |