YodManudYing’s Blog

มีนาคม 30, 2009

Murakami—the runner

Filed under: book — yodmanudying @ 11:01 pm

murakami

 

ตอนนี้กำลังอ่านเล่มใหม่ของมูราคามิอยู่ค่ะ ชื่อว่า What I talk about when I talk about running เป็นความเรียงเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนของมูราคามิ ทั้งประวัติการวิ่งของเขาที่ประเทศต่างๆ วิธีการฝึกวิ่ง ความคิดและความไม่คิดของเขาในขณะวิ่ง ซึ่งทั้งหมดเขาเอามาโยงเข้ากับชีวิตการเขียนหนังสือของเขาได้อย่างน่าสนใจ เล่มนี้มีปรัชญาชีวิตและการทำงานของเขามากมาย ใครอยากรู้จักตัวตนของมูราคามิห้ามพลาดเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เรายังอ่านไม่จบ เหลืออีกนิดหน่อย แต่ก็มาเขียนถึงแล้วเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรทำ พูดง่ายๆ คือว่างมากนั่นแหละ ฮ่าๆ แต่หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานเขียนหนังสือ อ่านแล้วจะได้เปรียบเทียบกับตัวเอง น่าจะได้มุมมองที่ไม่เคยมองมาก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่า ถ้าเนื้อหาแบบเดียวกันนี้แต่เป็นคนอื่นเขียน จะเขียนได้น่าสนใจเท่านี้หรือเปล่า เล่มนี้ถึงจะไม่ใช่นิยายแต่ก็ทำให้เราติดหนึบได้เหมือนกัน

 

ปล ที่จะเขียนต่อไปไม่ใช่สรุปสิ่งที่อ่าน แต่เป็นบันทึกความคิดที่เราจดเอาเอาไว้เป็นประเด็นๆ เลยยกมาแบบแยกประเด็นอย่างนี้เลยแล้วกัน มันอาจจะไม่ติดปะต่อกัน แต่ขี้เกียจเรียบเรียงใหม่แล้ว

ปล2 ใครไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านเล่มจริงก็ยังไม่ต้องอ่านที่เราเขียนนะ เพราะว่าสปอยล์เยอะ

 

วิ่งดูจิต

มูราคามิเล่าว่ากีฬาที่เขาชอบมากจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว เพราะเขาไม่ชอบการเล่นอะไรเป็นทีม ดังนั้นเขาจึงชอบวิ่งและว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ ตอนหลังเขาเพิ่มขี่จักรยานเข้ามาด้วย กลายเป็นไตรกีฬา แต่ก่อนที่เขาจะหันมาเล่นไตรกีฬา เขาวิ่งก่อน คือวิ่งทุกวันวันละเป็นชั่วโมงๆ และลงแข่งวิ่งมาราธอนตามประเทศต่างๆทุกปี เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้ว

 

ก่อนที่จะอ่าน เราเดาเอาว่ามูราคามิจะเขียนถึงสิ่งที่เขาคิดเวลาวิ่ง เช่นเขาอาจจะคิดพล็อตนิยายได้ตอนวิ่ง แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาบอกว่า ขณะที่เขาวิ่ง เขาจะไม่คิดอะไร หรือเรียกได้ว่าไม่พยายาม/ไม่เจตนา/ไม่ตั้งใจจะขบคิดอะไรเป็นพิเศษ เขาปล่อยใจให้สบายๆ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เห็นความคิดของตัวเองมากมายวิ่งผ่านมาผ่านไป ลักษณะเหมือนการวิ่งดูจิต แบบเดียวกับการทำวิปัสสนาในศาสนาพุทธเลย ทำให้เราคิดว่า ถ้าเขาไม่ได้อ่านเกี่ยวกับศาสนามาก่อนและตั้งใจทำตาม เขาก็คงต้องเคยเป็นพระมาในชาติก่อนๆแน่ ถึงสามารถทำวิปัสสนาได้ทั้งๆที่ไม่ได้เรียน 

murakami_signture

 (ลายเซ็นน่ารัก)

A Pluralist

ในเล่มนี้ มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่เยอะ (คล้ายๆกับคำคมนะ) แต่มีตอนหนึ่งที่ทำให้เราสะดุดมาก เขาเขียนว่า so the fact that I’m me and no one else is one of my greatest assets. (p19)’ แสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นตัวเองว่าแตกต่างจากคนอื่น และดูเหมือนเขาก็จะมองว่าคนอื่นๆก็ล้วนแตกต่างจากกัน เป็นมุมมองแบบของ pluralists ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม และจากที่เราอ่านนิยายเรื่อง After Dark เราก็รู้สึกอยู่แล้วว่ามูราคามิเป็น pluralist คนหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เรานึกถึง Isaiah Berlin เพราะ Berlin ก็เคยพูดไว้ทำนองนี้ว่า ถ้าเรามองเห็นตัวเองแตกต่างจากคนอื่น (unique) เราถึงจะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ (หมายความว่าถ้าเรามองเห็นตัวเองเป็นคนตามมาตรฐาน ไม่unique เราก็จะมองคนอื่นอย่างนั้น และถ้าใครผิดไปจากมาตรฐานก็ถือว่าผิด รับไม่ได้) แปลว่าการจะเป็น pluralist หรือไม่ การจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีมุมมองต่อตัวเองอย่างไร ตอนนี้เราเริ่มสงสัยแล้วว่า คนส่วนใหญ่เขามองตัวเองยังไงกันนะ? แตกต่างหรือไม่แตกต่าง?

 

murakami2

ความยากลำบาก

โดนส่วนใหญ่มูราคามิจะไม่ได้บรรยายถึงการวิ่งในลักษณะของการออกกำลังที่รื่นรมณ์มีความสุข แต่จะบรรยายถึงความเหนื่อยยากในการฝึก และความเหนื่อยยากในการวิ่งให้ถึงเส้นชัย เป็นความทรมานมากกว่ารื่นรมณ์ ทรมานทั้งหิวน้ำ ปวดขาและเหนื่อยแทบขาดใจ จนเขาอยากจะเลิกวิ่งแล้วกลับบ้านไปดื่มเบียร์เย็นๆ ความทรมานนี้เขาเรียกว่า runner’s blues  ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาวิ่งมาราธอน แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จทุกครั้ง เขาวิ่งจนเข้าเส้นชัยได้ และไม่เคยยอมเดินเข้าสักครั้ง อ่านแล้วรู้สึกว่าการวิ่งของเขาเหมือนเป็นการเอาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด เพื่อที่จะสู้ (กับตัวเอง)แบบสุดตัว เป็นการกระทำของคนที่ชอบความท้าทาย(ตัวเอง) จริงๆ ดังนั้นความสุขจากการวิ่งของเขาจึงเกิดขึ้นหลังจากที่เขาวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว คือบรรลุเป้าหมายแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ขณะกำลังวิ่ง  

 

ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำจะเป็นไปในลักษณะนี้ ทั้งบาร์แจ๊ส การวิ่งและการเขียน เขาทำในลักษณะทุ่มเทชีวิตเต็มที่ อย่างที่เขาเขียนว่า do it or die! เขาชอบที่จะมองทุกอย่างเป็นความยากลำบากอย่างสุดๆและฝ่าฟันไปเพื่อที่จะมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ เราอ่านแล้วรู้สึกอิจฉานะ อยากมีความทะยานอยากต่อสู้แบบนี้บ้าง ถ้าเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรก็คงสำเร็จได้ไม่ยาก

 

ที่น่าแปลกใจสำหรับเราคือ เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากด้วยเหมือนกันยาก ลำบากและทรมานพอๆกับการวิ่งมาราธอน เราแปลกใจเพราะ เราเคยคิดว่าคนมีพรสวรรค์ หรือคนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ไม่น่าจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องยาก เขาน่าจะรู้วิธี หรือมีเทคนิคเฉพาะตัวในการทำงาน ที่ทำให้งานมันง่ายแล้ว แต่สำหรับมูราคามิ เขายังรู้สึกว่ายาก สาเหตุเพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่มีข้อจำกัดมากมาย (ถึงเขาจะเขียนได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ หรือวิ่งได้นานๆ แต่เขาก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง) ซึ่งแตกต่างจากคนอัจฉริยะอย่าง เช็กส์เปียร์ หรือดิกเกนส์ ที่สามารถสร้างสรรค์งานดีๆออกมาได้ตลอดเวลา และเมื่อเขามีข้อจำกัด เขาก็พยายามทำให้ข้อจำกัดของเขามีประโยชน์ ขึ้นมาโดยเอามาเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาจุดเด่นในตัวของเขาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อที่จะทดแทนข้อจำกัดเหล่านั้น เรียกว่าเป็นคนที่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก หรืออย่างน้อยก็พยายามจะรักษาระดับความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะไม่ให้มันเสื่อมไปกับอายุที่มากขึ้น ที่ต้องใช้คำว่า พยายามเพราะเขาพยายามจริงๆ เขาไม่ได้หลงตัวเองเลยว่าเก่งแล้ว  

 

สำหรับมูราคามิ นักเขียนที่เก่งต้องมีสามอย่างคือ ความสามารถ สมาธิ และความอึด (ในการจดจ่อกับเรื่องเดียวได้นานๆ) ซึ่งคนที่มีความสามารถน้อย ก็จะใช้สมาธิและความอึดเพื่อค้นหาและดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาได้อีก มูราคามิคิดว่าการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากๆจะช่วยในเรื่องของสมาธิและความอึดให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก การออกกำลังกายจึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเขียนนั่นเอง และด้วยความที่มูราคามิไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการวิ่งมากเป็นพิเศษเพื่อให้การวิ่งมาช่วยเพิ่มหรืออย่างน้อยก็ช่วยรักษาระดับความสามารถในการเขียนของเขา

 

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากก็คือ เวลาเขียน เขาจะใช้วิธีขุดหาความทุกข์ทรมานที่อยู่ลึกกลางใจ (อยู่ที่กลางใจอยู่ที่ใจกลาง!) ออกมาเขียน เหมือนเป็นการบีบสารพิษในร่างกายออกมาใช้ในงาน ซึ่งถ้าใครอ่านงานของเขาจะไม่แปลกใจเลยที่เขาคิดแบบนี้ การเขียนก็เลยเป็นเรื่อง unhealthy ที่เขาจำเป็นต้องปลดปล่อยมันออกไปด้วยการวิ่งอย่างหนัก

 

สภาวะใหม่—A different place

บทที่ชื่อ Nobody Pounded the Table Anymore, Nobody Threw Their Cups มูราคามิบรรยายการวิ่งระยะไกลของเขา ซึ่งไกลกว่าวิ่งมาราธอนปกติมาก เป็นระยะกว่าหกสิบสองไมล์ ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสิบสองชั่วโมง (มีพักเล็กน้อยเท่านั้น ช่างบ้าพลังจริงๆ) อ่านลักษณะความคิดของเขาขณะวิ่งแล้วยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังวิ่งวิปัสสนาจริงๆด้วย (หรือ เรียกว่าวิ่งจงกรมก็ได้) หรือจะเป็นเพราะความที่เราเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม เราก็เลยดึงเอาไปโยงกันเองก็ได้นะ เพียงแต่สิ่งที่เขาบรรยายมามันคล้ายกับการปฏิบัติธรรมจริงๆ คือเขาวิ่งไปแล้วดูกายที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ดูความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น/เปลี่ยนแปลง/และดับไป ดูไปนานเข้าจนในที่สุดเขาสามารถแยกความเจ็บปวดออกไปได้ รวมทั้งแยกจิตออกไปได้ด้วย อาการนี้มูราคามิเรียกว่า passed through โดยเขาอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ยังมีตัวเขาอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี ซึ่งโดยรวมคือ เขารู้สึกเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สภาวะอีกอย่างหนึ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ เหมือนเข้าไปสู่ a different place ซึ่งในสภาวะนี้ไม่มีความเจ็บปวดเลย และเป็นสภาวะที่แม้แต่จิตของเขาเองก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

โดยความเห็นส่วนตัว เราว่าเขาวิ่งแบบวิปัสสนามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะไกล มันถึงทำให้เขารู้สึกดี และเป็นการเพิ่มพลังในการทำงาน ถ้าเขาหันมาปฏิบัติธรรมจริงๆด้วยความอึดขนาดนี้ เขามีสิทธิบรรลุได้เลย เพราะความอึด อดทนและมุ่งมั่นกับเป้าหมายเป็นคุณสมบัติหลักของการปฏิบัติธรรม ตัวมูราคามิเองก็สงสัยว่าสภาวะนั้นที่เขาอธิบายไม่ได้ มันอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางศาสนาก็ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้จักมัน   

 

หลังจากที่เขาวิ่งจนเข้าสู่สภาวะนั้นแล้ว เขาก็ลดความกระหายอยากในการวิ่งลง จนเกือบจะเลิกวิ่งไปเลย ถ้าให้เราเดา เราคิดว่า ลึกๆแล้วเขาคงกลัวจะไม่ได้เจอสภาวะนั้นอีก หรือไม่ เขาก็รู้สึกว่าได้บรรลุจุดสูงสุดของการวิ่งแล้ว แรงจูงใจที่จะวิ่งก็เลยลดลง แต่หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กลับมาวิ่งอีก เพียงเพื่อที่จะได้เข้าสู่สภาวะของ a different place สักเล็กน้อยก็ยังดี

 

เรื่องของสภาวะพิเศษนี้ ทำให้เรานึกถึงในการ์ตูนนักวิ่งเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Sprinter เขียนโดยโคยาม่า ยู ที่เราอ่านตอนเด็กๆ ในเรื่องพระเอกเป็นนักวิ่ง (บ้านรวยแต่ชอบวิ่งก็เลยมาเป็นนักวิ่ง) วิ่งเร็วมากจนเข้าสู่สภาวะบางอย่างที่รอบข้างไม่เห็นอะไรเลย เหมือนเข้าไปในอุโมงค์หนึ่งและมีแสงเจิดจ้าอยู่รอบๆ ตอนนั้นเราอ่านแล้วขำ รู้สึกว่าเว่อร์มากๆ แต่พอมาอ่านมูราคามิเลยแอบคิดว่าบางทีพวกนักวิ่งเขาอาจจะเจอสภาวะแบบนั้นกันจริงๆก็ได้ ไม่ใช่แค่ในการ์ตูน และคุณโคยาม่า ยู เขาอาจจะไปสัมภาษณ์นักวิ่งจริงๆแล้วเอามาเขียนการ์ตูนก็ได้นะ  พอพูดถึงแล้วทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่องนี้อีกจังเลย

 

นักสู้นักทุ่มเท

มองดูความคิดโดยรวมของมูราคามิแล้วรู้สึกว่า เขาเป็นนักสู้จริงๆ คือรักที่จะใช้ชีวิตอย่างนักสู้ มองผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นนักเขียนไม่เห็นมีอะไรจะต้องสู้มาก และอาจจะจริงอย่างนั้นสำหรับนักเขียนหลายๆคนที่ทำงานไปแบบชิลๆ แต่มูราคามิกลับมองและทำให้การเขียน (รวมทั้งสิ่งอื่นๆในชีวิตของเขา) เป็นสถานการณ์ที่เขาต้องสู้ ซึ่งเขาอาจจะสร้างภาพนั้นขึ้นมาเองเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือเขาอาจะเห็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้ 

 

มูราคามิทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราทำอะไรสักอย่าง แล้วมีคนวิจารณ์ว่า ห่วย กับมีคนวิจารณ์ว่า เหมือนยังไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ แบบหลังจะเจ็บกว่า มูราคามิทำให้เรารู้สึกอยากทุ่มเทบ้าง ก็คนประสบความสำเร็จระดับนี้ยังพยายามอย่างเต็มที่เลย แล้วคนไม่ประสบอะไรเลยแบบเราจะมานั่งชิลๆเนี่ย อายเขานะ!

 

ปล3 ถ้าเราอ่านอีกรอบ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนี้ก็ได้นะ นี่คือความรู้สึกของการอ่านรอบแรก

ปล4 หรือว่าเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นนะ ที่ชอบทุ่มเท บ้าพลัง (สังเกตจากการ์ตูนหลายๆเรื่อง)

ปล5 ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจในเล่มนี้ ต้องไปอ่านกันเองจ้า

 

 

11 ความเห็น »

  1. เป็นบทความที่ถูกที่ ถูกเวลา ถูกใจ ถูกอะไรต่ออะไรมากมายเลยครับ

    อย่างที่บอกว่า ช่วงนี้ผมเป็น “มือใหม่มุราคามิ” กำลังไล่หาหนังสือมุราคามิอ่าน ทั้งเล่มใหม่เล่มเก่า (เพิ่งจบ “Norwegian Wood” และอ่านบางเรื่องในรวมเรื่องสั้น “เส้นแสงที่สุญหาย เราร้องไห้เงียบงัน” ไป)

    คืนนี้จะต้องขึ้นเครื่องบินกลับฝรั่งเศสอีก แต่รอบนี้จิตใจอาวรณ์เป็นพิเศษ – ทั้งๆที่ไปๆกลับๆ มานี่แทบนับรอบไม่ถูกแล้ว แต่ก็คราวนี้กับอาวรณ์เป็นพิเศษ จนคิดว่า จะแอบไปเลื่อนตั๋วดีไหม – ไปแล้วซื้อตั๋วกลับมาเลยดีป่าว (สารภาพว่า อีกหน้าจอ คือเวบขายตั๋วเครื่องบิน)- หรือว่าขอลา เอางานกลับมาเขียนเมืองไทย พยายามรักษาวินัย

    หลายถ้อยคำของมุราคามิที่หญิงถอดออกมา ทำให้รู้สึกว่า “อยากวิ่งมาราธอน” ดู

    อยากจะทำไปถึงจุดที่แยกความเจ็บปวดออกไปได้บ้าง

    จริงๆไม่ได้ถึงกับอ่านแล้ว ตัดใจได้ แพคกระเป๋าไปสุวรรณภูมิได้ทันทีนะครับ แต่รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ

    เดี๋ยวจะเอา “แกะรอย แกะดาว” ไปอ่านบนเครื่องบิน

    ส่วนเรื่องวิ่งแล้วเจอแสงเจิดจ้า เคยเจอในอีกหลายเรื่องนะครับ อย่าง ในการ์ตูนเรื่อง “ตากล้องต้องกล้า” ที่นางเอกไปรอถ่ายภาพนักวิ่ง ก็มีพูดถึงจุดนี้เอาไว้

    หรือเป็นความรู้สึกร่วมกันของชาวญี่ปุ่นหนอ ?

    ความเห็น โดย บุญชิตฯ — เมษายน 1, 2009 @ 12:54 am | ตอบกลับ

  2. ^
    ^
    ความรู้สึกก่อนขึ้นเครื่องเราเข้าใจดีเลยค่ะ ถึงมันจะแย่ไม่เท่ากันทุกครั้ง แต่ก็แย่ทุกครั้ง
    ดีใจที่บทความเราช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้างนะคะ แต่ถ้าอ่านเล่มจริง น่าจะได้แรงบันดาลใจมากกว่านี้เยอะค่ะ

    สู้ๆนะคะ เอาใจช่วย

    ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 1, 2009 @ 4:04 am | ตอบกลับ

  3. hahaha, เราซื้อมาอ่านนานมากเลยครับพี่หญิง ยังอ่านไม่จบซะที เวลาที่มีไม่เคยพอเลยครับ
    ปกติเราเป็นคนอ่านงานแบบ fiction ไม่ได้เลยครับ สมาธิสั้น แต่ดันจินตนาการยาว เลยมีปัญหากับการอ่านวรรณกรรมมาก
    เราเลยชอบอ่านเล่มนี้มากครับ แต่คงฟังดูฉาบฉวยหน่อยๆ เพราะเราแทบไม่เคยอ่านเล่มอื่นๆ ของเฮียแกเลย 555
    เจอกันครับพี่

    เบิ้ม

    ความเห็น โดย wrongdo — เมษายน 2, 2009 @ 3:41 pm | ตอบกลับ

  4. ^
    ^
    เบิ้มหายไปเลย
    ตกลงโปรเจ็กพวกเราพับไปแล้วเหรอ ฮ่าๆ
    ไว้นัดกันจ้ะ

    ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 2, 2009 @ 10:06 pm | ตอบกลับ

  5. As a writer who wants to have a long run in a professional writing career, Mr. Murakami decided to make himself as healthy as he could by going to bed early, quitting smoking and keeping his body fit by running a marathon. To be a good runner he has to drive himself hard physically. Running is a time consuming activity and needs effort. The same applies to his job as a novelist which requires physical and mental drive. Aside from having talent in piecing words, phrases and sentences together, a good novelist must be able to keep his concentration and focus, as well as the ability to endure the long hard work associated with writing a novel. Here we can see the obvious comparison between his writing and running. What I like about this book is Murakami’s acceptance of the reality of his age. When a person gets older, no matter how hard he trains, he is never going to maintain the same pace as the young man he once was, but as he says in his book, “At least He Never Walked.”

    It is a revealing book of the memoirs of a great writer and a decent runner. It is a jolly good read.

    ความเห็น โดย oneditorial — เมษายน 4, 2009 @ 11:03 am | ตอบกลับ

  6. ^
    ^
    At least he never walked—ชอบประโยคนี้มากๆเหมือนกันค่ะ!

    ไปเที่ยวสนุกไม๊คะ รออ่านในบล็อกนะคะ

    ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 4, 2009 @ 12:18 pm | ตอบกลับ

  7. ยังอยากทำมากอยู่ครับ แต่เรารอ laptop ของเราอยู่ครับ สั่งซื้อจากไทย
    เพราะถ้าคุยกันไปเรื่อยๆ แต่ยังเอาทั้งหมดไปทำอาร์ตเวิร์คไม่ได้
    กลัวว่าจะเปลืองพลังงานกันเปล่าๆ แต่เราจะได้มันเดือนนี้แล้วล่ะครับ
    แล้วจะรีบนัดอย่างแรงครับ

    อ้อ…เราเลือกซื้อหนังสือเป็นของขวัญให้น้องที่สนิทคนนึงครับ
    เดินเลือกที่ borders อยู่นาน สุดท้ายควักกระเป๋าจ่ายเงินให้หนังสือที่ชื่อ
    life on the refrigerator door ครับ 555

    ความเห็น โดย wrongdo — เมษายน 5, 2009 @ 9:49 am | ตอบกลับ

  8. ^
    ^
    ฮ่าๆ เบิ้มแอบอ่านก่อนให้น้องสิ พี่ว่าเบิ้มต้องร้องไห้เหมือนพี่แน่ๆเล้ยยย

    ว่างแล้วเจอกันจ้า

    ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 5, 2009 @ 1:37 pm | ตอบกลับ

  9. [...] Book, Japan. Tags: Author, Blogs, Book, Japanese idol, Thailand Blogs trackback Yodmanudying at Yodmanudying’s Blog wrote a very well-thought out topic about Murakami’s memoir; “What I Talk About When I [...]

    Pingback โดย A writer as a runner « Oneditorial — เมษายน 6, 2009 @ 12:13 pm | ตอบกลับ

  10. ลายเซ็นน่ารักจริงๆ

    ป.ล.พี่ไม่ได้ผอมลงหรอกหญิง แต่รูปนั้นพยายามหลบมุมกล้องเอา หุหุ

    ความเห็น โดย grappa — เมษายน 8, 2009 @ 1:11 am | ตอบกลับ

  11. ^
    ^
    นึกว่าพี่แป้ดวิ่งเยอะจนผอมลงซะอีกค่ะ ^_^

    ความเห็น โดย yodmanudying — เมษายน 8, 2009 @ 9:43 am | ตอบกลับ


RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .