YodManudYing’s Blog

มีนาคม 30, 2009

Murakami—the runner

Filed under: book — yodmanudying @ 11:01 pm

murakami

 

ตอนนี้กำลังอ่านเล่มใหม่ของมูราคามิอยู่ค่ะ ชื่อว่า What I talk about when I talk about running เป็นความเรียงเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนของมูราคามิ ทั้งประวัติการวิ่งของเขาที่ประเทศต่างๆ วิธีการฝึกวิ่ง ความคิดและความไม่คิดของเขาในขณะวิ่ง ซึ่งทั้งหมดเขาเอามาโยงเข้ากับชีวิตการเขียนหนังสือของเขาได้อย่างน่าสนใจ เล่มนี้มีปรัชญาชีวิตและการทำงานของเขามากมาย ใครอยากรู้จักตัวตนของมูราคามิห้ามพลาดเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เรายังอ่านไม่จบ เหลืออีกนิดหน่อย แต่ก็มาเขียนถึงแล้วเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรทำ พูดง่ายๆ คือว่างมากนั่นแหละ ฮ่าๆ แต่หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานเขียนหนังสือ อ่านแล้วจะได้เปรียบเทียบกับตัวเอง น่าจะได้มุมมองที่ไม่เคยมองมาก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่า ถ้าเนื้อหาแบบเดียวกันนี้แต่เป็นคนอื่นเขียน จะเขียนได้น่าสนใจเท่านี้หรือเปล่า เล่มนี้ถึงจะไม่ใช่นิยายแต่ก็ทำให้เราติดหนึบได้เหมือนกัน

 

ปล ที่จะเขียนต่อไปไม่ใช่สรุปสิ่งที่อ่าน แต่เป็นบันทึกความคิดที่เราจดเอาเอาไว้เป็นประเด็นๆ เลยยกมาแบบแยกประเด็นอย่างนี้เลยแล้วกัน มันอาจจะไม่ติดปะต่อกัน แต่ขี้เกียจเรียบเรียงใหม่แล้ว

ปล2 ใครไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านเล่มจริงก็ยังไม่ต้องอ่านที่เราเขียนนะ เพราะว่าสปอยล์เยอะ

 

วิ่งดูจิต

มูราคามิเล่าว่ากีฬาที่เขาชอบมากจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว เพราะเขาไม่ชอบการเล่นอะไรเป็นทีม ดังนั้นเขาจึงชอบวิ่งและว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ ตอนหลังเขาเพิ่มขี่จักรยานเข้ามาด้วย กลายเป็นไตรกีฬา แต่ก่อนที่เขาจะหันมาเล่นไตรกีฬา เขาวิ่งก่อน คือวิ่งทุกวันวันละเป็นชั่วโมงๆ และลงแข่งวิ่งมาราธอนตามประเทศต่างๆทุกปี เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้ว

 

ก่อนที่จะอ่าน เราเดาเอาว่ามูราคามิจะเขียนถึงสิ่งที่เขาคิดเวลาวิ่ง เช่นเขาอาจจะคิดพล็อตนิยายได้ตอนวิ่ง แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาบอกว่า ขณะที่เขาวิ่ง เขาจะไม่คิดอะไร หรือเรียกได้ว่าไม่พยายาม/ไม่เจตนา/ไม่ตั้งใจจะขบคิดอะไรเป็นพิเศษ เขาปล่อยใจให้สบายๆ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เห็นความคิดของตัวเองมากมายวิ่งผ่านมาผ่านไป ลักษณะเหมือนการวิ่งดูจิต แบบเดียวกับการทำวิปัสสนาในศาสนาพุทธเลย ทำให้เราคิดว่า ถ้าเขาไม่ได้อ่านเกี่ยวกับศาสนามาก่อนและตั้งใจทำตาม เขาก็คงต้องเคยเป็นพระมาในชาติก่อนๆแน่ ถึงสามารถทำวิปัสสนาได้ทั้งๆที่ไม่ได้เรียน 

murakami_signture

 (ลายเซ็นน่ารัก)

A Pluralist

ในเล่มนี้ มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่เยอะ (คล้ายๆกับคำคมนะ) แต่มีตอนหนึ่งที่ทำให้เราสะดุดมาก เขาเขียนว่า so the fact that I’m me and no one else is one of my greatest assets. (p19)’ แสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นตัวเองว่าแตกต่างจากคนอื่น และดูเหมือนเขาก็จะมองว่าคนอื่นๆก็ล้วนแตกต่างจากกัน เป็นมุมมองแบบของ pluralists ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม และจากที่เราอ่านนิยายเรื่อง After Dark เราก็รู้สึกอยู่แล้วว่ามูราคามิเป็น pluralist คนหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เรานึกถึง Isaiah Berlin เพราะ Berlin ก็เคยพูดไว้ทำนองนี้ว่า ถ้าเรามองเห็นตัวเองแตกต่างจากคนอื่น (unique) เราถึงจะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ (หมายความว่าถ้าเรามองเห็นตัวเองเป็นคนตามมาตรฐาน ไม่unique เราก็จะมองคนอื่นอย่างนั้น และถ้าใครผิดไปจากมาตรฐานก็ถือว่าผิด รับไม่ได้) แปลว่าการจะเป็น pluralist หรือไม่ การจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีมุมมองต่อตัวเองอย่างไร ตอนนี้เราเริ่มสงสัยแล้วว่า คนส่วนใหญ่เขามองตัวเองยังไงกันนะ? แตกต่างหรือไม่แตกต่าง?

 

murakami2

ความยากลำบาก

โดนส่วนใหญ่มูราคามิจะไม่ได้บรรยายถึงการวิ่งในลักษณะของการออกกำลังที่รื่นรมณ์มีความสุข แต่จะบรรยายถึงความเหนื่อยยากในการฝึก และความเหนื่อยยากในการวิ่งให้ถึงเส้นชัย เป็นความทรมานมากกว่ารื่นรมณ์ ทรมานทั้งหิวน้ำ ปวดขาและเหนื่อยแทบขาดใจ จนเขาอยากจะเลิกวิ่งแล้วกลับบ้านไปดื่มเบียร์เย็นๆ ความทรมานนี้เขาเรียกว่า runner’s blues  ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาวิ่งมาราธอน แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จทุกครั้ง เขาวิ่งจนเข้าเส้นชัยได้ และไม่เคยยอมเดินเข้าสักครั้ง อ่านแล้วรู้สึกว่าการวิ่งของเขาเหมือนเป็นการเอาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด เพื่อที่จะสู้ (กับตัวเอง)แบบสุดตัว เป็นการกระทำของคนที่ชอบความท้าทาย(ตัวเอง) จริงๆ ดังนั้นความสุขจากการวิ่งของเขาจึงเกิดขึ้นหลังจากที่เขาวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว คือบรรลุเป้าหมายแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ขณะกำลังวิ่ง  

 

ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำจะเป็นไปในลักษณะนี้ ทั้งบาร์แจ๊ส การวิ่งและการเขียน เขาทำในลักษณะทุ่มเทชีวิตเต็มที่ อย่างที่เขาเขียนว่า do it or die! เขาชอบที่จะมองทุกอย่างเป็นความยากลำบากอย่างสุดๆและฝ่าฟันไปเพื่อที่จะมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ เราอ่านแล้วรู้สึกอิจฉานะ อยากมีความทะยานอยากต่อสู้แบบนี้บ้าง ถ้าเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรก็คงสำเร็จได้ไม่ยาก

 

ที่น่าแปลกใจสำหรับเราคือ เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากด้วยเหมือนกันยาก ลำบากและทรมานพอๆกับการวิ่งมาราธอน เราแปลกใจเพราะ เราเคยคิดว่าคนมีพรสวรรค์ หรือคนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ไม่น่าจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องยาก เขาน่าจะรู้วิธี หรือมีเทคนิคเฉพาะตัวในการทำงาน ที่ทำให้งานมันง่ายแล้ว แต่สำหรับมูราคามิ เขายังรู้สึกว่ายาก สาเหตุเพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่มีข้อจำกัดมากมาย (ถึงเขาจะเขียนได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ หรือวิ่งได้นานๆ แต่เขาก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง) ซึ่งแตกต่างจากคนอัจฉริยะอย่าง เช็กส์เปียร์ หรือดิกเกนส์ ที่สามารถสร้างสรรค์งานดีๆออกมาได้ตลอดเวลา และเมื่อเขามีข้อจำกัด เขาก็พยายามทำให้ข้อจำกัดของเขามีประโยชน์ ขึ้นมาโดยเอามาเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาจุดเด่นในตัวของเขาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อที่จะทดแทนข้อจำกัดเหล่านั้น เรียกว่าเป็นคนที่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก หรืออย่างน้อยก็พยายามจะรักษาระดับความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะไม่ให้มันเสื่อมไปกับอายุที่มากขึ้น ที่ต้องใช้คำว่า พยายามเพราะเขาพยายามจริงๆ เขาไม่ได้หลงตัวเองเลยว่าเก่งแล้ว  

 

สำหรับมูราคามิ นักเขียนที่เก่งต้องมีสามอย่างคือ ความสามารถ สมาธิ และความอึด (ในการจดจ่อกับเรื่องเดียวได้นานๆ) ซึ่งคนที่มีความสามารถน้อย ก็จะใช้สมาธิและความอึดเพื่อค้นหาและดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาได้อีก มูราคามิคิดว่าการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากๆจะช่วยในเรื่องของสมาธิและความอึดให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก การออกกำลังกายจึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเขียนนั่นเอง และด้วยความที่มูราคามิไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการวิ่งมากเป็นพิเศษเพื่อให้การวิ่งมาช่วยเพิ่มหรืออย่างน้อยก็ช่วยรักษาระดับความสามารถในการเขียนของเขา

 

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากก็คือ เวลาเขียน เขาจะใช้วิธีขุดหาความทุกข์ทรมานที่อยู่ลึกกลางใจ (อยู่ที่กลางใจอยู่ที่ใจกลาง!) ออกมาเขียน เหมือนเป็นการบีบสารพิษในร่างกายออกมาใช้ในงาน ซึ่งถ้าใครอ่านงานของเขาจะไม่แปลกใจเลยที่เขาคิดแบบนี้ การเขียนก็เลยเป็นเรื่อง unhealthy ที่เขาจำเป็นต้องปลดปล่อยมันออกไปด้วยการวิ่งอย่างหนัก

 

สภาวะใหม่—A different place

บทที่ชื่อ Nobody Pounded the Table Anymore, Nobody Threw Their Cups มูราคามิบรรยายการวิ่งระยะไกลของเขา ซึ่งไกลกว่าวิ่งมาราธอนปกติมาก เป็นระยะกว่าหกสิบสองไมล์ ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสิบสองชั่วโมง (มีพักเล็กน้อยเท่านั้น ช่างบ้าพลังจริงๆ) อ่านลักษณะความคิดของเขาขณะวิ่งแล้วยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังวิ่งวิปัสสนาจริงๆด้วย (หรือ เรียกว่าวิ่งจงกรมก็ได้) หรือจะเป็นเพราะความที่เราเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม เราก็เลยดึงเอาไปโยงกันเองก็ได้นะ เพียงแต่สิ่งที่เขาบรรยายมามันคล้ายกับการปฏิบัติธรรมจริงๆ คือเขาวิ่งไปแล้วดูกายที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ดูความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น/เปลี่ยนแปลง/และดับไป ดูไปนานเข้าจนในที่สุดเขาสามารถแยกความเจ็บปวดออกไปได้ รวมทั้งแยกจิตออกไปได้ด้วย อาการนี้มูราคามิเรียกว่า passed through โดยเขาอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ยังมีตัวเขาอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี ซึ่งโดยรวมคือ เขารู้สึกเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สภาวะอีกอย่างหนึ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ เหมือนเข้าไปสู่ a different place ซึ่งในสภาวะนี้ไม่มีความเจ็บปวดเลย และเป็นสภาวะที่แม้แต่จิตของเขาเองก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

โดยความเห็นส่วนตัว เราว่าเขาวิ่งแบบวิปัสสนามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะไกล มันถึงทำให้เขารู้สึกดี และเป็นการเพิ่มพลังในการทำงาน ถ้าเขาหันมาปฏิบัติธรรมจริงๆด้วยความอึดขนาดนี้ เขามีสิทธิบรรลุได้เลย เพราะความอึด อดทนและมุ่งมั่นกับเป้าหมายเป็นคุณสมบัติหลักของการปฏิบัติธรรม ตัวมูราคามิเองก็สงสัยว่าสภาวะนั้นที่เขาอธิบายไม่ได้ มันอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางศาสนาก็ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้จักมัน   

 

หลังจากที่เขาวิ่งจนเข้าสู่สภาวะนั้นแล้ว เขาก็ลดความกระหายอยากในการวิ่งลง จนเกือบจะเลิกวิ่งไปเลย ถ้าให้เราเดา เราคิดว่า ลึกๆแล้วเขาคงกลัวจะไม่ได้เจอสภาวะนั้นอีก หรือไม่ เขาก็รู้สึกว่าได้บรรลุจุดสูงสุดของการวิ่งแล้ว แรงจูงใจที่จะวิ่งก็เลยลดลง แต่หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กลับมาวิ่งอีก เพียงเพื่อที่จะได้เข้าสู่สภาวะของ a different place สักเล็กน้อยก็ยังดี

 

เรื่องของสภาวะพิเศษนี้ ทำให้เรานึกถึงในการ์ตูนนักวิ่งเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Sprinter เขียนโดยโคยาม่า ยู ที่เราอ่านตอนเด็กๆ ในเรื่องพระเอกเป็นนักวิ่ง (บ้านรวยแต่ชอบวิ่งก็เลยมาเป็นนักวิ่ง) วิ่งเร็วมากจนเข้าสู่สภาวะบางอย่างที่รอบข้างไม่เห็นอะไรเลย เหมือนเข้าไปในอุโมงค์หนึ่งและมีแสงเจิดจ้าอยู่รอบๆ ตอนนั้นเราอ่านแล้วขำ รู้สึกว่าเว่อร์มากๆ แต่พอมาอ่านมูราคามิเลยแอบคิดว่าบางทีพวกนักวิ่งเขาอาจจะเจอสภาวะแบบนั้นกันจริงๆก็ได้ ไม่ใช่แค่ในการ์ตูน และคุณโคยาม่า ยู เขาอาจจะไปสัมภาษณ์นักวิ่งจริงๆแล้วเอามาเขียนการ์ตูนก็ได้นะ  พอพูดถึงแล้วทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่องนี้อีกจังเลย

 

นักสู้นักทุ่มเท

มองดูความคิดโดยรวมของมูราคามิแล้วรู้สึกว่า เขาเป็นนักสู้จริงๆ คือรักที่จะใช้ชีวิตอย่างนักสู้ มองผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นนักเขียนไม่เห็นมีอะไรจะต้องสู้มาก และอาจจะจริงอย่างนั้นสำหรับนักเขียนหลายๆคนที่ทำงานไปแบบชิลๆ แต่มูราคามิกลับมองและทำให้การเขียน (รวมทั้งสิ่งอื่นๆในชีวิตของเขา) เป็นสถานการณ์ที่เขาต้องสู้ ซึ่งเขาอาจจะสร้างภาพนั้นขึ้นมาเองเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือเขาอาจะเห็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้ 

 

มูราคามิทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราทำอะไรสักอย่าง แล้วมีคนวิจารณ์ว่า ห่วย กับมีคนวิจารณ์ว่า เหมือนยังไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ แบบหลังจะเจ็บกว่า มูราคามิทำให้เรารู้สึกอยากทุ่มเทบ้าง ก็คนประสบความสำเร็จระดับนี้ยังพยายามอย่างเต็มที่เลย แล้วคนไม่ประสบอะไรเลยแบบเราจะมานั่งชิลๆเนี่ย อายเขานะ!

 

ปล3 ถ้าเราอ่านอีกรอบ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนี้ก็ได้นะ นี่คือความรู้สึกของการอ่านรอบแรก

ปล4 หรือว่าเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นนะ ที่ชอบทุ่มเท บ้าพลัง (สังเกตจากการ์ตูนหลายๆเรื่อง)

ปล5 ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจในเล่มนี้ ต้องไปอ่านกันเองจ้า

 

 

มีนาคม 18, 2009

บางอย่างรอไม่ได้

Filed under: short story — yodmanudying @ 6:30 pm

 

 

**เขียนเรื่องสั้นอีกแล้วค่า ใครแวะมาอ่าน ขอคอมเม้นต์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ**

 

บางอย่างรอไม่ได้

 

หลังจากเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัย ฉันมักจะไปหมกตัวอยู่ที่ห้องทำงานสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ห้องทำงานที่ว่านี้เป็นห้องกว้างๆ มีโต๊ะ และคอมพิวเตอร์มากมายสำหรับให้นักศึกษาปริญญาโทจากหลายๆคณะเข้ามานั่งทำงาน บ้างก็ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ บ้างก็เขียนธีสิส แต่สำหรับฉัน ฉันมักเข้าไปนั่งทำงานส่วนตัวเสียมากกว่า

 

งานส่วนตัวของฉันก็คือ เขียนการ์ตูน หลายคนบอกว่าฉันเป็นนักเขียนการ์ตูนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเป็นคนมีชื่อเสียง ต้องมีคนรู้จักมากแค่ไหน และที่สำคัญต้องมีคนชอบกี่คน แต่ฉันไม่มีทางรู้ได้ว่ามีคนชอบฉันและไม่ชอบฉันจริงๆกี่คน ฉันจึงบอกไม่ได้ว่าฉันเป็นคนมีชื่อเสียงจริงหรือไม่ แค่ไหน

 

คนที่มีชื่อเสียงมากกว่าฉันแน่ๆ นั่งอยู่ตรงข้ามฉันนี่เอง เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์ ตัวผอมเล็ก หน้าตาดี ใส่แว่นกรอบสีดำ ผมกระเซิง อายุของเขาแค่ยี่สิบปลายๆ ยังน้อยมากถ้าเทียบกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่ด้วยความอัจฉริยะของเขา ทำให้เขาผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นออกมาได้มากมาย ทำให้เขามีชื่อเสียงรวดเร็ว และตอนนี้เขากำลังผลิตงานที่ทำให้ฉันขนลุก

 

โต๊ะทำงานของเราหันหน้าเข้าหากันฉันจึงมีโอกาสคุยกับเขามากกว่าคนอื่น วันหนึ่งฉันถามเขาว่า

ปี่ก่อนเธอได้รางวัลอะไรนะ

ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม เราสร้างหุ่นยนต์ที่พูดได้เอง โดยไม่ต้องมีคำสั่งเขาตอบทั้งที่สายตาจ้องมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทนที่จะมองหน้าฉัน และฉันก็จ้องไปที่หน้าจอของตัวเองเช่นกัน เรามักคุยกันไปทำงานไป แบบไม่ต้องมองหน้า

โห ทำยังไงน่ะ

อธิบายยากนะ นักเขียนการ์ตูนคงไม่เข้าใจหรอก เขาหัวเราะ

เชอะ ก็ไม่ได้อยากเข้าใจมากนักหรอก โลกนี้มีเสียงคนพูดมากจนหนวกหูจะแย่อยู่แล้ว ผลิตหุ่นให้พูดอีกทำไมก็ไม่รู้

ฮ่าๆ งั้นการ์ตูนยังมีไม่มากพอสินะ ถึงต้องผลิตเพิ่ม เขาพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น

อย่างน้อยการ์ตูนก็ไม่หนวกหูนะ

ถ้างั้นเธออยากให้เราผลิตอะไรล่ะ ตอนนี้น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

อะไรที่มันมีประโยชน์หน่อยน่ะ

เขานิ่งไปนิดหนึ่งแล้วเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟข้างๆตัวมาดื่ม ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า ตอนนี้เรากำลังสร้างสิ่งนึง ไม่แน่ใจว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

บอกมาสิว่าอะไร แล้วเราจะบอกให้ว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

ยาที่ทำให้คนสลายไปได้ สลายไปเป็นอากาศในพริบตา ไม่เจ็บปวดไม่ทรมาน

เฮ้ย นี่มันยาฆ่าคนชัดๆ ตอนนี้ฉันหยุดพิมพ์คอมพิวเตอร์แล้วเอียงตัวไปมองหน้าเขา

ก็แล้วแต่นะว่าเอาไปใช้ทำอะไร ถ้าเอาไปฆ่าคนก็ผิด แต่ถ้าเอาไปช่วยคนก็ถูก

ช่วยคนให้กลายเป็นอากาศเนี่ยนะ

บางคนอาจจะอยากเป็นก็ได้

บ้าไปแล้ว

บางคนอาจจะสมควรเป็น  

ถ้างั้นเอาไปไกลๆจากเราและการ์ตูนของเราเลยนะ

ฮ่าๆ โอเคเขายิ้มกว้างและเอียงตัวออกจากจอมาคุยกับฉันบ้าง ว่าแต่การ์ตูนเรื่องใหม่ใกล้จะเสร็จหรือยัง

อืม ก็เกือบแล้วล่ะ

นานชมัด เรารออ่านอยู่นะ แต่นักเขียนมัวแต่เที่ยวกับแฟน เลยไม่ได้อ่านสักที

ช่วยไม่ได้น่า ช่วงนี้กำลังสวีท รู้สึกว่าหน้าฉันจะแดงนิดๆ

จริงจังมากเหรอ กับคนนี้

ก็จริงจังกว่าเขียนการ์ตูนอีกนะ

อืม

 

หลังจากนั้น เขาก็ถามถึงแฟนฉันอีกหลายข้อ เข้าใจว่าคงจะเป็นห่วง และฉันก็ถามถึงเรื่องงานใหม่ของเขาอีกหลายข้อด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน เขาบอกว่ายาสลายมนุษย์ของเขานี้ จะทำเป็นธีสิสตอนจบปริญญาโท แต่ตอนที่เขาเสนอคณะกรรมการว่าจะทำเรื่องนี้กลับโดนกรรมการหลายคนคัดค้านเนื่องจากมันเป็นงานที่อันตราย เขาตอบกรรมการไปว่ามันจะไม่อันตรายถ้าเขาทำเพื่อต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้จริง ในการทดลองเขาก็จะทดลองกับวัตถุแทน

 

แต่ทดลองกับวัตถุจะรู้ได้ยังไงว่าใช้ได้จริงกับมนุษย์ คนกับวัตถุมีธรรมชาติที่ต่างกันมากนะ ฉันสงสัย

จริงอย่างที่เธอว่า…’

และเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้นอีก

 

หกเดือนผ่านไป ฉันเขียนการ์ตูนเรื่องใหม่เสร็จ ส่วนเขา ฉันคิดว่าน่าจะผลิตสิ่งนั้นเสร็จแล้วเช่นกัน วันนั้นเรานั่งคุยกันระหว่างที่ต่างคนต่างพิมพ์อะไรลงในคอมพิวเตอร์ของตัวเองเช่นเคย เขาขอฉันอ่านการ์ตูนเรื่องใหม่ ท่าทางเขาจะเป็นแฟนเหนียวแน่นของฉันทีเดียว

 

การ์ตูนเสร็จหรือยัง เขาถามพลางพิมพ์อะไรยิกๆลงในคอมพิวเตอร์

อื้อ ฉันตอบพลางพิมพ์อะไรยิกๆเช่นกัน

พิมพ์เมื่อไหร่

คงอีกสักพักนะ บก บอกว่าให้รอก่อน ตอนนี้ยังจังหวะไม่ดี

เขาหยุดพิมพ์ เอื้อมมือไปยกกาแฟดื่ม เราไม่เคยเข้าใจเรื่องการตลาดเลย เขียนก็เสร็จแล้ว แฟนๆก็รออ่านอยู่ตั้งเยอะ แต่ดันไม่ยอมพิมพ์

ยิ่งรอนาน ยิ่งมีค่าไง

บ่มไว้แบบไวน์นะเหรอ เราไม่เห็นด้วยหรอก เขาวางแก้วกาแฟลง พร้อมนิ่งคิดอะไรบางอย่าง

อดทนหน่อยน่า

เขาหันมาสบตาฉัน ทำหน้าจริงจังและพูดว่า บางอย่างก็รอไม่ได้หรอกนะ

บางอย่างเนี่ย กี่อย่าง ฉันถามกวนๆ

กี่อย่างก็แล้วแต่คน สำหรับเรามีสองอย่างมั้ง หนึ่งคือการ์ตูนของเธอ (ยิ้ม) ส่วนสองบอกไม่ได้

รอไม่ได้แล้วเธอจะทำยังไง

ก็คงต้องทำอะไรสักอย่าง เช่น คืนนี้เราอาจจะแฮ้กคอมของเธอแล้วอ่านการ์ตูนให้จบเลย

รอไม่ได้แล้วทำอะไรผิดๆเนี่ยนะ เธอนี่

ไม่ใช่ผิด ต้องเรียกว่าเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เราสมควรได้อ่านแล้ว แต่เราไม่ได้อ่าน เราก็เลยต้องทำอะไรสักอย่าง เข้าใจรึเปล่า

เหตุผลดีตายล่ะ เดี๋ยวเราเปิดไว้ให้อ่านเลย ไม่ต้องแฮ้กให้เมื่อยหรอก

ตอนนั้นฉันไม่ได้สังเกตุเลยว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไร และเขาจริงจังขนาดไหน และฉันก็ไม่ได้ขอดูงานของเขาเป็นการแลกเปลี่ยน ก็งานของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ ดู ได้นี่นะ

 

***

หลายวันก่อนผมไปงานเลี้ยงของคณะ เจอผู้ชายหน้าคุ้นร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ไปหาเพื่อนผมที่ห้องทำงานของนักศึกษาปริญญาโทบ่อยๆ แต่วันนั้นเขาควงไปกับผู้หญิงหน้าไม่คุ้นรูปร่างเซ็กซี่ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็น ไม่สิ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

 

***

 

เช้านี้ฉันมาทำงานเร็ว ตั้งใจว่าจะเขียนธีสิสให้เสร็จก็เลยมาเริ่มทำตั้งแต่เช้า มองไปที่โต๊ะตรงกันข้าม ยังเป็นเก้าอี้ว่างอยู่ คอมพิวเตอร์ก็ยังปิดอยู่ แปลกจริง ปกติเขาจะมาเช้ากว่าฉันเสมอนี่นา

 

สองสามชั่วโมงผ่านไป เขาเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง นั่งลงที่เก้าอี้ เปิดคอมพิวเตอร์ ไม่มองหน้าฉัน ไม่ทักทาย ไม่พูดอะไรสักคำ ฉันเอียงตัวไปทักทายตามปกติ แต่เขาไม่ตอบและแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แปลกจริง ปกติเขาทักฉันก่อนด้วยซ้ำไป

 

ฉันลองทักเสียงดังขึ้นอีก เขาเงยหน้าขึ้นมา ฉันเห็นว่าตาของเขาแดงมาก เหมือนคนไม่ได้นอน

เป็นอะไรรึเปล่า ตาแดงเชียว

‘…นอนไม่ค่อยหลับ…’ เขาตอบเสียงอ่อย และก้มหน้าลง

งานมีปัญหาหรือเปล่า

เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วตอบว่า ‘…ก็ไม่เชิง

มีอะไร คุยกันได้นะ ฉันรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา ปกติเพื่อนฉันคนนี้ไม่เคยมีอาการซึมเซาอย่างนี้เลย

‘…’ เขายังคงเงียบอยู่ และก้มหน้านิ่ง จ้องมองบนโต๊ะว่างเปล่า

ทำงานไม่ทันเหรอ เรานึกว่าเธอทำเสร็จไปแล้ว ฉันยังคงเซ้าซี้ถาม

เขาค่อยๆยื่นมือไปเปิดคอมพิวเตอร์ ถอนหายใจค่อยๆแล้วตอบว่า เราจะไม่ใช้งานนั้นเป็นตัวจบโทแล้วล่ะ

ฉันอึ้งไป ทำไมล่ะ อุตส่าทำมาตั้งนาน หรือว่า…’ ฉันคิดว่าเขาอาจจะทำไม่สำเร็จ

ยามันหายไปแล้ว เขาชิงตอบ

หายไปได้ยังไง

‘…ไม่รู้…’ เขาตอบเสียงค่อยลงไปอีก เหมือนพูดอยู่ในลำคอ

ทำใหม่ทันไหม

ไม่อยากทำแล้ว คราวนี้เขามีท่าทีหงุดหงิด เหมือนไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ต่อไป

เดี๋ยวก็ไม่จบหรอก ฉันพูดไปขมวดคิ้วไป แต่ไม่กล้าถามอะไรเพื่อนต่อ

 

จากนั้น เราต่างทำงานของตัวเองไปเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรกันอีกพักใหญ่ จนเขาพูดขึ้นมาเอง

หนุ่มเธอเป็นไงมั่ง…’ เขามักเรียกแฟนฉันว่าหนุ่มแทนที่จะเรียกชื่อ

อืม ก็สบายดีนะ ถามทำไม

เปล่าก็แค่ถามดู คบกันดีใช่ไหม

ดีจ้า ฉันตอบและเหลือบไปเห็นเขายิ้ม เป็นยิ้มแรกของวัน และเป็นยิ้มที่เหมือนยิ้มกับตัวเองมากกว่ายิ้มให้ฉัน

 

วันนั้นทั้งวัน เขามีอาการซึมเซา ไม่ค่อยพูด สายตาอ้างว้าง มองลงต่ำ พอค่ำๆเขาก็ลุกจากโต๊ะ บอกว่าง่วงนอนมากจะกลับบ้าน เราร่ำลากันสองสามคำ

 

วันรุ่งขึ้น ฉันมาตั้งแต่เช้าอีก โต๊ะของเขายังคงว่าง เพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ วิ่งเอาหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดมาให้ฉันดูด้วยความตื่นเต้น หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นภาพของหญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่ เป็นดาวมหาวิทยาลัย ใครๆก็รู้จักเธอ ข่าวลงว่าเธอหายตัวไปไร้ร่องรอย ตำรวจพยายามค้นหาแต่ไม่เจอ และไม่มีหลักฐานสักชิ้นที่จะบ่งบอกว่าเธอถูกลักพาตัว หรือถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด เพื่อนสนิทของเธอบอกกับตำรวจว่า หลักเลิกเรียนเธอขอแยกไปที่ใต้ตึกเพื่อหยิบกระเป๋าและดื่มน้ำ แต่หลังจากนั้นไม่มีใครเห็นเธออีกเลย กระเป๋าของเธอก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายทำการฆาตกรรมหรือลักพาตัวเธอไประหว่างทางเดินจากห้องเรียนไปยังใต้ตึก แต่ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆเลย

 

สิ่งที่วางอยู่ใกล้กับกระเป๋าของเธอคือขวดน้ำเปล่า ต่อมาตำรวจทำการพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเธอได้ดื่มน้ำจากขวดนั้นเข้าไปจริงๆเพราะมีรอยน้ำลายของเธอติดอยู่ที่ปากขวด น้ำในขวดไม่เหลืออยู่เลย แต่ก็ไม่มีสีหรือกลิ่นใดๆติดอยู่ที่ขวดที่จะบ่งบอกว่าน้ำนั้นเป็นพิษ แสดงว่าเธอได้เดินมาถึงกระเป๋าของเธอแล้วและได้ดื่มน้ำจนหมดขวด แต่หลังจากนั้นเธอหายไปไร้ร่องรอยได้อย่างไร

 

รายงานข่าวยังบอกต่อไปว่า ตำรวจพยายามสืบหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง พบว่าเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งในคณะเดียวกัน ซึ่งผู้ชายคนนี้มีความสัมพันธ์อยู่แล้วกับผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาจึงเป็นความลับ ตำรวจเข้าจับกุมชายผู้นั้นและสืบสวนหาความจริง แต่มีหลักฐานหนักแน่นว่า ชายผู้นั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอแต่อย่างใด

 

ชื่อและภาพของผู้ชายที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีความสัมพันธ์กับหญิงสาวดาวมหาวิทยาลัย ทำให้ฉันมีอาการสั่นเทา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสั่นยิ่งกว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน

 

***

เธอเดินเข้ามาหาผม ตาของเธอแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอบอกกับผมว่าเธอรู้ เธอบอกต่อไปว่า เธอขอบคุณผมมาก แต่เธอก็เสียใจมากในเวลาเดียวกัน ผมบอกกับเธอว่า บางอย่างรอไม่ได้ ผมบอกกับเธออย่างนั้น แต่อันที่จริงผมก็ต้องการตอกย้ำกับตัวผมเองด้วย   

 

วันต่อมาเธอเดินมาชวนผมไปทานข้าว ผมเลยบอกให้เธอมาทานที่บ้านผม เดี๋ยวผมจะทำอาหารพิเศษให้เธอโดยเฉพาะ เธอตอบตกลง

 

ก่อนเวลานัดสองชั่วโมง ผมรีบออกไปซื้อของเพื่อมาทำอาหาร ผมตั้งใจจะทำสปาเก็ตตี้เบคอนให้เธอทาน เพราะผมรู้มาว่าเธอชอบมาก แล้วก็เป็นเมนูที่ผมทำได้อร่อยมากด้วย เอ่อ อันที่จริงพอผมรู้ว่าเธอชอบ ผมก็เลยไปฝึกฝีมือมา ไม่นึกเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำให้เธอทานจริงๆ พอทำเสร็จ ผมก็จัดโต๊ะไว้อย่างเรียบร้อย เตรียมเครื่องดื่ม และของหวานที่เธอชอบไว้เสร็จสรรพก่อนเวลานัดหลายสิบนาที แล้วผมก็นั่งรอเธอที่โต๊ะนั้นเอง

 

เสียงออดดังขึ้น ผมเปิดประตูออกไป เห็นเธอยืนนิ่งอยู่ แววตาของเธอเศร้าหมองเหลือเกิน ผมพาเธอไปนั่งที่โต๊ะ เชื้อเชิญให้เธอทานอาหาร แต่เธอบอกว่าขอคุยกันก่อน

 

ผมรอที่จะคุย แต่เธอไม่ยอมพูดอะไร เธอเงียบนิ่งไปหลายนาทีแล้วก็ร้องไห้ จากนั้นเธอพูดว่า ถ้าเธอไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ แต่เธอต้องบอก ผมยิ้มให้เธอแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร บางอย่างผมรอไม่ได้ บางอย่างเธอก็รอไม่ได้ ผมเข้าใจดี เธอพยักหน้าและร้องไห้มากขึ้น

 

ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอเช็ดน้ำตา แล้วผมก็บอกรักเธอ ผมรักเธอมาก ตอนนี้ผมกำลังจะน้ำตาไหลเสียเอง เธอไม่ได้สบตาผมแต่พยักหน้า ผมรู้ว่าเธอรู้ดีอยู่แล้ว

 

ผมบอกให้เธอทานอาหาร เพราะผมตั้งใจทำให้เธอจริงๆ เธอตอบตกลง แต่แล้วก็มีเสียงออดดังขึ้น ดูเหมือนว่าคนที่มากดออดจะมีมากกว่าหนึ่งคน อาจจะมาเป็นกลุ่ม เธอบอกผมว่าเธอคงไม่มีเวลาทานอาหารของผมในวันนี้เสียแล้ว แต่เธอจะรอทานอาหารที่ผมทำคราวหน้า ผมพยักหน้า เธอเช็ดน้ำตา

 

เธอเดินหันหลังออกจากประตูไป สวนทางกับกลุ่มคนในเครื่องแบบที่พากันเข้ามา ผมมองตามหลังเธอไป และภาวนาขอให้เธอรอผมได้จริงๆ

 

***

ฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกนานทีเดียว แต่ฉันจะรอสิ่งนี้ฉันรอได้

 

มีนาคม 12, 2009

หนูชื่อมีนา

Filed under: diary — yodmanudying @ 10:54 pm

 

meenaa 

สวัสดีค่า หนูชื่อมีนา เป็นหลานสาวคนที่สองของน้าหญิงค่า

หนูเพิ่งเกิดมาได้แค่สองวัน ตอนนี้ยังไม่ค่อยชินกับโลกเท่าไหร่

ขอหนูนอนหลับสักตื่นก็แล้วกันนะคะ แล้วค่อยคุยกันค่ะ

กู๊ดไนท์ค่า ทุกๆคน

 

ปล น้าหญิงบอกว่าดีใจมากๆเลยค่า

 

 

 

 

 

มีนาคม 2, 2009

เสริม

Filed under: diary — yodmanudying @ 6:03 pm

 

blog-052a

 

มีคนเคยบอกว่า คนนิ้วก้อยสั้นกว่าข้อนิ้วนาง เป็นคนที่มักถูกเอาเปรียบและที่สำคัญคือมักยอมให้คนอื่นเอาเปรียบด้วยสิ (เป็นคนชิวๆว่างั้น) นิ้วก้อยเราสั้นกว่าข้อและนิสัยก็เข้าข่ายแบบนั้นซะด้วย ตอนนี้มีสถานการณ์ที่เหมือนกำลังโดนเอาปรียบอยู่ ก็เลยคิดว่า คงต้องเสริมโหงเฮ้งกันหน่อยก่อนที่จะไปเจรจาใดๆ แต่ว่าจะไปหาเล็บปลอมหรือนิ้วปลอมจากที่ไหนเราก็ไม่เคยรู้ ก็เลยเอาโพสอิทมาแปะไว้แบบนี้แล

 

หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

 

ปล ขำขำนะ

 

ปล2 เจอคำคมของคุณ Mark Twain บอกว่า “Truth is stranger than fiction, but it is because Fiction is obliged to stick to possibilities; Truth isn’t.” เห็นด้วยอย่างยิ่ง รู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรในชีวิตที่มันเป็นไปตามความน่าจะเป็นเลย

 

ปล3 เราเป็นพวกชอบสะสมคำคมน่ะ

บลอกที่ WordPress.com .