YodManudYing’s Blog

กันยายน 30, 2008

แรงผลักกับสมุดเปล่า

Filed under: diary — yodmanudying @ 10:19 am

 

 

 

 

 

ตอนเด็กๆ สมัยประถม แม่เราจะซื้อสมุดเปล่ามาวางไว้เป็นตั้งสูงๆ กับดินสอหลายๆแพ๊ค เอาไว้ให้เราและพี่ๆวาดรูปเล่น หรือเขียนอะไรก็ได้ สมุดจะเป็นสมุดบางๆราคาถูก กระดาษก็บางๆออกสีน้ำตาลๆ ส่วนดินสอจะเป็นแท่งสีเขียว เอาไว้เหลาเอง

 

 

ตอนนั้นเราก็จะหยิบสมุดนี้ กับดินสอไปนั่งวาดรูปเล่นทุกวัน นั่งวาดไปทั่วบ้าน ส่วนใหญ่จะวาดการ์ตูน แล้วแต่งเป็นเรื่องราวอยู่ในหัว ไม่ได้เขียนคำพูดลงไป (เพราะกลัวคนอื่นมาอ่าน) พอวาดเสร็จ ก็จะแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่อีกคล้ายๆเดิม แล้วก็วาดอีกคล้ายๆเดิม ซ้ำๆแบบนั้น จนกว่าจะพอใจ พอสมุดหมดเล่ม ก็ไปหยิบเล่มใหม่มาวาดต่อ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสมุดตั้งสูงๆนั้นหมด แม่ก็จะไปซื้อมาเติมอีก

 

 

ตอนนั้นทำไมเราถึงวาดรูปได้ทุกวันนะ ที่จริงเราพอจะจำความรู้สึกได้ มันเหมือนมีแรงผลักดันบางอย่างจากภายใน ทำให้เราอยากวาด ถ้าพูดตามภาษาคนเรียนธรรมะ ก็จะต้องพูดว่า มีตัวกิเลสตัวหนึ่ง มันผลักให้เราทำ ซึ่งมันคือกิเลสอะไรเราก็บอกไม่ถูก แล้วมันอยากได้อะไรกันแน่ เป้าหมายของมันคืออะไรเราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอมันสั่งให้วาด เราก็วาด แต่วาดแล้วก็ไม่ตอบสนองมันเสียที ก็ต้องวาดอีกๆๆๆ แต่มันก็ไม่เคยพอใจ มันไม่หายอยากเสียที จนถึงตอนนี้เรายังนึกไม่ออกว่ามันต้องการอะไรกันแน่

 

 

เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้วาดรูปแล้ว แต่เราก็ยังมีสมุดเปล่า และดินสอ เอาไว้เขียนความคิดของเราทุกวัน โดยด้านหน้าจะเอาไว้เขียนความคิดปรัชญาที่เกี่ยวกับธีสิส ส่วนด้านหลังเอาไว้สำหรับความคิดเรื่องอื่นๆทั่วไป พอด้านหน้ากับด้านหลังมันมาชนกันเมื่อไหร่ เราก็ขึ้นเล่มใหม่ ที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เวลาเราเขียนสิ่งต่างๆลงไปในสมุด เรายังเขียนด้วยแรงผลักดันเดิมๆอยู่ มันเป็นกิเลสตัวเก่า ตัวเดียวกันกับตอนเด็กๆ แล้วมันก็ยังมีลักษณะที่คลุมเครือน่าสงสัยอยู่เหมือนเดิม คือเราไม่รู้ว่ามันอยากได้อะไรกันแน่ ไม่รู้เป้าหมายของมัน มันสั่งให้เราคิด และเขียนทุกวันๆ แต่ไม่ว่าทำเท่าไหร่ก็ไม่ตอบสนองมันเสียที มันไม่พอใจ มันไม่อิ่ม และเราก็เลยต้องคิดและเขียนอีกแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

 

ไม่ใช่มีความทุกข์อะไรกับมันนะ ที่จริงก็สุขและสนุกดี แต่ข้องใจอยู่ว่า ทำไมถึงหาจุดอิ่มตัวไม่ได้เสียที ตกลงมันคืออะไรกันนะ แล้วมันจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าไหร่ เรายังจะต้องการสมุดเปล่าและดินสอไปอีกจนถึงเมื่อไหร่      

 

 

 

 

 

กันยายน 25, 2008

แกงกะหรี่แสนอร่อย

Filed under: diary — yodmanudying @ 9:32 am

 

 

วันนี้ทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่นกินอีกแล้ว

ถือว่าเป็นเมนูที่ทำบ่อย (ครั้งนี้ครั้งที่สามในรอบสองเดือน) เพราะ หนึ่ง ทำง่าย ขอให้มีผงกะหรี่ก็พอ และสอง ทำไม่เก่งยังไงก็อร่อย ก็เพราะว่ามีผงกะหรี่นั่นแหละ และสามจะได้กินผักๆบ้าง เพราะปกติไม่ค่อยกินผักเท่าไหร่น่ะ

 

 

ทุกทีที่ทำ เราจะทำไว้หม้อใหญ่ๆเลยนะ แล้วตักกินหลายๆมื้อจนหมด เป็นการทุ่นแรงกาย ในการทำอาหาร และแรงสมอง ในการคิดว่าจะกินอะไรดี เรียกว่าสบายไปสองสามวันเลย (แต่ต้องเป็นคนที่กินอาหารซ้ำๆได้แบบเรานะ ถึงจะทำได้)

 

 

วิธีทำก็ง่ายๆ คือ หั่นมัน แครอท และหัวหอมให้ขนาดตามต้องการ แล้วเอาไปผัดน้ำมันนิดหน่อย จากนั้นต้มจนกว่าทั้งหมดจะนิ่มๆ อ้อ ใส่ไก่เข้าไปด้วยเลยนะ พอนิ่มแล้วปิดไฟ ใส่ผงกะหรี่ให้เข้มข้นเท่าที่ชอบ (ของเราไม่ชอบเข้มมากนะ กินจืดๆหน่อย) แล้วคนให้เข้ากัน ต้มต่ออีกสักพัก แล้วตักใส่ข้าว หม่ำได้เล้ย

 

 

ตอนที่ยังไม่ใส่ผงกะหรี่ เราลองชิมน้ำซุปดู หวานหร่อยดีจัง ขนาดไม่ได้ปรุงเลยนะ อืม สงสัยตอนทำน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวต้องลองใส่มันเข้าไปต้มกับกระดูกหมูด้วยแล้ว จะได้หวานๆ

 

 

กันยายน 19, 2008

30:70

Filed under: diary — yodmanudying @ 10:16 pm

 

 

สังเกตไหมว่าเวลาดู trailer หนัง มักจะรู้สึกชอบมาก อยากดู ต้องสนุกแน่ๆ แต่พอได้ดูจริงๆแล้ว มักไม่ค่อยเป็นอย่างที่เราคาดหวัง เพราะเวลาดู trailer เราจะเชื่อมโยงเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละครเอาเองว่ามันน่าจะเป็นยังไง ซึ่งยากมากที่หนังจะออกมาเป็นอย่างงั้นได้ เวลาเจอคนก็เหมือนกัน เจอกันแว้บๆ จะชอบมาก เพราะเราไปจินตนาการนิสัยใจคอเค้าจากส่วนเสี้ยวเล็กๆที่เราเห็น พอรู้จักกันไปจริง ก็มักไม่ใช่อย่างที่คิด ยังไม่รวมเรื่องราว และปัญหาต่างๆที่เราเจอ (ปัญหาส่วนตัว ปัญหาบ้านเมือง) ความถูกความผิดที่เราตัดสิน (คนนั้นเลว คนนี้ดี) ซึ่งมักเป็นไปในทำนองเดียวกัน คือใช้ความจริงในการพิจารณาแค่ 30% ที่เหลือ 70% คือจินตนาการที่เราสร้างขึ้นและผูกโยงเอาเองเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ เกี่ยวกับคนนั้นๆ  

 

 

เหมือนกับว่า สิ่งที่เราเห็นทั้งหลายและคิดว่ามันจริง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสถานการณ์ มันเป็นความจริงแค่ 1/3 (หรือ 1/3 อาจจะมากไป?) นอกนั้นเป็นจินตนาการล้วนๆ เราเอาจินตนาการไปขยายมัน เช่น เอาอดีต เอาอนาคต เอาความกลัว เอาความเป็นห่วง เอาความคาดหวัง เอาอุดมการณ์ เอาความรู้ เอาตัวเราเอง เอาพรรคพวก เอาเรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงไปผสมปนเปให้ยุ่ง เปรียบเทียบเหมือนเอาแว่นขยายไปส่องมด ทำให้มดกลายเป็นปีศาจ แต่เรามักจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริงอะไรคือจินตนาการ โดยเฉพาะในช่วงแรกๆที่ได้เห็นหรือสัมผัสกับสิ่งนั้น

 

 

ต้องใช้เวลาดูกันไปจนกว่าจะเห็นความจริง หรือไม่ก็ไม่มีวันได้เห็นอะไรเลย

 

 

ปล ยืม 30:70 มาจากพันธมิตร ถึงจะไม่ได้สนับสนุนนโยบายของพันธมิตรเลยก็ตาม

ปล เขียนเรื่อยเปื่อย อย่าคิดอะไรมากนะจ๊ะ  

 

 

กันยายน 15, 2008

How to die

Filed under: book — yodmanudying @ 3:32 am

 

 

 

ช่วงนี้อยากแต่จะเขียนบล็อก สงสัยเป็นเพราะว่ากำลังไม่สบายและเครียดนิดหน่อย การมาเขียนบล็อกถือว่าเป็นวิธีการหนีโลก (และหนีโรค) ได้ดีทีเดียว

 

 

ที่จริงตอนนี้มีหนังสือที่ควรอ่านอยู่หนึ่งเล่ม เป็นเล่มหนาๆอ่านยากๆ พออ่านๆไปก็เลยแวะไปอ่านอย่างอื่นคั่นอยู่เรื่อยคล้ายๆพวกสมาธิสั้นเหมือนกันนะ เมื่อวานเราหนีไปอ่านหนังสือชื่อ Atomic Sushi ของ Simon May มาหนึ่งตอน

 

 

Atomic Sushi เล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่น เขียนโดยอาจารย์ปรัชญาชาวอังกฤษ เราไปเจอในอเมซอนก็เลยซื้อมาลองอ่านดู เพราะเราอยากอ่านนักปรัชญาเขียนเรื่องวัฒนธรรมน่ะ อยากรู้ว่าจะออกมายังไง คนเขียน คือคุณ Simon May เค้าได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากกลับมา เค้าก็เลยเขียนเรื่องราวชีวิต และสิ่งที่เค้าพบเจอมาที่ญี่ปุ่น ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้

 

 

หลังจากซื้อมา เราก็อ่านไปสองตอนแล้วยังไม่ได้อ่านต่ออีก กะว่าว่างๆจะหยิบมาอ่านอีกเรื่อยๆ คุณ May เค้าเขียนถึงญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นในแนวกัดจิก กวนๆ แสบๆ และบางทีก็ขำ (ซึ่งเราชอบนะ แต่ถ้าคนรักญี่ปุ่นมาอ่านอาจจะไม่ชอบ) เช่นตอนแรกเค้าเขียนว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกเคร่งครัดกับเรื่องเอกสารมากๆ กว่าเค้าจะไปได้ ต้องส่งเอกสารรับรองการเรียนตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนมหาวิทยาลัยทีเดียว พร้อมด้วยวันเดือนปีที่เข้าเรียนแบบเป๊ะๆ พอเค้าบอกว่าโรงเรียนประถมของเค้ายุบไปแล้ว ไม่สามารถหาใบรับรองการเรียนมาให้ได้ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นก็บอกว่า จะเอาใบรับรองว่าโรงเรียนยุบไปแล้ว พอเค้าบอกว่าเค้าจำวันที่เข้าเรียนไม่ได้แน่นอน และไม่สามารถหาข้อมูลนี้ได้ (เพราะโรงเรียนยุบไปแล้ว) เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเอาใบรับรองว่า ที่อังกฤษบางครั้งไม่สามารถที่จะรับรองข้อมูลเช่นนี้ได้ พอเค้าบอกว่าที่อังกฤษ ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะรับรองสิ่งที่รับรองไม่ได้ เจ้าหน้าที่เลยบอกให้เค้าออกใบรับรองเอง (ว่ารับรองไม่ได้)และเซ็นเอง (ฮ่า) และยังมีอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวกับความสุดโต่งของชาวญี่ปุ่น แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าเล่มนี้เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ซึ่งเวลานั้นคนญี่ปุ่นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคนตะวันตกสักเท่าไหร่

 

 

เมื่อวานเราเลือกอ่านตอนที่ชื่อว่า How to die ตอนนี้ไม่ได้เขียนแบบกัดจิก แต่จะออกแนวเครียดๆเศร้าๆมากกว่า เพราะเป็นเรื่องราวของความตาย เรื่องมีอยู่ว่าช่วงวันปีใหม่ May เค้าได้รับการ์ดอวยพรจากทุกคน ยกเว้นจากเพื่อนสองคน ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ชื่อว่า มาซามิชิ กับยูกิ May บอกว่านี่เป็นเรื่องแปลก เพราะเพื่อนสองคนนี้ค่อนข้างเคร่งครัดกับขนบ จึงไม่น่าจะละเลยเรื่องการ์ดอวยพรได้

 

 

May กังวลว่าเพื่อนโกรธอะไรเค้าหรือเปล่า เพราะบางทีคนญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาตรงๆ เค้าก็เลยโทรไปหามาซามิชิ แล้วถามว่า ‘is everything really alright?’ มาซามิชิตอบว่าทุกอย่างปกติดี แล้วก็ชวน May ไปทานข้าวด้วยกันวันมะรืน

 

 

ทั้งสองคนนัดกันไปทานข้าวที่ร้านญี่ปุ่นร้านหนึ่ง และเมื่อมาซามิชิซู้ดราเม็งหมดไปหนึ่งชาม (ตรงนี้ May เขียนบรรยายวิธีซู้ดของชาวญี่ปุ่นไว้ด้วยว่าต้องกินเสียงดังๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม ไม่งั้นถือว่าเสียมารยาท) มาซามิชิก็เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า ‘by the way, my father’s dying’ พูดเพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมาอีก เพราะอย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบแสดงความรู้สึกมากนัก

 

 

จากนั้นไม่นาน มาซามิชิได้รับโทรศัพท์แล้วบอกกับ May ว่าต้องไปโรงพยาบาลด่วนแล้ว แล้วเค้าก็ชวน May ไปด้วย  

   

 

ที่โรงพยาบาล พ่อของมาซามิชิอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง เป็นห้องเก่าๆโทรมๆ ไม่สะอาดมากนัก พอมาซามิชิและ May เดินเข้าไป ก็เห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง คุย ยิ้ม หัวเราะ กับแม่ของมาซามิชิ ดูไม่เหมือนกับคนป่วยเลย ตรงนี้ May บรรยายถึงแม่ของมาซามิชิว่า เป็นคนตัวเล็กๆที่ดูมีอำนาจ คุยเก่ง ร่าเริง และดูไม่เหมือนคนที่กำลังเศร้า

 

 

หลังจากทักทายกับพ่อแล้ว มาซามิชิและแม่ ก็เดินมาอีกมุมหนึ่งของห้องเพื่อคุยกับ May ในเรื่องต่างๆนาๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง ผ่านไปสิบห้านาที พ่อของมาซามิชิที่อยู่บนเตียงก็ร้องโหยหวนขึ้นมา มองมาทางแม่และมาซามิชิ แล้วยกแขนสองข้างขึ้นมาโบกลา ตามด้วยความพยายามที่จะยิ้ม หลังจากนั้นก็เป็นสภาวะทุกข์ทรมานก่อนความตาย แต่ไม่นานนักก็สิ้นลมไป

 

 

หลังจากพ่อตาย มาซามิชิก็กอดแม่ไว้ (ใบหน้าเศร้า แต่ทั้งคู่ไม่ได้ร้องไห้) แล้วบอกกับ May ว่า นี่แหละคนญี่ปุ่น เราเป็นพวกที่มี ‘cheerfulness’ แม้เวลาตาย ก็ตายอย่างร่าเริง ตายอย่างกล้าหาญ ไม่เสียใจ พวกเราภูมิใจที่เป็นแบบนี้ เพราะความตายไม่ใช่ความสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ (การเกิดใหม่) ต่างหาก

 

 

จากนั้นมาซามิชิและแม่ก็พยายามทำตัวปกติและเตรียมการโทรเรียกคนอื่นๆ (ญาติและเพื่อนเก่า) มารวมกัน ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นที่จะต้องมาเยี่ยมเยียนกันหลังจากมีคนตาย      

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเรารู้สึกเศร้านะ เป็นความเศร้าสองชั้นเลยก็คือ หนึ่งสงสารที่พ่อเค้าตาย และสองสงสารที่เค้าไม่สามารถแสดงความรู้สึกเศร้าออกมาได้ ไม่ว่าจะด้วยวัฒนธรรมที่จะต้องไม่เสียใจกับความตาย หรือ เป็นเพราะมีคนอื่น (May) อยู่ด้วยก็เลยแสดงอารมณ์ออกมาไม่ได้ แต่ไม่ว่าเพราะอะไรมันก็ทำให้ความเศร้าเพิ่มทวีขึ้น เพราะเป็นความเศร้าที่ไม่สามารถเศร้าได้

 

 

แล้วเรายังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกหลายจุด เช่น มาซามิชิ เค้าไม่เสียดายเวลาเหรอ พ่อใกล้จะตายยังออกไปทานข้าวกับเพื่อน แล้วยังยืนคุยกับเพื่อนตั้งสิบห้านาที จนพ่อต้องร้องเรียกเพื่อโบกมือลา ที่จริงเค้าน่าจะใช้เวลาที่เหลือน้อยนิดอยู่ข้างๆพ่อเค้าให้มากที่สุด อีกอย่างก็คือ เค้าจะชวน May ไปโรงพยาบาลด้วยทำไมนะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าใกล้จะเป็นนาทีสุดท้ายของพ่อ คนเราเวลาตายน่าจะต้องการความเป็นส่วนตัวมากพอสมควร ขนาดเราไม่สบายเรายังไม่อยากเจอใครเลย แล้วนี่เค้าพาเพื่อนฝรั่งที่พ่อไม่เคยเจอเข้าไปอยู่ด้วยในนาทีสุดท้าย พ่อเค้าจะตายอย่างสบายใจไม๊นะ

 

 

บางทีเราก็สงสัยว่า ถ้า May ไม่ได้เข้าไปด้วย สถานการณ์การตายครั้งนี้จะเป็นยังไง บางทีพ่อเค้าอาจจะไม่ได้ตายอย่างกล้าหาญแบบนี้ อาจจะร้องไห้กับความทรมานและไม่อยากจากไป และบางที มาซามิชิและแม่อาจจะร้องไห้ฟูมฟายกับการตายของพ่อก็เป็นได้ บางทีการเข้าไปมีส่วนร่วมของ May อาจจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

 

ที่เราคิดทั้งหมดก็มาจากพื้นฐานว่า คนญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงออกต่อหน้าคนอื่น แต่ May เค้าวิเคราะห์ไว้ว่า มาซามิชิอาจจะไม่ได้เก็บความรู้สึก หรือเสแสร้งแกล้งทำแต่อย่างใด แต่นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงของเค้าก็เป็นได้ เพราะบางคน รู้สึกก่อนแล้วค่อย แสดงออก ตามความรู้สึก ในขณะที่บางคนแสดงออกก่อน (ตามที่คิดว่าสมควร) แล้วค่อย รู้สึกตามที่แสดงออก ไม่จำเป็นว่าไข่ต้องเกิดก่อนไก่ ไก่อาจจะเกิดก่อนก็ได้

 

 

และมาซามิชิอาจจะเป็นแบบหลัง

 

กันยายน 13, 2008

บันทึกของหม่าเอี้ยน

Filed under: book — yodmanudying @ 5:54 pm

 

 

 

เราซื้อหนังสือเล่มนี้มาจากเมืองไทย เป็นบันทึกประจำวันของเด็กจีนฐานะยากจนคนหนึ่ง อ่านแล้วสนุกดี ได้รู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนจีนในถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เราอาจจะมองต่างจากคนอื่นนะ เราว่าชีวิตของหม่าเอี้ยนถึงจะยากลำบากเพราะความยากจนแต่ก็เรียบง่าย มีความสุขไปอีกแบบ แถมอ่านแล้วยังได้อารมณ์แบบใสๆเด็กๆตลอดเล่ม น่ารักดี

 

 

บ้านของหม่าเอี้ยนอยู่ที่หมู่บ้านจางเจียซู่ เขตซีไห่กู้ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย  เป็นเมืองภูเขาทางตอนใต้ของจีน เป็นดินแดนที่ยากจนที่สุดของประเทศ พ่อแม่ของหม่าเอี้ยนมีอาชีพทำนา แต่ด้วยความที่แห้งแล้งมาก เลยปลูกข้าวไม่ได้ ต้องออกไปรับจ้างใช้แรงงานคนอื่น และได้เงินค่าจ้างน้อยมากๆ ทุกวันอาทิตย์หม่าเอี้ยนต้องเดินเท้าไปโรงเรียนที่อยู่ในเมืองเป็นระยะกว่ายี่สิบกิโล (สุดยอด!)  ระหว่างทางบางทีก็โดนเด็กโตแกล้ง หรือโดนไถเงิน ไถสิ่งของไป ถือว่าเป็นเส้นทางที่อันตรายสำหรับเด็กๆ

 

 

หม่าเอี้ยนตั้งใจเรียนมาก แต่แม่ก็ไม่ค่อยยอมให้เธอเรียนต่อ เพราะครอบครัวยากจนมาก แม่อยากให้หม่าเอี้ยนออกมาช่วยทำงาน แต่ว่าน้องชายสองคนแม่ให้เรียนต่อได้ (คนจีนจะลำเอียงให้ลูกชายมากกว่า เพราะคิดว่าเด็กผู้หญิงต้องแต่งงานออกไปอยู่ดี) ในบันทึกหม่าเอี้ยน มีเขียนน้อยใจแม่เรื่องลำเอียงบ้างเหมือนกัน แล้วเธอก็จะอ้อนวอนขอเรียนต่อ เธออยากเรียนมากๆ

 

 

เวลาอยู่ที่โรงเรียนหม่าเอี้ยน และเด็กทุกคนสามารถเบิกข้าวได้คนละถ้วย แต่ว่าไม่มีกับข้าวให้ ต้องซื้อหรือทำทานเอง หม่าเอี้ยนเขียนในบันทึกบ่อยๆว่าไม่มีเงินซื้อกับข้าวทาน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผัก หรือมัน) และต้องทานแต่ข้าวเปล่าเกือบทุกมื้อ เราอ่านแล้วคิดในใจว่า ถ้าคนจีนมีปลาร้าเหมือนคนไทย จะสบายกว่านี้นะ เอาปลาร้ามาจากบ้าน เอาข้าวเหนียวจิ้มก็ไม่อดแล้ว ทานแต่ข้าวเปล่าน่าอนาถเกินไป อีกอย่างที่เราประทับใจคือ น้องชายหม่าเอี้ยนนิสัยดีมาก เวลามีข้าวก็ให้หม่าเอี้ยนทานก่อน แล้วตัวเองทานที่เหลือ (น่าร้าก)     

 

 

วันหนึ่งมีนักข่าวมาทำข่าวแถวๆบ้านหม่าเอี้ยน ชาวบ้านพูดโกหกว่าความเป็นอยู่ดี ไม่มีปัญหาอะไร แม่ของหม่าเอี้ยนทนไม่ได้เลยเอาบันทึกของหม่าเอี้ยนให้นักข่าวไป แล้วบอกว่าอ่านซะ จะได้รู้ว่าพวกเราลำบากยังไง (ทั้งๆที่แม่ไม่รู้ว่าหม่าเอี้ยนเขียนอะไรเพราะอ่านหนังสือไม่ออก) นักข่าวเอาไปทำข่าว จนมีคนจีนและคนฝรั่งเศสอยากช่วยเหลือ ตามมาหาและให้ทุนหม่าเอี้ยนเรียน ต่อมาบันทึกของหม่าเอี้ยนได้ตีพิมพ์ที่ฝรั่งเศส ทำให้เธอได้ค่าลิขสิทธิ์เดือนละห้าร้อยหยวน ความเป็นอยู่ของเธอจึงดีขึ้นมาก ไม่มีปัญหาเรื่องการเงินอีก แล้วยังทำให้เด็กๆยากจนในเมืองนั้นได้ทุนเรียนอีกหลายคน

 

 

ในบันทึก ส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนซ้ำๆเรื่องไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินซื้อของ เรื่องเดินไปโรงเรียน เรื่องแม่ไม่สบาย เรื่องครู เรื่องสอบ เป็นการเขียนแบบเด็กๆน่ารักๆ แต่ก็สะท้อนความเป็นอยู่ได้ดี

 

 

แปลกเหมือนกันนะ คนอื่นอ่านอาจจะสะเทือนใจด้วยความสงสาร หรือไม่ก็ได้แรงบันดาลใจเพราะได้เห็นคนที่ลำบากแต่ไม่ยอมแพ่ต่อโชคชะตา แต่ทำไมเราไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นเลย เราอ่านแล้วกลับรู้สึกมีความสุข ปนอิจฉาเล็กๆ (อิจฉาเด็ก ฮ่าๆ) คงเป็นเพราะเราชอบชีวิตแบบหม่าเอี้ยนนะ เรียบง่าย เจอคนน้อยๆ แล้วก็ได้อยู่กับธรรมชาติเยอะๆ มีทุ่งนา ภูเขาล้อมรอบ แค่คิดตามก็มีความสุขแล้ว ก็เลยอิจฉานิดๆไงล่ะ เพราะถ้าตัดเรื่องความยากจนออกไป ก็ถือว่าเป็นชีวิตที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ  

 

 

 

กันยายน 12, 2008

Nong Fah and her first job

Filed under: diary — yodmanudying @ 2:11 am

 

 

หวัดดีค่า

เมื่อเร็วๆนี้น้องฟ้าไปถ่ายโฆษณามาค่า เป็นโฆษณาชิ้นแรกของน้องฟ้าเลยนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้กำกับถ่ายนานมากๆ แถมยังบอกให้น้องฟ้าทำท่าเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

น้องฟ้าเหนื่อยแล้วก็ง่วง แต่ก็อดทนมากๆเลยค่า

 

 

 

ส่วนเงินค่าจ้างเหรอคะ น้องฟ้าเก็บไว้คนเดียวไม่แบ่งใครหรอกค่า (ฮิๆ)

 

 

 

ปล เดือนหน้าน้องฟ้าก็จะอายุสี่ขวบแล้ว น้องฟ้าโตแล้วนะคะ J

 

 

 

 

 

 

กันยายน 9, 2008

เรือนไม้สีเบจ

Filed under: diary — yodmanudying @ 9:00 pm

 

 

 

 

เพิ่งดูละครเก่าๆเรื่องหนึ่งจบไป ชื่อเรื่อง เรือนไม้สีเบจ เป็นละครที่สร้างขึ้นมาจากนวนิยายของ ว วินิฉัยกุล แสดงโดยเชอร์รี่ เข็มอัปสร และ แอนดริว เกร็กสัน

 

 

เราเคยได้ยินและได้อ่านคนชมละครเรื่องนี้บ่อยๆว่าทำออกมาได้ดีมาก ดูแล้วมีความสุข เป็นละครในดวงใจของคนหลายๆคน ตอนช่วงที่ว่างๆเลยลองดูบ้าง โอ้โห เสียน้ำตาไปเพียบ! ไม่รู้ว่าในนิยายเป็นยังไงนะ แต่ในละคร เขียนบทได้ซึ้งจริงๆ ถึงจะเป็นเรื่องราวพื้นๆของคนคู่หนึ่งที่มารักกัน แต่ประเด็นที่ทำให้น้ำตาไหลสำหรับเราไม่ใช่ประเด็นความรัก แต่มักเป็นประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว แล้วก็การยอมรับความจริง การเข้าใจและให้อภัยกัน ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พอถึงบทแบบนี้น้ำตาไหลออกมาเองเลย

 

 

ปกติคนชอบว่าละครไทยน้ำเน่า เราก็เห็นด้วยพอสมควร แต่สำหรับเรื่องนี้เราว่ามันเป็นละครน้ำเน่าที่ จริงที่สุดเท่าที่เคยดูมา เพราะเราว่าชีวิตจริงก็เน่าประมาณนี้แหละ เช่น คนที่ชอบหลงใหลในเปลือกนอก คนที่ชอบแบ่งชนชั้น หรือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วก็มีให้เห็นได้จริงบ่อยไป แล้วที่ทำให้ดูจริงมากขึ้นก็คือ ละครดำเนินเรื่องแบบค่อยๆเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนคุยกันไปเรื่อยๆแบบไม่มีเป้าหมาย ซึ่งก็เหมือนชีวิตเราที่ไม่ได้มีจุดเริ่มหรือจุดจบที่แน่นอน (ถ้าไม่ได้ดูแค่วันเกิดกับวันตายนะ) น้อยครั้งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตจะเป็นไปแบบฉับพลัน ส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบค่อยๆเปลี่ยนไปจนไม่ทันสังเกต ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก (รัก เกลียด) ความสำเร็จ การให้อภัย ความเข้าใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สุข ทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆสะสมไป ค่อยๆเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ก่อวันนี้แล้วเห็นผลพรุ่งนี้ได้เลย และด้วยความที่ละครดำเนินเรื่องแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนมองชีวิตคนสองคนที่มีอยู่ในโลกนี้ได้จริงๆ จะเรียกว่าละครเรื่องนี้ราบเรียบก็ได้ แต่เป็นความราบเรียบแบบมีมิตินะ  (อารมณ์ราบเรียบแต่มองชีวิตอย่างมีมิติ)

 

 

เมื่อก่อนเราชอบอะไรก็ต้อง แรงๆเช่น ชอบคนที่มีคาแรคเตอร์แรงๆ ชอบหนังสนุกหรือตลกมากๆ ชอบการ์ตูนมันๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ทำไมกลับสนใจอะไรที่ดู จืดๆรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติไม่ปรุงแต่งดี แล้วก็ดูจริงใจมากกว่าของแรงๆ สงสัยเพราะดูละครเรื่องนี้ เลยเริ่มชอบความจืดๆ เมื่อวานไปกินก๋วยเตี๋ยวบ้านเพื่อนเลยไม่ค่อยปรุง กินทั้งจืดๆอย่างงั้น โดนแซวตลอดเวลาว่ากินแกงจืด ฮ่าๆ (ก็คนอื่นปรุงกันซะแดงแจ๋เลย)

 

 

 

 

เรือนไม้สีเบจ เป็นเรื่องราวความรักของชายหญิง (อาร์มและมุก) โดยเริ่มตั้งแต่ที่ทั้งสองคนรู้จักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย ค่อยๆรู้จัก ค่อยๆรักกัน ต่อมาอาร์มไปเรียนต่อเมืองนอก ก็เขียนอีเมลส่งหามุกตลอด จนอาร์มประสบอุบัติเหตุทำให้ขาเกือบพิการแต่มุกก็ยังรักอาร์มอยู่ พออาร์มกลับมาเมืองไทย พยายามหางานทำแต่หาไม่ได้ เริ่มท้อ ส่วนมุกเป็นลูกคนรวย แม่อยากให้แต่งงานกับคนรวยด้วยกัน ก็จะจับคลุมถุงชน มุกกับอาร์มเลยชิงแต่งงานกันก่อน แล้วไปอยู่ด้วยกันที่บ้านไม้ของอาร์ม ที่มุกตั้งชื่อให้ว่า เรือนไม้สีเบจ

 

 

แน่นอนว่ามีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเรื่องจี รุ่นพี่ที่เคยคบกับอาร์มมาก่อน แต่ว่าติดหรู เลยไม่ยอมจริงจังกับอาร์ม ตอนหลังที่จีรู้ว่าแม่อาร์มมีเงิน ก็เลยจะหันกลับมาหา (จีเป็นตัวเด่นและเป็นแก่นของเรื่อง ทำให้เห็นว่าการตัดสินเลือกอะไรที่เปลือกนอก ในที่สุดจะต้องเสียใจ) แล้วก็อุปสรรคจากครอบครัวของมุกที่ไม่ยอมรับอาร์ม (แต่ไม่แย่มาก เราชอบตัวละครที่เป็นแม่ของมุกมาก สวยไฮโซ น่าหมั่นไส้ แต่พูดจาตรงๆดี) แล้วก็มีตัวผู้ร้าย ชื่อว่าจุลศก ที่อยากได้มุกเพราะรู้ว่ามุกมีมรดกเยอะ เลยใช้แผนต่างๆนานาเพื่อแย่งมุกจากอาร์ม (ตัวนี้ลดความสมจริงของละครไปเยอะ)    

  

 

โอ๊ย เล่าไม่จบแน่เพราะเรื่องมันยาว พอเอามาเล่าสั้นๆทำให้ดูเหมือนน้ำเน่ามาก แต่ที่จริงอารมณ์ในหนังจะเป็นแบบเรื่อยๆ และจืดๆอย่างที่บอก ถึงจะอุปสรรคเยอะก็ตาม แล้วก็อารมณ์ส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นไปในทางบวกมากกว่าลบ เน้นบทซึ้งมากกว่าเครียด

 

 

สรุปว่าชอบมาก ขอชมผู้กำกับ (คุณสุประวัติ) และคนเขียนบท(คุณเอกลิขิต)นะคะ ทำได้ดีมากเลย

 

 

 

 

 

คอนเสิร์ต

Filed under: diary — yodmanudying @ 1:36 am

 

วันนี้ไปดูคอนเสิร์ตอัสนีวสันต์มาล่ะ จัดที่ wembley arena ในลอนดอน ใหญ่โตมากๆ

ไปถึงหน้างานนึกว่าอยู่กรุงเทพ ไม่คิดว่าจะได้เจอคนไทยเยอะขนาดนี้ในลอนดอน

คอนเสิร์ตสนุก เพลงเพราะดี คนไทยใจดี (มีคนให้ตั๋วฟรีเราด้วย!)  

 

 

ปล คนเยอะขนาดนี้ยังเจอคนรู้จักโดยบังเอิญตั้งหลายคน ไม่น่าเชื่อ

 

 

บลอกที่ WordPress.com .