
ช่วงนี้อยากแต่จะเขียนบล็อก สงสัยเป็นเพราะว่ากำลังไม่สบายและเครียดนิดหน่อย การมาเขียนบล็อกถือว่าเป็นวิธีการหนีโลก (และหนีโรค) ได้ดีทีเดียว
ที่จริงตอนนี้มีหนังสือที่ควรอ่านอยู่หนึ่งเล่ม เป็นเล่มหนาๆอ่านยากๆ พออ่านๆไปก็เลยแวะไปอ่านอย่างอื่นคั่นอยู่เรื่อยคล้ายๆพวกสมาธิสั้นเหมือนกันนะ เมื่อวานเราหนีไปอ่านหนังสือชื่อ Atomic Sushi ของ Simon May มาหนึ่งตอน
Atomic Sushi เล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่น เขียนโดยอาจารย์ปรัชญาชาวอังกฤษ เราไปเจอในอเมซอนก็เลยซื้อมาลองอ่านดู เพราะเราอยากอ่านนักปรัชญาเขียนเรื่องวัฒนธรรมน่ะ อยากรู้ว่าจะออกมายังไง คนเขียน คือคุณ Simon May เค้าได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากกลับมา เค้าก็เลยเขียนเรื่องราวชีวิต และสิ่งที่เค้าพบเจอมาที่ญี่ปุ่น ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้
หลังจากซื้อมา เราก็อ่านไปสองตอนแล้วยังไม่ได้อ่านต่ออีก กะว่าว่างๆจะหยิบมาอ่านอีกเรื่อยๆ คุณ May เค้าเขียนถึงญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นในแนวกัดจิก กวนๆ แสบๆ และบางทีก็ขำ (ซึ่งเราชอบนะ แต่ถ้าคนรักญี่ปุ่นมาอ่านอาจจะไม่ชอบ) เช่นตอนแรกเค้าเขียนว่าคนญี่ปุ่นเป็นพวกเคร่งครัดกับเรื่องเอกสารมากๆ กว่าเค้าจะไปได้ ต้องส่งเอกสารรับรองการเรียนตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนมหาวิทยาลัยทีเดียว พร้อมด้วยวันเดือนปีที่เข้าเรียนแบบเป๊ะๆ พอเค้าบอกว่าโรงเรียนประถมของเค้ายุบไปแล้ว ไม่สามารถหาใบรับรองการเรียนมาให้ได้ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นก็บอกว่า จะเอาใบรับรองว่าโรงเรียนยุบไปแล้ว พอเค้าบอกว่าเค้าจำวันที่เข้าเรียนไม่ได้แน่นอน และไม่สามารถหาข้อมูลนี้ได้ (เพราะโรงเรียนยุบไปแล้ว) เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเอาใบรับรองว่า ที่อังกฤษบางครั้งไม่สามารถที่จะรับรองข้อมูลเช่นนี้ได้ พอเค้าบอกว่าที่อังกฤษ ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะรับรองสิ่งที่รับรองไม่ได้ เจ้าหน้าที่เลยบอกให้เค้าออกใบรับรองเอง (ว่ารับรองไม่ได้)และเซ็นเอง (ฮ่า) และยังมีอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวกับความสุดโต่งของชาวญี่ปุ่น แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าเล่มนี้เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ซึ่งเวลานั้นคนญี่ปุ่นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคนตะวันตกสักเท่าไหร่
เมื่อวานเราเลือกอ่านตอนที่ชื่อว่า How to die ตอนนี้ไม่ได้เขียนแบบกัดจิก แต่จะออกแนวเครียดๆเศร้าๆมากกว่า เพราะเป็นเรื่องราวของความตาย เรื่องมีอยู่ว่าช่วงวันปีใหม่ May เค้าได้รับการ์ดอวยพรจากทุกคน ยกเว้นจากเพื่อนสองคน ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน ชื่อว่า มาซามิชิ กับยูกิ May บอกว่านี่เป็นเรื่องแปลก เพราะเพื่อนสองคนนี้ค่อนข้างเคร่งครัดกับขนบ จึงไม่น่าจะละเลยเรื่องการ์ดอวยพรได้
May กังวลว่าเพื่อนโกรธอะไรเค้าหรือเปล่า เพราะบางทีคนญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาตรงๆ เค้าก็เลยโทรไปหามาซามิชิ แล้วถามว่า ‘is everything really alright?’ มาซามิชิตอบว่าทุกอย่างปกติดี แล้วก็ชวน May ไปทานข้าวด้วยกันวันมะรืน
ทั้งสองคนนัดกันไปทานข้าวที่ร้านญี่ปุ่นร้านหนึ่ง และเมื่อมาซามิชิซู้ดราเม็งหมดไปหนึ่งชาม (ตรงนี้ May เขียนบรรยายวิธีซู้ดของชาวญี่ปุ่นไว้ด้วยว่าต้องกินเสียงดังๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม ไม่งั้นถือว่าเสียมารยาท) มาซามิชิก็เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า ‘by the way, my father’s dying’ พูดเพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมาอีก เพราะอย่างที่บอกว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบแสดงความรู้สึกมากนัก
จากนั้นไม่นาน มาซามิชิได้รับโทรศัพท์แล้วบอกกับ May ว่าต้องไปโรงพยาบาลด่วนแล้ว แล้วเค้าก็ชวน May ไปด้วย
ที่โรงพยาบาล พ่อของมาซามิชิอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง เป็นห้องเก่าๆโทรมๆ ไม่สะอาดมากนัก พอมาซามิชิและ May เดินเข้าไป ก็เห็นพ่อนอนอยู่บนเตียง คุย ยิ้ม หัวเราะ กับแม่ของมาซามิชิ ดูไม่เหมือนกับคนป่วยเลย ตรงนี้ May บรรยายถึงแม่ของมาซามิชิว่า เป็นคนตัวเล็กๆที่ดูมีอำนาจ คุยเก่ง ร่าเริง และดูไม่เหมือนคนที่กำลังเศร้า
หลังจากทักทายกับพ่อแล้ว มาซามิชิและแม่ ก็เดินมาอีกมุมหนึ่งของห้องเพื่อคุยกับ May ในเรื่องต่างๆนาๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง ผ่านไปสิบห้านาที พ่อของมาซามิชิที่อยู่บนเตียงก็ร้องโหยหวนขึ้นมา มองมาทางแม่และมาซามิชิ แล้วยกแขนสองข้างขึ้นมาโบกลา ตามด้วยความพยายามที่จะยิ้ม หลังจากนั้นก็เป็นสภาวะทุกข์ทรมานก่อนความตาย แต่ไม่นานนักก็สิ้นลมไป
หลังจากพ่อตาย มาซามิชิก็กอดแม่ไว้ (ใบหน้าเศร้า แต่ทั้งคู่ไม่ได้ร้องไห้) แล้วบอกกับ May ว่า นี่แหละคนญี่ปุ่น เราเป็นพวกที่มี ‘cheerfulness’ แม้เวลาตาย ก็ตายอย่างร่าเริง ตายอย่างกล้าหาญ ไม่เสียใจ พวกเราภูมิใจที่เป็นแบบนี้ เพราะความตายไม่ใช่ความสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ (การเกิดใหม่) ต่างหาก
จากนั้นมาซามิชิและแม่ก็พยายามทำตัวปกติและเตรียมการโทรเรียกคนอื่นๆ (ญาติและเพื่อนเก่า) มารวมกัน ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นที่จะต้องมาเยี่ยมเยียนกันหลังจากมีคนตาย
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเรารู้สึกเศร้านะ เป็นความเศร้าสองชั้นเลยก็คือ หนึ่งสงสารที่พ่อเค้าตาย และสองสงสารที่เค้าไม่สามารถแสดงความรู้สึกเศร้าออกมาได้ ไม่ว่าจะด้วยวัฒนธรรมที่จะต้องไม่เสียใจกับความตาย หรือ เป็นเพราะมีคนอื่น (May) อยู่ด้วยก็เลยแสดงอารมณ์ออกมาไม่ได้ แต่ไม่ว่าเพราะอะไรมันก็ทำให้ความเศร้าเพิ่มทวีขึ้น เพราะเป็นความเศร้าที่ไม่สามารถเศร้าได้
แล้วเรายังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกหลายจุด เช่น มาซามิชิ เค้าไม่เสียดายเวลาเหรอ พ่อใกล้จะตายยังออกไปทานข้าวกับเพื่อน แล้วยังยืนคุยกับเพื่อนตั้งสิบห้านาที จนพ่อต้องร้องเรียกเพื่อโบกมือลา ที่จริงเค้าน่าจะใช้เวลาที่เหลือน้อยนิดอยู่ข้างๆพ่อเค้าให้มากที่สุด อีกอย่างก็คือ เค้าจะชวน May ไปโรงพยาบาลด้วยทำไมนะ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าใกล้จะเป็นนาทีสุดท้ายของพ่อ คนเราเวลาตายน่าจะต้องการความเป็นส่วนตัวมากพอสมควร ขนาดเราไม่สบายเรายังไม่อยากเจอใครเลย แล้วนี่เค้าพาเพื่อนฝรั่งที่พ่อไม่เคยเจอเข้าไปอยู่ด้วยในนาทีสุดท้าย พ่อเค้าจะตายอย่างสบายใจไม๊นะ
บางทีเราก็สงสัยว่า ถ้า May ไม่ได้เข้าไปด้วย สถานการณ์การตายครั้งนี้จะเป็นยังไง บางทีพ่อเค้าอาจจะไม่ได้ตายอย่างกล้าหาญแบบนี้ อาจจะร้องไห้กับความทรมานและไม่อยากจากไป และบางที มาซามิชิและแม่อาจจะร้องไห้ฟูมฟายกับการตายของพ่อก็เป็นได้ บางทีการเข้าไปมีส่วนร่วมของ May อาจจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ที่เราคิดทั้งหมดก็มาจากพื้นฐานว่า คนญี่ปุ่นไม่ค่อยแสดงออกต่อหน้าคนอื่น แต่ May เค้าวิเคราะห์ไว้ว่า มาซามิชิอาจจะไม่ได้เก็บความรู้สึก หรือเสแสร้งแกล้งทำแต่อย่างใด แต่นี่คือความรู้สึกที่แท้จริงของเค้าก็เป็นได้ เพราะบางคน ‘รู้สึก’ ก่อนแล้วค่อย ‘แสดงออก’ ตามความรู้สึก ในขณะที่บางคน ‘แสดงออก’ ก่อน (ตามที่คิดว่าสมควร) แล้วค่อย ‘รู้สึก’ ตามที่แสดงออก ไม่จำเป็นว่าไข่ต้องเกิดก่อนไก่ ไก่อาจจะเกิดก่อนก็ได้
และมาซามิชิอาจจะเป็นแบบหลัง