วันนี้อ่านในบล็อก TPM พบว่าที่ลอนดอนมีโรงเรียนเปิดใหม่ ชื่อว่า ‘the school of life’ เปิดสอนเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่น ความรัก การเมือง การงาน ครอบครัว การเล่น สอนโดยนักเขียน ศิลปิน นักแสดง นักวิชาการสาขาต่างๆ เราว่าคงเป็นการพูดมุมมองของแต่ละคนเกี่ยวกับชีวิตในด้านต่างๆนั่นเอง
ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดาๆนะ แต่เราว่ามันเท่มากเลย ดูในเวบก็เท่ คนปกติเวลาว่างๆจะไปเรียนวาดรูป ปั้นเซรามิก เย็บผ้า หรือไม่ก็ทำอาหาร แต่นี่ถ้าคนถามว่าไปไหน ก็ตอบว่า ‘อ๋อ เดี๋ยวเย็นนี้ไปเรียนเรื่องชีวิตสักนิดนะ’ ชอบจัง อยากไปลองลงเรียนสักคอร์สนึง แต่คงต้องเลือกเรียนตอนเย็นสักสองชั่วโมงก็พอ เพราะถ้าเรียนวันเสาร์อาทิตย์จะต้องเรียนทั้งวัน อาจจะเอียนจนอาเจียนได้ ลองนึกดูว่าถ้าไปฟังเขาพูดเรื่องความรักอย่างต่อเนื่องแปดชั่วโมง คงได้อ้วกความรักออกมาเป็นแน่ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งคิดกันทั้งวันนะเราว่า
พอดีกับช่วงนี้ที่ว่างๆหน่อย เลยไปสอยหนังสือเรื่อง the meaning of life มาอ่านเล่น เป็นหนังสือเล่มเล็กๆเกี่ยวกับความหมายของชีวิต พูดถึงพัฒนาการทางความคิดเรื่องชีวิตในแต่ละยุคสมัย รวมถึงความคิดทางปรัชญาด้วย ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะเขียนลงบล็อกอยู่พอดี คือหนังสือแบบนี้มันไม่ค่อยมีมาก่อน ขนาดเราเรียนปรัชญายังไม่ค่อยได้เจอบทความวิชาการหัวข้อแบบนี้ มันดูกว้างจนหาประเด็นไม่ได้ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าคิดแล้วจะได้ประโยชน์อะไร เพราะถ้าชีวิตมีความหมายอะไรจริงๆมันก็น่าจะปรากฏขึ้นมาเอง ไม่ใช่ปรากฏขึ้นเพราะเราพยายามครุ่นคิดถึงมัน
แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนยุคนี้ให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้มากขึ้นจริงๆ (ที่เมืองไทยจะออกแนวจิตวิญญาณมากกว่าแค่ความหมายชีวิต สังเกตว่าหนังสือแนวจิตวิญญาณออกมาเพียบ) ทีนี้พอมาเจอโรงเรียนชีวิตแห่งนี้ก็เลยยิ่งทำให้เชื่อตามหนังสือว่า การที่คนยุคนี้สนใจหาความหมายของชีวิตมากขึ้นก็เพราะว่า เราได้ทำลายความหมายต่างๆที่เคยมีในอดีตไปจนเกือบหมดสิ้น เช่นเราเลิกยึดติดกับศาสนา เราตั้งคำถามกับความเชื่อต่างๆมากมาย ว่ามันไม่มีจริง แต่ในขณะเดียวกันเรากลับต้องการหาอะไรมายึดเหนี่ยวพึ่งพาเพื่อไม่ให้เคว้ง เรียกง่ายๆว่า ยิ่งทำลายความเชื่อต่างๆลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการมันมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับคนที่เอาอาหารไปโยนทิ้งหมดในขณะที่ท้องกำลังหิว แล้วก็ต้องหาอาหารอื่นเพื่อยาไส้ต่อไป (ทั้งหมดนี้จะโทษพวกโพสต์โมเดิร์นก็ได้นะ ฮ่าๆ) เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะมาเขียนถึงเรื่องนี้แบบเต็มๆอีกทีนะ
อีกอย่างที่น่าสนใจในโรงเรียนชีวิตแห่งนี้ก็คือ เค้ามี bibliotherapy ด้วย คือการเยียวยาด้วยหนังสือ ที่จริงก็ไม่ใช่การเยียวยาอะไรหรอก เป็นการให้คำแนะนำถึงหนังสือที่เหมาะสมกับเวลาและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน เช่นคนที่ต้องเลี้ยงลูกและมีเวลาอ่านหนังสือทีละห้านาที ควรอ่านหนังสืออะไร หรือคนที่ทำงานหนัก คนที่มีนิสัยส่วนตัวบางอย่าง มีความต้องการบางอย่าง ควรอ่านหนังสืออะไร บางครั้งก็เป็นการเยียวยาด้วย เช่น มีคนที่ลูกชายวัยรุ่นเพิ่งมาสารภาพว่าเป็นเกย์ เค้าหาทางออกไม่ได้เลยมาขอคำแนะนำว่าควรอ่านหนังสืออะไรดี และมีคนที่เป็นหมอมาเขียนบอกว่า บางครั้งไม่อยากสั่งยาให้คนไข้เลย เพราะมันไม่จำเป็นเท่าไหร่ อยากจะสั่งเป็นหนังสือมากกว่า (นัยว่าต้องเยียวยาจิตใจแทนร่างกาย แต่มันทดแทนกันได้ไม๊นะ) เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรานะ กับการที่จะมีคนมาทำความเข้าใจในตัวเราแบบลึกๆแล้วบอกว่าเราควรจะอ่านหนังสืออะไร เพราะปกติเราทุกคนต่างเลือกอ่านหนังสือเอาเองตามที่ต้องการ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ
เอาเป็นว่า ถ้าได้ลองเข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนแห่งนี้เมื่อไหร่ จะมาเขียนเล่าให้ฟังจ้ะ
ปล TPM http://blog.talkingphilosophy.com/?p=367
ปล2 The school of life http://www.theschooloflife.com/about.aspx
ผมสนใจที่บอกว่า “การที่คนยุคนี้สนใจหาความหมายของชีวิตมากขึ้นก็เพราะว่า เราได้ทำลายความหมายต่างๆ ที่เคยมีในอดีตไปจนเกือบหมดสิ้น” น่ะครับ พอสนใจเลยอยากอ่านต่อ อยากรู้ว่าคุณหญิงจะเขียนอะไร เผื่อว่าเอาไปรวมเล่ม ผมพิมพ์ให้เอาไหม
ฮ่าๆ
ขำแต่เอาจริงครับ
หวังว่าคงสบายดี
ความเห็น โดย chakkraphan — สิงหาคม 23, 2008 @ 3:38 pm |
ฮ่าๆ เอาจริงเหรอคะ ลองอ่านๆไปก่อนดีกว่านะ อาจจะเปลียนใจก็ได้
กลัวทำให้ขาดทุนอ่ะค่ะ :b
ความเห็น โดย yodmanudying — สิงหาคม 23, 2008 @ 6:18 pm |