‘หากพิจารณาดูหลักต่างๆของลัทธิ (เซน) จะเห็นได้ว่าขัดต่อหัวใจพระศาสนาทุกข้อ
ในเรื่องพระบรมศาสดาตรัสถึงเหตุแห่งธรรมทั้งปวงนั้น เซนไม่ยอมรับในเหตุทั้งปวง
ไม่ถือว่าการพิจารณาด้วยเหตุผลหรือการกระทำด้วยเหตุผลนั้น เป็นของพึงกระทำให้ถึงปัญญา
ในเรื่องการเว้นการกระทำบาป และทำแต่กุศลนั้น เซนไม่ยอมรับในบุญในบาป ไม่ถือว่ากรรมต่างๆ หรือสรรพสิ่งต่างๆนั้นมีดีมีชั่ว
เพราะฉะนั้นการเว้นบาป และทำแต่กุศลจึงไม่ใช่สิ่งที่เซนสนับสนุน เพราะการกระทำเช่นนั้น เซนเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์จริงจัง
ส่วนเรื่องทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วนั้น
เซนถือว่าไม่มีจิต
เมื่อพระภิกษุรูปหนึ่งเขียนคาถาว่า
‘จิตนั้นเหมือนกับกระจกเงา ต้องคอยปัดกวาดฝุ่นละอองให้ผ่องใสอยู่เสมอ’
อาจารย์ฮุยเน้งของเซนก็เขียนคาถาไปหักล้างว่า
‘เมื่อกระจกนั้นไม่มีฝุ่นละอองจะมาจับได้อย่างไร’
ผู้ที่คอยปัดกวาดจิตให้สะอาดนั้น เซนดูหมิ่นว่าเป็นผู้ที่เสียแรงเสียเวลาเปล่า เพราะมัวหลงไปปัดกวาดในที่ที่ไม่มีฝุ่นละอองจับ
เรื่องจิตไม่มีนั้นเป็นทฤษฏีที่สำคัญของเซน
เซนตั้งปัญหาถามเรื่องจิตนี้ไว้หลายข้อ
ถ้าจิตนั้นมี และเป็นธาตุที่สะอาดจริงแล้ว เหตุไฉนความสกปรกโสโครกจึงมาจับที่จิตนั้นได้
ถ้าชาติภพทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นจากจิต เพราะจิตมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็จะไปยุ่งกับมันทำไม เพราะการเกิดมีภพมีชาติเป็นของธรรมดา ในเมื่อมีจิต ปล่อยให้มันเกิดไปตามเรื่องของมันจะไม่ดีกว่าหรือ
ประการที่สำคัญคือ เซนเห็นว่าการยอมรับว่ามีจิตและเข้าไปยุ่งกับจิตในทางที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วนั้นเป็นอุปาทานเสียแล้ว ขัดกับหลักอนัตตาโดยตรง การยึดจิตนั้นก็เป็นการยึดอนัตตานั้นเอง
การยึดกาย บำรุงบำเรอกาย ไม่เกิดประโยชน์ฉันใด การยึดจิตและพยายามปัดกวาดขัดเกลาจิตก็ไม่เกิดประโยชน์ฉันนั้น
คนที่นั่งปัดกวาดให้จิตว่างหรือขัดเกลาจิตให้ผ่องใสนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับผู้หญิงนั่งผัดหน้าทาปากเพื่อให้หน้าสวยถ้าอย่างหลังไม่เกิดประโยชน์ อย่างแรกก็ไม่เกิดประโยชน์เท่ากัน
เมื่อไม่มีอะไรตั้งแต่แรกเริ่มเสียแล้ว การขุดคุ้ยและขัดล้างต่างๆก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนขุดลมและขัดลม ในที่สุดก็จะไม่พบอะไร และไม่มีอะไรที่จะสะอาดบริสุทธ์ขึ้น
โมกธรรมและบริสุทธิคุณนั้นจึงมิใช่เรื่องของใจสะอาดผ่องแผ้ว หรือใจบริสุทธ์ แต่ได้แก่สุญญตาคือความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
ความรู้ที่ว่าไม่มีจิตหรือวิญญาณหรืออะไรเลยนี้ ย่อมจะทำให้บุคคลรู้สึกว่าพลัดร่วงจากแผ่นดิน ไม่มีอะไรที่จะยืนทรงกายอยู่ได้
ความรู้สึกเช่นนี้เซนบอกว่าเป็นความรู้สึกของคนที่เข้าถึงศาสนาพุทธ เพราะตราบใดที่ยังรู้สึกว่าตัวยืนอยู่บนอะไร คือความยึดเสียแล้ว
ขันธ์ห้า อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นเครื่องผูกรัดรึงคนมิให้เป็นเสรี หรือหลุดพ้นได้นั้น มีอยู่หลายอย่างมากมายเหลือเกิน
ยึดในรูป จิตก็เป็นรูป เพราะถ้าไม่เป็นก็ยึดไม่ได้
ยึดในจิตว่าง จิตว่างก็เป็นรูป ถูกมัดด้วยจิตว่างเข้าไปอีก
ยึดในความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์นั้นก็เป็นรูปอย่างที่ฮุยเน้งว่า
แต่ครั้นไปยึดในสุญญตาเข้า สุญญตานั้นเองก็เกิดเป็นรูปขึ้นมาอีก มัดคนได้เท่ากัน
การแลเห็นธรรมนั้น หากยังมีธรรมให้แลเห็นได้ก็ถือว่ายังไม่เห็นจริง จะแลเห็นธรรมได้จริง ก็ต่อเมื่อไม่แลเห็นเท่านั้น
ถ้าจะพูดแบบเซน การเห็นที่ไม่เห็น คือการเห็นที่แท้การได้ยินที่ไม่ได้ยิน คือการได้ยินที่แท้
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายเซนให้คนที่อยู่ในลัทธิหินยานพอเข้าใจได้
เข้าใจหรือยัง?’
ปล คัดลอกมากจากหนังสือ นิกายเซน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หน้า 97-109 (แต่ตัดออกไปเยอะ)
ปล2 บทนี้สนุกดีเลยเอามาบันทึกไว้จ้ะ
อีดิทสิบรอบกว่าจะเว้นบรรทัดได้
แต่ก็เว้นแบบแปลกๆอยู่ดี
เหนื่อยดีแท้
ความเห็น โดย yodmanudying — พฤษภาคม 25, 2007 @ 5:11 pm |
ถ้าไม่มีกระจกเงาแล้วไซร้ ผุ่นนั้นจะจับสิ่งใด
ความเห็น โดย anukpn — พฤษภาคม 26, 2007 @ 11:51 am |
ตามมาขอบคุณค่ะ…ส่วนปรัชญาเซน น่าสนใจจังค่ะ
แล้วจะคอยติดตามผลงานนะคะ อิอิ
เชอรี่
ความเห็น โดย cher3155 — มิถุนายน 3, 2007 @ 9:40 pm |
‘หากพิจารณาดูหลักต่างๆของลัทธิ (เซน) จะเห็นได้ว่าขัดต่อหัวใจพระศาสนาทุกข้อ”
ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับประโยคดังกล่าวของคึกฤทธิ์ ผมเชื่อว่าหากเข้าใจเซนอย่างถ่องแท้ จะพบว่าเซนไม่ได้ขัดต่อหัวใจของพุทธศาสนาแต่ประการใด อีกทั้งการอธิบายของเขาก็ยังเป็นการอธิบายแบบ “ความรู้” เรื่องเซน มากกว่า “ความเข้่าใจ” ในเซน
ความเห็น โดย หมาดำ — มิถุนายน 4, 2007 @ 8:03 pm |
กลับถึงไทยยังคะเนี่ย
ของฝนอีกไม่กี่วัน (เอ๊ะ แต่ก็หลายวัน)
ไว้เจอกันค่า
ความเห็น โดย foneko — มิถุนายน 5, 2007 @ 12:29 am |
ถึงคุณหมาดำ
เราว่าคุณคึกฤทธิ์หมายถึง ขัดกับพุทธแบบหินยานน่ะค่ะ แต่คงเขียนตกหล่นไป ลักษณะการเขียนของคุณคึกฤทธิ์เล่มนี้ เหมือนกำลังเล่าเรื่องเซนให้ฟังแบบคร่าวๆน่ะค่ะ ไม่ได้จริงจังมากนัก อ่านแล้วสนุกดีเหมือนกัน
ความเห็น โดย yodmanudying — มิถุนายน 5, 2007 @ 2:28 pm |
เราเคยอ่านนานแล้วครับ
ชอบเหมือนกัน เป็นหนังสือเล่มแรกๆที่ผมเริ่มอ่านตอนเริ่มสนใจเซ็นเหมือนกัน
ตอนนี้ก็ยังสนใจอยู่ครับ
ความเห็น โดย อีฟ — มิถุนายน 8, 2007 @ 1:43 pm |
ไม่ได้มาอ่านบล็อคพี่หญิงนานมั่กๆ พี่หญิงสบายดีนะคะ
ความเห็น โดย แพรว — มิถุนายน 10, 2007 @ 2:21 am |
อีกแป๊บเดียวก็ได้เจอกันแล้วนะคะ ฮี่ๆ
ความเห็น โดย foneko — มิถุนายน 17, 2007 @ 12:09 am |
พี่ฝนจะกลับมาแล้ว เดี๋ยวจะได้มาเจอกันเยอะๆ เลยนะคะ
พี่หญิงเป็นไงบ้าง คิดถึงเสมอค่า
ความเห็น โดย felice farfalla — มิถุนายน 18, 2007 @ 10:49 am |
ได้เลยค่า
คิดถึงเหมือนกัน
ความเห็น โดย yodmanudying — มิถุนายน 18, 2007 @ 6:29 pm |
เวลาอ่าน Blog ไปเรื่อยๆ นี่ มันก็สนุกดีนะครับ
บางเรื่องแทบไม่ได้อ่าน เรียกว่า เป็นทางผ่าน(ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า)
บางเรื่องก็อ่านแล้วผ่านไป เรื่องนี้ ผมอ่านแล้ว ต้องกลับไปอ่านใหม่
สนใจ แต่ยังไม่เข้าใจ
… จะกลับมาอ่านใหม่ครับ
: )
ความเห็น โดย khun_aut — มิถุนายน 22, 2007 @ 7:06 pm |
Happy Birthday ค่าพี่หญิง
มาอวยพรในนี้ไว้ก่อน
ขอให้พี่หญิงมีความสุขสดใสในทุกๆวันนะคะ
ความเห็น โดย felice farfalla — มิถุนายน 24, 2007 @ 9:12 am |
how is this excerpt ’sanook d’? its a religiouos teaching for one to abandon all appetites in life and nothing is sustainable!… christ sake!
ความเห็น โดย Oak — สิงหาคม 24, 2007 @ 10:37 am |
เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรก แต่ชอบ เซน มานานแล้ว หาหนังสืออ่านอยู่เรื่อยๆ
และจะแวะเข้ามาอ่านบ่อยๆครับ
ความเห็น โดย โตริ — ตุลาคม 30, 2007 @ 5:04 am |
สนใจเซนค่ะ จะทำวิทยานิพนธ์ อยากจะขอทราบชื่อสำนักพิมพ์ของหนังสือเล่มนี้ด้วย เพราะว่าจะหามาเก็บไว้ ขอบคุณค่ะ
ความเห็น โดย โชติ — พฤศจิกายน 5, 2007 @ 2:48 am |
สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000 ค่า พิมพ์ กค ปี 2544
ความเห็น โดย yodmanudying — พฤศจิกายน 5, 2007 @ 2:57 pm |
แวะมาหวัดดีปีใหม่ครับ
ความเห็น โดย 2dayplaza — มกราคม 18, 2008 @ 3:03 am |
คห 14
ถ้าคุณเชื่อว่า christ มีตัวตน
ขณะที่เซนไม่เชื่อแม้กระทั่งว่า กระจกมีอยู่จริง
เซนคือหนทางแห่งการไม่ยึดติด ไม่ต้องบูชาเทพเจ้า หรือบุคคลที่เราไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่
กรุณาไม่ต้องมาโพสต์เลยครับ
ความคิดคุณต่างกับเซนมากๆ คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
ความเห็น โดย zen — มิถุนายน 20, 2008 @ 7:53 pm |
เกมส์ปรัชญาเซน
ความเห็น โดย Skykle.com — กรกฎาคม 12, 2008 @ 6:24 am |
อยากคุยจัง
แต่คงไม่ต้องใช้ภาษา
- `๏’ – ZEN- `๏’ -
ความเห็น โดย รวิพันธุ์ — กรกฎาคม 14, 2008 @ 8:33 am |
แล้วเวลาเกิดทุก เชนคิดยังไงคับ ขอท่านผู้รู้จิงตอบให้หน่อยคับ ขอผู้รู้และเข้าใจจิงๆเท่านั้นนะคับ ขอบคุณคับ
ความเห็น โดย kitano — สิงหาคม 13, 2008 @ 6:06 pm |
ไม่ใช่ผู้รู้ด้านเซนนะคะ แต่คิดว่าเซนคงคล้ายพุทธก็คือ เรียนรู้ทุกข์ว่ามันเป็นของธรรมดา มีเกิดมีดับเหมือนสิ่งอื่นๆ ไม่ต้องไปยึดติดกับมันค่ะ
ความเห็น โดย yodmanudying — สิงหาคม 13, 2008 @ 7:14 pm |
ขอบคุณมากคับ สําหรับคําตอบคับ
ความเห็น โดย kitano — สิงหาคม 14, 2008 @ 11:49 am |
ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยนะครับ(แม้จะพูดเรื่องเซนที่ต้องทำ โดยไม่ต้องคิด)
ผมว่า “หลักของเซน” ไม่ขัดกับหลักของทุกพระศาสนา (หมายถึงทุกศาสนา) เพราะเป้าหมายของเซน มุ่งให้ทุกคนเข้าถึง “จิตเดิมแท้” โดยการปลดเปลื้องความคิดจากการปรุงแต่งทั้งหมด
ซึ่งก็ตรงกับหลักศาสนาอื่นๆ ที่มุ่งสอนเราให้ศรัทธาและเผื่อแผ่ต่อบุคคลอื่นๆเพื่อลดความเห็นแก่ตัวและอัตตาของตนเอง สุดท้ายก็จะนำเราไปสู่การหมดความโลภ โกรธ หรือหลงในทางวัตถุนิยมต่างๆ ซึ่งก็เป็นสภาพที่ไม่มี”กระจก” ของเซนนั่นเอง
ดังนั้น การวิจารณ์ความเห็นใคร ก็เหมือนกับ การใช้”กระจกของตน” ส่องมองหา”กระจกคนอื่น” แล้วจะบอกคนอื่นว่า ไม่ต้องมีกระจกได้อย่างไร ครับ
พูดไปงงไป.. แค่นี้ก่อนครับ
ความเห็น โดย Atibon — กันยายน 8, 2008 @ 5:55 am |
ความคิดเห็นของคุณ atibon กันยายน 8,2008 @5:55 am เป็นคำที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ให้ทราบถึงสติ ปัญญาของเค้าได้เลย เยี่ยมครับ…
ความเห็น โดย JOE — ธันวาคม 26, 2008 @ 5:59 am |
เฮ้อ…
ตกลงสิ่งใดเล่า คือความจริง
ความเห็น โดย Pote979 — กุมภาพันธ์ 21, 2009 @ 7:31 am |
ไร้ซึ่งชีวิต…..มีเพียงจิตวิญญาณ
ไร้ซึ่งอาการ…..รัก..โลภ..โกรธ..หลง
ตัวกู…ของกู…อย่าได้พะวง
ไม่มี…ไม่หลง…หนทางสู่เซน
ความเห็น โดย สาวกเซน — กุมภาพันธ์ 21, 2009 @ 5:32 pm |
” . . . . . . “
ความเห็น โดย don silom 2009 — ตุลาคม 2, 2009 @ 3:22 pm |
เพิ่งเข้ามาครั้งแรกเหมือนกัน แต่ก็ชอบความเห็นของทุกคน ผมขอเล่าความเห็นบ้าง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาว2คน นั่งจีบกันใต้ต้นไม้ หญิงสาวบอกว่าความรักของฉันเหมือน ต้นไม้ต้นนี้มีดอก ใบ ผล กิ่งก้าน สามารถใช้ได้ทุกส่วน ชายหนุ่มบอกว่าความรักของผม ไม่ต้องมีต้น ไม่ต้องมีดอก ใบ ผล กิ่งก้าน ก็ได้ ขอแต่มีรากก็พอ เพราะรากจะไปหล่อทุกส่วนเอง
ความเห็น โดย teerawatchun — ตุลาคม 18, 2009 @ 3:37 pm |