YodManudYing’s Blog

พฤศจิกายน 2, 2009

เปลี่ยนได้ดังใจคุณ (2)

Filed under: short story — yodmanudying @ 12:46 am

 

*Note: เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ‘เปลี่ยนได้ดังใจคุณ’ นะคะ ใช้ ‘เปลี่ยน’ เฉยๆจะกลายเป็นโอบาม่าอ่ะ :b

 

สามชั่วโมงถัดมา พิชัยย้ายไปนั่งอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในตัวอาคารของบริษัท ห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมากมายที่พิชัยไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าหน้าที่สี่คนใส่เสื้อคลุมสีขาวคล้ายแพทย์ ยืนล้อมรอบตัวพิชัย และง่วนอยู่กับการติดเครื่องมือกับสายระโยงระยางลงบนตัวพิชัย

‘บริษัทที่ดูไร้รสนิยมอย่างนี้ กลับมีเครื่องมือทันสมัยมากมาย แถมยังใหม่เอี่ยมหมด มันขัดแย้งกันยังไงชอบกลแฮะ’ พิชัยได้แต่คิดในใจถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างข้างนอกห้องที่มีแต่เฟอร์นิเจอร์เก่าเหม็นอับ กับเทคโนโลยีล้ำหน้าในห้องนี้

‘เครื่องมือทั้งหมดนี้ ถูกต้องตามมาตรฐานนะครับ’ วิรุตเห็นหน้าตาสงสัยของพิชัย จึงพูดขึ้น ‘เราลงทุนทั้งหมดไปกับเครื่องมือพวกนี้ ซึ่งมีราคาแพงมาก เลยไม่มีเงินพอที่จะตกแต่งในอาคารสักเท่าไหร่’

‘อ้อ ครับ’ พิชัยพยักหน้า ที่จริงเขาไม่ได้สนใจจะหาคำตอบสักเท่าไหร่ จะอย่างไรก็ช่าง ขอเพียงให้เขาได้เปลี่ยนร่างอย่างปลอดภัย และหนีพ้นจากความทุกข์นี้ให้เร็วที่สุดเป็นพอ

 

อีกด้านหนึ่งของห้อง มีเด็กชายนิมนอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงเล็กๆ ชายสี่คนในเสื้อคลุมสีขาวรุมติดเครื่องมือและสายระโยงระยางลงบนตัวของเด็กชายเช่นเดียวกันกับที่ทำให้พิชัย เด็กชายนิมกวัดแกว่งแขนขาไปมาบนอากาศ แต่หน้าตานิ่งเฉยไม่ร้องงอแง พ่อแม่ของเด็กชายยืนจับมือกันอยู่ข้างเตียง มีรอยยิ้มเจือบนใบหน้า    

‘อีกไม่นาน ก็ทำการเปลี่ยนร่างได้แล้วครับ’ วิรุตเอ่ยขึ้นเมื่อเหล่าชายเสื้อขาวติดเครื่องมือใกล้จะเสร็จ

พิชัยถูกจับให้นอนลงบนเตียง ข้างๆกันกับเด็กชายนิม คนอื่นๆถอยออกมาจากบริเวณนั้น ยกเว้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งกำลังจะทำหน้าที่กดปุ่มที่เครื่องเปลี่ยนร่าง

‘คุณพิชัยพร้อมนะครับ’ วิรุตถามอีกครั้งก่อนอนุมัติกระบวนการเป็นครั้งสุดท้าย

‘ครับ’ พิชัยรีบตอบทันที ในใจอยากให้กระบวนการนี้เสร็จไปเร็วๆ เขาจะได้เป็นคนใหม่เสียที

‘น้องนิมพร้อมนะครับ’ วิรุตหันไปถามทางพ่อแม่ของเด็ก

‘ค่ะ’ แม่ตอบ   

วิรุตทำสัญญาณมือให้เจ้าหน้าที่กดปุ่มที่เครื่อง —–‘ตู้ดดดด’

พิชัยและเด็กชายนิมหมดสติไปทันที

อีกสองสามนาทีต่อมา พวกเขาก็ฟื้นขึ้น ร่างของพิชัยร้องไห้ลั่น เสียงแผดออกมาคล้ายเสียงทารก ส่วนร่างของเด็กชายนิมหน้าตาเรียบนิ่ง หันไปหันมา กระพริบตาปริบๆ

‘ยินดีด้วยครับคุณพิชัย และคุณพ่อคุณแม่ เราทำการเปลี่ยนร่างสำเร็จแล้วครับ’ วิรุตกล่าว

พ่อแม่เด็กชายนิมวิ่งรี่ไปที่ร่างกายใหม่ของลูก เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าลูกทารกของตนเข้าไปอยู่ในร่างนั้นแล้วจริงๆ ส่วนพิชัยในร่างของทารกใช้ความพยายามเล็กน้อยในการทดลองเปล่งเสียงและในที่สุดก็พูดขึ้นว่า ‘เอ่อ ผมอยู่ในร่างนี้แล้วจริงๆครับ’ พลางโบกแขนขาไปมาในอากาศเท่าที่ความสามารถของเด็กทารกจะทำได้ ‘รู้สึกไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นะครับ’

‘เป็นธรรมดาครับคุณพิชัย เดี๋ยวจะค่อยๆชินไปเอง’ วิรุตบอกพลางเดินมายืนข้างร่างใหม่ของพิชัย ‘เอาล่ะครับ ผมขอย้ำอีกทีว่า หากคุณพิชัยคิดจะเปลี่ยนร่างคืน ขอให้แจ้งกับผมไม่เกินสามเดือนหลังจากวันนี้เป็นต้นไปนะครับ ขอบคุณมากครับที่ใช้บริการกับบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณ’ วิรุตโค้งเล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้องไป

‘เอ่อ เดี๋ยวสิครับคุณวิรุต’ พิชัยตะโกนไล่หลัง ‘อย่าเพิ่งไปสิครับ แล้วผมจะกลับยังไงล่ะเนี่ย!!?’

 

***

 

พิชัยรู้สึกอยากร้องไห้เป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในร่างกายของเด็กชายนิม เขาไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ทั้งนี้ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงร้องได้ทั้งวัน รู้แต่เพียงว่าอยากจะร้องเท่านั้น

‘อ่ะ แง้ แง้ แง้ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

พี่เลี้ยงเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย พี่เลี้ยงคนนี้เป็นคนที่พ่อแม่ของเด็กชายนิมจ้างมาดูแลพิชัย ในขณะที่พ่อแม่ต้องไปดูแลเด็กชายนิมในร่างผู้ใหญ่ เนื่องจากในช่วงสามเดือนแรก จิตของเด็กชายยังปรับเข้าหาร่างกายใหม่ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า จิตของเด็กชายยังเป็นทารกอยู่ แต่เป็นทารกในร่างกายของชายวัยสี่สิบปี เขาจึงยังต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่ ส่วนพิชัยซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในร่างทารกก็ต้องการการดูแลพิเศษเช่นกัน

‘อ่ะ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

‘คุณพิชัยคะ คุณร้องไห้ทำไมอีก’ ดูเหมือนพี่เลี้ยงจะเอือมระอากับพิชัยเต็มที เธอมองว่าพิชัยคือผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็ก จึงไม่สมเหตุสมผลที่เขาจะร้องงอแง แต่พิชัยไม่สนใจหรอกว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรกับเขา พิชัยต้องการให้เธออุ้มเขามากๆอุ้มบ่อยๆ อันที่จริง ถ้าอุ้มไว้ได้ตลอดเวลาก็จะดีไม่น้อย

‘คุณช่วยอุ้มผมอีกทีได้ไหมครับ’ พิชัยอ้าแขนกว้างเปิดรับการถูกอุ้ม   

 ‘คุณพิชัยคะ ดิฉันคงต้องขอเรียนตรงๆสองข้อ ข้อแรก คุณยังไม่ใช่น้องนิมนะคะ ถ้าคุณต้องการอะไรก็พูดกันดีๆไม่ต้องร้องไห้ก็ได้ และข้อสองคือ ดิฉันไม่สามารถอุ้มคุณไว้ได้ตลอดเวลาหรอกนะคะ’

‘แต่ผม…ผมอยากให้คุณอุ้มผมไว้ตลอดเลย นะครับ นะ’ พิชัยสะอึกสะอื้น อ้อนวอนขอร้อง

พี่เลี้ยงถอนใจยาว ‘ดิฉันคงต้องขออภัยคุณพิชัยจริงๆ เนื่องจากในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าดิฉันจะต้องอุ้มคุณไว้ตลอดเวลา ระบุไว้แต่เพียง ‘ให้อุ้มตามสมควร’ เท่านั้น ซึ่งดิฉันเห็นว่าเวลานี้ยังไม่สมควรนะคะ ดิฉันจะอุ้มคุณก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลังจากการอุ้มครั้งก่อนสามชั่วโมงเท่านั้นนะคะ’ พี่เลี้ยงปฏิเสธโดยเอาข้อสัญญามาอ้าง

พิชัยเถียงไม่ได้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่ร้องไห้ต่อไป ‘อ่ะ แง้ แง้ แง้ อ่ะ แง้ อ่ะ แง้’

พี่เลี้ยงส่ายหัว เดินออกจากห้องไป

 

การเป็นเด็กทารกช่างทรมานจริงๆ เด็กต้องการความรักความอบอุ่น ต้องการถูกอุ้มถูกสัมผัสมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และแม้จะได้รับตอบสนองบ้าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าพอเลย ที่สำคัญคือเด็กช่วยตัวเองไม่ได้ พิชัยอยากลุก อยากนั่งบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้เขายังควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แม้แต่การร้องไห้ หรือการขับถ่ายก็ยังควบคุมไม่ได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน พิชัยเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับการเป็นทารก ที่เคยคิดว่าเป็นนายพิชัยพนักงานกินเงินเดือนแล้วมีทุกข์หนักหนาสาหัส ก็ยังทุกข์ไม่เท่าการเป็นเด็กทารกที่ได้แต่นอนร้องไห้แบบนี้

 

‘คุณพี่เลี้ยงครับ’ พิชัยพูดไปสะอื้นไป เมื่อพี่เลี้ยงเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ‘ผมขอความกรุณาคุณช่วยโทรเรียกคุณวิรุตให้ผมทีสิครับ ผมต้องการเปลี่ยนร่างอีกครั้ง’

 

***

 

(มีต่อ)

 

 

 

 

ตุลาคม 25, 2009

เปลี่ยนได้ดังใจคุณ (1)

Filed under: short story — yodmanudying @ 11:25 am

 

**เรื่องสั้นจ้า แต่มันยาว เลยเอามาลงก่อนหนึ่งตอน

 

พิชัยกำลังรู้สึกหมดหวัง เขาปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่เช็ด ทำไมชีวิตถึงได้ทุกข์มากขนาดนี้ เขาไม่ต้องการชีวิตแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เขาล้มตัวลงที่โซฟา ปล่อยกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายให้หยุดพักพร้อมๆกับที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลอย่างไม่ต้องมีขอบเขต ในวัยสี่สิบ พนักงานบริษัทกินเงินเดือนอย่างพิชัยหาความสุขให้กับตัวเองไม่ได้ เขาเบื่อที่จะต้องไปทำงานที่ซ้ำซากจำเจ เบื่อการอยู่ในสังคมที่ปราศจากความจริง เบื่อการแสวงหาไม่สิ้นสุด ทุกวันเขาเฝ้านึกถึงอดีต ช่วงเวลาวัยเด็กที่เขาจำได้ว่ามีความสุขมากที่สุด หรือไม่เขาก็เฝ้าฝันถึงอนาคตที่เขาคาดหวังว่าความทุกข์ต่างๆในเวลานี้มันจะจบสิ้นไปแล้ว

 

คนในวัยขนาดพิชัยมักโหยหาอดีตและอนาคต ในขณะที่เด็กไม่มีอดีต และคนแก่ไม่มีอนาคต แต่พิชัยมีทั้งสองอย่างและเป็นสองอย่างที่ดีกว่าสิ่งที่เขามีอยู่เป็นอยู่ เขาอยากหนีไปจากจุดนี้ จุดที่เขาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เขารู้แต่เพียงว่าเขาต้องหนี

 

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พิชัยรีบเช็ดน้ำตา ยกตัวขึ้นจากโซฟา กระแอมหนึ่งครั้งเพื่อปรับเสียงให้เป็นปกติ เขาเห็นเบอร์โทรจากบริษัทจัดหาแห่งหนึ่งขึ้นบนจอโทรศัพท์

‘สวัสดีครับ’ เสียงพิชัยเป็นปกติตามเดิมเหมือนคนไม่ได้ร้องไห้ ในวัยสี่สิบ เขาผ่านการฝึกฝนปรับเปลี่ยนบุคลิกไปมาจนช่ำชอง

‘ผมวิรุต โทรจากบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณนะครับ ทราบว่าคุณมาติดต่อเอาไว้’

‘อ๋อ ใช่ครับ ผมติดต่อไป’

‘ตอนนี้ทางเราสามารถจัดหาร่างไว้ให้คุณได้แล้วนะครับ รบกวนคุณพิชัยมาพบผมที่บริษัทบ่ายนี้จะได้หรือไม่ครับ’

‘ได้ครับ ได้’

 

บริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณเป็นบริษัทหนึ่งในหลายๆบริษัทที่พิชัยไปติดต่อไว้ เขาต้องการจะเปลี่ยนร่างกับเด็กทารกสักคน แต่ว่าหายากเหลือเกิน เพราะการจะได้ร่างทารก ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่เด็กเสียก่อน ผิดจากร่างของวัยอื่นที่สามารถยินยอมได้ด้วยตัวเอง และพ่อแม่ที่จะยอมเปลี่ยนชีวิตลูกทารกของตัวเองกับคนอื่น โดยเฉพาะเปลี่ยนกับคนในวัยสี่สิบนั้น แทบไม่มีเลย บริษัทต่างๆให้ความหวังกับเขาว่า บางครั้งจะมีเด็กที่พ่อแม่ยากจนหรือร้อนเงินมาเสนอขายเอาไว้ แต่อาจจะต้องรอนานหน่อย พิชัยไม่นึกเลยว่าจะได้เร็วขนาดนี้

 

ตอนแรกพิชัยอยากเปลี่ยนร่างกับวัยรุ่นสักคน เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่สนุกและมีอนาคตเหลืออีกมาก แต่บริษัทจัดหาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยมีวัยรุ่นคนไหนยอมเปลี่ยนร่าง เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่สนใจอดีตและไม่แคร์อนาคต หรือถึงแม้จะแคร์อนาคต ก็ไม่มีใครอยากได้อนาคตของคนอื่น พวกเขายังมีพลังและความเชื่อมั่นที่จะทำอนาคตเอง พูดง่ายๆคือ พวกเขาไม่สนใจอยากเป็นคนอื่น พิชัยจึงต้องรอร่างของทารกอย่างเดียว

 

บ่ายนั้น พิชัยเข้ามานั่งรอในบริษัทเปลี่ยนได้ดังใจคุณก่อนเวลาเล็กน้อย เขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อสามเดือนก่อน แต่ตอนนั้นอารมณ์ของเขาขุ่นมัวมากจนทำให้เขาลืมสังเกตุบรรยากาศโดยรอบไป วันนี้เขาอารมณ์ดีเพราะเขามีความหวังที่จะได้มีชีวิตใหม่ เขาจึงเริ่มต้นสังเกต เริ่มจากกลิ่นของบริษัทเป็นกลิ่นคล้ายอับชื้น เหมือนมีพรมเปียกวางอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้อง แอร์ที่เปิดก็เย็นเกินไป เขารู้สึกว่ามันเย็นแบบแปลกๆ สีของผนังและโต๊ะเก้าอี้ก็ดูเก่าทึมและขาดรสนิยมอย่างเห็นได้ชัด

 

‘สวัสดีครับคุณพิชัย ขอโทษที่ทำให้ต้องรอ’ เสียงของวิรุตทำให้พิชัยสะดุ้งเล็กน้อย

‘สวัสดีครับ’ แต่แล้วพิชัยก็ปรับตัวได้เร็วอีกเช่นเคย

‘ผมต้องอธิบายกระบวนการขั้นตอนและข้อตกลงกับคุณพิชัยนานหน่อยนะครับ ทราบว่าคุณพิชัยยังไม่เคยทำการเปลี่ยนร่างกับใครมาก่อน’

‘ครับ ผมก็อยากทราบรายละเอียดเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของตัวผมและเรื่องสิทธิมนุษยชนน่ะครับ ผมไม่อยากมีปัญหายุ่งยากทางกฏหมาย’

‘อ๋อ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยครับ เราทำทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ เราไม่ใช่บริษัทลักลอบเปลี่ยนร่างนะครับ แล้วก็กรณีของคุณพิชัยนี้ ผู้ปกครองของเด็กทารก เอ่อ แกชื่อว่าน้องนิมนะครับ ผู้ปกครองของน้องนิมยินยอมให้เปลี่ยนแน่นอนแล้วครับ แกยินดีด้วยซ้ำที่น้องนิมจะได้เป็นพนักงานบริษัทชั้นนำอย่างคุณพิชัย ไม่ใช่ง่ายนะครับโอกาสอย่างนี้’

นายพิชัยยิ้มตอบ แต่ในใจของเขารู้สึกผิดกับเด็กชายนิมจนท้องไส้ปั่นป่วน

‘เรื่องกระบวนการเปลี่ยนร่าง ผมจะอธิบายให้คุณพิชัยฟังโดยย่อนะครับ เพราะข้อนี้คิดว่าคุณพิชัยคงพอจะทราบมาบ้างแล้ว คือ เราจะทำการเปลี่ยนจิตของคุณพิชัยกับจิตของเด็กชายนิม ตอนแรกที่จิตของคุณทั้งสองย้ายไปอยู่ในอีกร่างหนึ่ง จิตจะยังเหมือนจิตเดิม แต่หลังจากนั้นจิตของพวกคุณจะค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับร่างกายใหม่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดคุณพิชัยจะกลายเป็นเด็กชายนิมโดยสมบูรณ์และจะลืมเรื่องเก่าทั้งหมด ส่วนน้องนิมก็จะกลายเป็นคุณพิชัยโดยสมบูรณ์เช่นกัน ทั้งหมดนี้ใช้เวลาหกเดือน’

‘ครับ แล้วตอนผมเป็นทารก ผมจะอยู่ในความดูแลของพ่อแม่น้องนิม ถูกต้องหรือไม่ครับ’

‘ถูกต้องแล้วครับ คุณพิชัยจะกลายเป็นลูกของพวกเขา จนกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่นะครับ ส่วนค่าเลี้ยงดูไม่ต้องห่วงเพราะเงินที่คุณพิชัยจ่ายให้เขาก็มากโขอยู่ และทางเราจะคอยสอดส่องให้พวกเขาทำตามสัญญา รับรองไม่ถูกทิ้งขว้างครับ เอ่อ ตอนนี้ผมต้องขออธิบายข้อเสนอจากทางเราหน่อยนะครับ ข้อแรกคือ คุณพิชัยจะขอเปลี่ยนกลับคืนร่างเดิมได้ภายในสามเดือนเท่านั้นนะครับ หลังจากนั้นจิตของคุณจะเริ่มกลายเป็นน้องนิมแล้ว เราจะไม่รับเปลี่ยนคืน และข้อสองคือ ถ้าคุณเปลี่ยนคืน ทางเราและทางผู้ปกครองของน้องนิมจะไม่คืนเงินนะครับ ดังนั้นขอให้คุณพิชัยกรุณาพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจครับผม’    

พิชัยรีบตอบตกลงทันที เขาไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่เพราะเขาทนความทุกข์ขณะนี้ไม่ไหวแล้ว ‘เป็นอะไรก็ยังดีกว่าเป็นนายพิชัยทั้งนั้น’ เขาคิด

 

***

(มีต่อ)

 

ปล หวังว่าจะเขียนเสร็จนะ ฮ่าๆ

ตุลาคม 8, 2009

Nostalgia – หนังสือปกเขียว

Filed under: book — yodmanudying @ 2:20 am

 

green

 

วันก่อนไปร้าน waterstones ไปเดินดูหนังสือนิทาน มีความรู้สึกว่าอยากจะได้นิทานน่ารักๆสักเล่ม เอามาดูภาพเล่นๆและเอาไว้เป็นแบบวาดรูป แต่ดูไปดูมา จิตใจก็แว้บไปนึกถึงนิทานที่เราชอบมากสมัยเราเด็กๆ ชื่อว่า ‘หนังสือปกเขียว’ – จำได้ว่าตอนอายุประมาณห้าหกขวบ เราเปิดอ่านนิทานเล่มนี้ทุกวัน ในความทรงจำของเรา มันเป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ไปเจอหนังสือเวทมนต์เล่มใหญ่ๆปกสีเขียว บนห้องใต้หลังคา แล้วเขาก็เอาเวทมนต์มาลองทำดู ปรากฏว่า เขาสามารถแปลงร่างเป็นคนแก่ได้ ต่อมาเขาจึงใช้ร่างคนแก่ไปท้าเล่นการพนันกับพ่อแม่ และใช้เวทมนต์เอาชนะพ่อแม่ทุกเกม จนพ่อแม่หมดเนื้อหมดตัว ทำให้พ่อแม่ไม่กล้าเล่นการพนันอีกเลย (ที่เราจำได้ คือ ในเรื่องพ่อแม่ติดการพนันและเด็กผู้ชายอยากจะสั่งสอน ก็เลยแปลงร่างไปสอน)

 

green2 

green5

 

ที่เราชอบมากตอนนั้นเพราะรู้สึกว่า ห้องใต้หลังคามันดูลึกลับดี และยิ่งมีหนังสือเวทมนต์ก็ยิ่งลึกลับใหญ่ และอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เราอ่านมันซ้ำไปซ้ำมาได้ทุกวัน คล้ายๆกับอยากค้นหาอะไรที่อยู่เบื้องหลังความลึกลับพวกนั้น รู้สึกเหมือนกับเรื่องมันยังไม่จบ

 

 green3

 

green4

 

ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เลยลองมาเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตดู เห็นมีหนึ่งเล่มของไทย  (ในเวบที่ขายหนังสือเก่า) แต่ขายไปแล้ว ก็เลยลองเสิร์ชในอเมซอนดู แล้วก็มีขายจริงๆด้วย! (เล่มภาษาอังกฤษนะ) ไม่น่าเชื่อเลยเพราะมันเป็นหนังสือเก่ามากแล้ว พิมพ์ตั้งแต่ปี 1962 เราก็เลยสั่งซื้อมา และเพิ่งได้วันนี้ หนังสือเล่มนี้ ถ้าเป็นของเก่า จะมีขายในราคาถูกมากๆ ตั้งแต่ 0.01 ปอนด์ขึ้นไปถึงสามสี่ปอนด์ แต่ถ้าเล่มใหม่เนี่ย ราคาตั้งร้อยปอนด์เลยเชียว! ก็น่าสงสัยอยู่นะว่าเล่มใหม่ เขาเอามาจากไหน ในเมื่อมันไม่มีพิมพ์มานานแล้ว

 

เล่มที่เราเพิ่งได้มา พอดูข้างหลังแล้วอึ้งเพราะเห็นราคาขายในสมัยนั้นแค่ 45 p ซึ่งเป็นราคาหนังสือที่ถูกกว่าสมัยนี้ประมาณสิบเท่า!! ตอนได้มาเราดีใจมากๆ (ตอนนี้ก็ยังดีใจอยู่เลย) ที่ได้เห็นภาพเดิมที่เคยเห็นสมัยเด็กๆ เรายังจำได้เป็นบางภาพ (แต่ว่าความจำมันก็เลือนรางไปมากแล้ว) และพอมาอ่านอีกทีก็เห็นว่า เล่มนี้มันไม่ได้เหมือนเล่มที่เราเคยอ่านเป๊ะๆ เพราะเรื่องราวมันละเอียดกว่า ยาวกว่า และรายละเอียดบางอย่างก็ผิดไปจากในความจำเราพอประมาณ (เราคงจำคลาดเคลื่อนไปเองแหละเช่น คนที่เป็นพ่อแม่ จริงๆแล้วเป็นลุงกับป้า และเขามีหมาหนึ่งตัวด้วย แต่เราจำไม่ได้)

 

พอลองอ่านใน wiki ก็เลยรู้ว่า คนเขียน – Robert Graves – ปกติเขาไม่ได้เขียนหนังสือเด็ก แต่เขียนพวก poems หรือไม่ก็หนังสืออ่านยากๆของผู้ใหญ่ แต่มีเล่มนี้เป็นหนังสือเด็กเล่มเดียวของเขา (ถ้าอ่านมาไม่ผิดนะ) ก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมนิทานเล่มนี้ถึงมีเนื้อหาแปลกไปจากนิทานเด็กทั่วๆไป

 

เราเคยพูดถึงเรื่องนี้กับเพื่อนเหมือนกัน เพราะบางทีมันก็แว้บๆเข้ามาในหัวเรา ทำให้เราอยากอ่านมันอีกสักที และเพื่อนที่เคยอ่านเหมือนกันก็มี คุ่น และลูกโป่ง ซึ่งบอกว่าชอบมากเหมือนกัน ตอนคุยๆกัน เราก็งงนะ ว่ามีคนอ่านเหมือนกัน เพราะความทรงจำตอนเด็กๆ บางทีมันเหมือนกับเรารู้อยู่คนเดียว คล้ายๆกับความฝัน แต่พอมีคนอื่นมารู้เหมือนกัน ก็เลยแปลกใจว่า เฮ้ย นี่มันเรื่องจริงนี่หว่า ไม่ได้ฝันไป! ไม่แน่นะ อาจจะมีคนรุ่นเราอ่านเรื่องนี้อีกเยอะแยะก็ได้ ถ้าใครผ่านๆมา แล้วเคยอ่าน บอกด้วยนะ อยากรู้!

ตุลาคม 5, 2009

เหนื่อย!!!

Filed under: diary — yodmanudying @ 8:29 pm

 

เราเพิ่งซื้อเกม Wii มาเล่นไม่นานนี้ (เชยเนอะ)

เพราะว่าอยากออกกำลังให้สม่ำเสมอหน่อย จะได้แข็งแรงขึ้น (เราปวดท้องบ่อย)

ตอนแรกมีเพื่อนเล่นด้วย (ตอนยอดมา)

ก็เลยเล่นเอาสนุก ส่วนใหญ่จะเล่นโบว์ลิ่ง ยิงปืน ตกปลา (หนุกจัง!!)

แต่พอยอดไป ก็หันมาออกกำลังจริงจังหน่อย (หน่อยเดียว)

และพบว่าเกม Wii fit มันสนุกแต่ไม่ค่อยเหนื่อย (ไม่ได้หอบแห่กๆ)

ก็เลยไปซื้อเกม My Fitness Coach มา มีทั้งเต้น ทั้งแอโรบิก ทั้งโยคะ (และมีครูคอยพูดว่า come on! you can do it!)

ลองเต้นตามได้ไม่นาน พบว่าเหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกก (หอบแห่กๆของแท้)

เหนื่อยสะใจจริงๆ ขอบอก (คนที่ทำได้สี่สิบห้านาทีต้องไม่ใช่คนแน่ๆ!)

 

จะพยายามออกกำลังต่อไปให้สม่ำเสมอ เพราะตอนนี้ติดกินชอกโกแลตและกินชีสเยอะสุดๆ (ตายแน่ ตายแน่)

 

 

ปล แล้วทำไมเราต้องเขียนไปวงเล็บไปด้วยเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ (เออ นั่นดิ)

ปล2 เลิกสมัครฟิตเนส เพราะสมัครไปทีไร จ่ายเงินฟรีทุกที (ไม่ยอมไปทั้งๆที่เดินแค่ห้านาทีก็ถึง! แย่จริงๆ แย่จริงๆ)

กันยายน 22, 2009

Craving for success?

Filed under: book, diary — yodmanudying @ 10:25 pm

 

 success

 

ปกติเวลาเรากำลังคิดอะไรเครียดๆอยู่ เรามักจะมีหนังสือเล่มนึงเอาไว้อ่านเพื่อพักผ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายสบายๆ แต่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านนิยายไม่สนุกเลย แม้แต่เล่มที่น่าจะชอบมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบแล้ว ตอนนี้ก็เลยใช้เล่มนี้เป็นเล่มพักผ่อน คุณ Gladwell เขาเขียนหนังสือสนุกใช้ได้เลย

 

ที่จริงเราว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้มันก็ไม่ได้โดดเด่น หรือแปลกแหวกแนวอะไร แต่วิธีการเล่าเรื่องของเขาสนุกดี นับว่าเป็นนักเขียนที่มีศิลปะในการเล่าเรื่องดีมากๆคนหนึ่งเลย, เคยเห็นไหม หนังสือสองเล่ม เล่าเรื่องเดียวกัน เล่มหนึ่งอ่านแล้วสนุก อิน อยากติดตามจนจบ หรือบางครั้งถึงขนาดทำให้อยากไปค้นคว้าหาประเด็นในเรื่องนั้นอ่านต่อไปอีก ในขณะที่อีกเล่มหนึ่ง อ่านไปสองสามแผ่นแล้วอยากเอาไปขว้างหัวหมาทันที เพราะเขียนได้น่าเบื่อเจียนตาย เรียกว่าเขียนหนังสือไม่เห็นใจคนอ่านเลยน่ะ (หนังสือปรัชญามีแบบนี้เยอะเลย โชคดีนะแถวนี้ไม่มีหมาเดินเพ่นพ่าน ฮ่าๆ) ซึ่งเราว่าคุณ Gladwell เขียนหนังสือได้สนุก ทำให้ประเด็นธรรมดาๆมันน่าสนใจขึ้นมาได้ (ในขณะที่ตัวเราเขียนได้น่าขว้างหัวหมา เริ่มรู้สึกสงสารคนอ่านบล็อกนี้แล้วสิ ฮ่าๆ)

 

ช่วงนี้ส่วนใหญ่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่ สมุดบันทึกก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เราว่าคนเราถ้าไม่ได้พูดและไม่ได้เขียนอะไรเลย คงรู้สึกแปลกมากๆเลยเนอะ เหมือนที่นักปรัชญาบางคนเค้าพูดเอาไว้ว่า คนที่เป็นทาสในสมัยก่อน กลับกลายเป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าคนเป็นนาย เพราะทาสได้ทำงานสร้างอะไรบางอย่าง (ที่เจ้านายสั่ง) ขึ้นมา และงานที่ทำนั้นก็ทำให้เค้ารู้สึกมีตัวตน—เหมือนเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นมาจากมือของเขาเอง และตัวตนของเขาก็แสดงออกมาในผลงานนั้น—ในขณะที่คนเป็นเจ้านายเพียงแค่ชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้มีผลงานของตัวเอง จึงรู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง และเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งกว่าทาส, มาถึงสมัยนี้ เราคิดว่าคนที่บ้างาน ทำงานหนักมากๆ และมีผลงานเยอะแยะ ก็คงมีความรู้สึกเดียวกันนี้, บางคนอาจจะไม่ได้ต้องการความสำเร็จ แต่เพียงแค่ต้องการมี ‘ตัวตน’ ในความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น (เหมือนที่เรานั่งเขียนอะไรยิกๆในสมุดบันทึก ก็คงเพื่อความรู้สึกนี้ล่ะมั้ง)

 

แต่คุณ Gladwell เขาเขียนเล่มนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพียงเพื่อศึกษาการมี ‘ตัวตน’ อย่างที่เราอธิบายไป แต่เพื่อจะศึกษาเรื่องของ ‘ความสำเร็จ’ จริงๆ เขาต้องการรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จสูงๆนั้น ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง เราอ่านไปค่อนเล่มแล้ว เดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง เผื่อคนที่สนใจอยากจะประสบความสำเร็จ หรือช่วยให้คนอื่นสำเร็จ จะได้เอาไปประกอบการคิดนะจ๊ะ:

 

*โดยใจความหลักของหนังสือ เขาต้องการบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้เพียงพรสวรรค์ ความฉลาด(IQ) ความขยัน และความพยายามเท่านั้น เพราะว่ามันไม่พอ แต่ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย

 

*ปัจจัยแรก คือ เวลาเกิด – Gladwell ยกตัวอย่างว่า นักกีฬาฮ้อกกี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเกิดช่วงต้นปี เพราะตอนเด็กๆ (5-6 ขวบ) เวลาไปคัดตัวเป็นนักกีฬา เด็กที่เกิดก่อนจะตัวโตกว่า เล่นได้ดีกว่าและมักจะได้รับคัดเลือก ส่วนเด็กที่เล็กกว่ามักจะตกรอบไป และหมดโอกาสจะเป็นนักกีฬาอาชีพไปเลย นอกจากนักกีฬาแล้ว ในการเรียนก็เหมือนกัน เด็กที่เกิดช่วงต้นปี มักทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กเล็ก (ในช่วงแรกของการเรียน) จึงมักได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ และทำให้มีผลไปจนถึงตอนโต

 

*นอกจากเวลาเกิด ปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญ ก็คือ โอกาสที่จะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบโดยเร็ว และมีเวลาฝึกฝนกับสิ่งนั้นมากกว่า 10,000 ชั่วโมง – ซึ่ง Gladwell บอกว่า คนที่ได้ฝึกฝน (หรือหมกมุ่น) อยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจจนครบหมื่นชั่วโมง (หรือประมาณ 10 ปี) เท่านั้น จึงจะเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นและประสบความสำเร็จได้ – ดังนั้น คนที่มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อน ก็จะสำเร็จก่อน เช่น บิล จอย นักโปรแกรมเมอร์ชื่อดัง ได้มีโอกาสเริ่มเล่นคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ด้วยความโชคดีที่มหาวิทยาลัยที่เขาอยู่มีคอมพิวเตอร์พอดี (ซึ่งที่อื่นยังไม่มี) ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องใหญ่มากๆ บิล จอย หมกมุ่น ฝึกฝนทักษะอยู่นาน จนกลายเป็นอัจฉริยะในการเขียนโปรแกรมในที่สุด Gladwell บอกว่า บิล จอย ได้เปรียบตรงโอกาส และเวลาในการฝึกฝนที่มากกว่าคนอื่น ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

 

*อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ความสามารถในการสื่อสารเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ – Gladwell ยกตัวอย่างอัจฉริยะคนหนึ่ง ชื่อว่าChristopher Langan มีไอคิว 190 (ไอสไตน์ ยังแค่150) ตอนไปออกรายการเกมโชว์ เขาตอบคำถามได้หมดทุกข้อ และมีความจำดีเป็นเลิศ แต่กลายเป็นคนไม่ประสบความสำเร็จ (ตามมุมมองของ Gladwell) เนื่องจากเขาไม่มีพื้นฐานในการเจรจากับคนอื่นเพื่อต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ควรได้ เช่น ตอนยังเด็ก ที่จริงเขาควรได้ทุน แต่เพราะผิดพลาดทางเอกสารบางอย่าง ทำให้เขาไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบนี้ ก็คงจะไปเจรจาต่อรองจนได้โดยไม่ยาก เพราะตามสิทธิก็ควรจะได้อยู่แล้ว แต่เพราะ Langan ขาดความสามารถและแรงจูงใจในด้านนี้ไป ทำให้เขาไม่ได้ทุน และไม่ได้เรียนต่อ พอโตขึ้นเขาก็พลาดโอกาสอื่นๆในชีวิตอีกมากมาย เพราะขาดการเจรจานี่เอง, Gladwell บอกว่า การมีไอคิวสูงมากๆไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไอคิวตั้งแต่ 130 ขึ้นไป (จนถึง 200) มีโอกาสสำเร็จเท่าๆกันหมด จะต่างกันก็ตรงโอกาสและการต่อรองให้เป็นนั่นเอง         

 

*และความสามารถในการเจรจา ก็มักมาจากการอบรมของครอบครัว โดย Gladwell บอกว่า เด็กที่เกิดมาในครอบครัวชั้นกลางและพ่อแม่มีการศึกษา จะรู้จักเรียกร้องสิทธิของตัวเอง รู้จักพูดความคิดเห็นของตัวเอง ในขณะที่เด็กในครอบครัวยากจนและพ่อแม่ไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก มักจะมีนิสัยยอมๆ และไม่กล้ายืนขึ้นสู้เพื่อตัวเองมากนัก โดยเฉพาะถ้าต้องมีการต่อรองอะไรกับเจ้าหน้าที่, คล้ายๆกับ Gladwell จะบอกว่า คนในครอบครัวยากจนจะกลัวเจ้าหน้าที่ กลัวคน (รู้สึกว่าตัวเองมีศักด์ศรีน้อย) และถ่ายทอดกรอบความคิดอันนี้ไปยังลูกๆด้วย ทำให้ลูกๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จ, คุณ Langan ก็เป็นหนึ่งในเด็กจากครอบครัวยากจน ที่ไม่มีทักษะในการต่อรอง แม้จะมีไอคิวสูงมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

*จังหวะของสังคม ณ ขณะนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ – Gladwell เล่าให้ฟังถึงชายเชื้อชาติยิวคนหนึ่ง (พ่อแม่เป็นชาวยิวอพยพในอเมริกา) ซึ่งต่อมาได้เป็นนักกฏหมาย และจัดตั้ง law firm ชื่อดังในนิวยอร์กขึ้นมาได้ เรียกว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะความฉลาด หรือความสามารถของเขาอย่างเดียว แต่เพราะว่าสถานการณ์ในนิวยอร์กตอนนั้น ที่ law firms ดังๆของฝรั่ง (ผิวขาว มีตระกูล จบโรงเรียน กม ดีๆ) เริ่มมีราคาแพงเกินไป และเปิดโอกาสให้กับ law firms เล็กๆของประชากรอันดับสองอย่างคนยิวอพยพได้มีโอกาสเติบโตขึ้นพอดี, Gladwell บอกว่า นี่เป็นเพราะจังหวะ และโอกาสมากกว่าความสามารถ  

 

*มีอีกหนึ่งบทใหญ่ๆในเล่ม ที่ Gladwell เขียนเล่าให้ฟังถึง การที่วัฒนธรรมเกาหลีมีผลทำให้เครื่องบินตกมากกว่าในวัฒนธรรมอื่น นั่นคือ ในสายการบินของเกาหลี ผู้ช่วยนักบินมักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นกับกัปตันมากนัก หรือไม่ก็มีแต่พูดอ้อมๆ พูดเลี่ยงๆ กลัวๆ เหมือนเด็กพูดกับผู้ใหญ่ เหมือนนักเรียนพูดกับคุณครู ซึ่งถ้าขณะนั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และกัปตันกำลังเหนื่อยมาก และถ้าผู้ช่วยไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ เครื่องบินมักจะตก, Gladwell เล่าว่า สถิติการตกของสายการบินเกาหลีมีมากจนเขาต้องจ้างคนมาทำวิจัยหาสาเหตุ และได้พบว่า วัฒนธรรมนั่นเองที่เป็นสาเหตุหลัก เมื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมแล้ว จำนวนเครื่องบินตกก็ลดลงมาก, นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จหรือไม่      

 

*ถ้าให้สรุป ก็อาจจะพูดสั้นๆได้ว่า สำหรับ Gladwell คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมากับ ‘ดวง’ ด้วย เพราะเวลาเกิด, โอกาสที่สังคม สิ่งแวดล้อมและสถานการณ์โลกมอบให้, รวมถึงลักษณะครอบครัว และวัฒนธรรม, ต่างไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะกำหนดเองได้เลย เรามีส่วนในการกำหนดก็เพียงแค่ส่วนเล็กๆ (เช่น ความขยัน ความพยายาม) นอกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่โลกกำหนดไว้ให้เราหมดแล้ว

 

สิ่งที่ Gladwell เขียนมาฟังดูมีเหตุผลดี และทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น, อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามีปัจจัยมากมายเลยล่ะนะ ที่เราควบคุมไม่ได้, และคนที่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่งกว่าเรานักหรอก แต่เพราะว่าเขามากับดวง!! (เข้าข้างตัวเองเกินไปไม๊??)

 

น่าเสียดายว่า Gladwell เขาไม่ได้นิยามคำว่าความสำเร็จเอาไว้เลย ว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง เช่น ต้องรวยขนาดไหน ต้องมีคนยอมรับในผลงานขนาดไหน ต้องมีอำนาจ มีชื่อเสียงขนาดไหน หรือ ต้องอยู่ในสังคมระดับไหน และตัวอย่างที่เขายกมาแต่ละคนก็ไม่ใช่แบบเดียวกันเลย (นักกีฬา โปรแกรมเมอร์ นักกฏหมาย นักบิน หรือเขาหมายถึงแค่คนดัง??) ดังนั้น ที่เขาพูดว่าคนอัจฉริยะ (อย่าง Langan) ที่ตอนหลังใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งคิดฟิสิกส์อยู่คนเดียวที่บ้านไร่ และยังไม่ได้เผยแพร่ผลงานเลย เรียกว่าเป็น failure เราก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาเอาอะไรมาวัดบ้าง

 

แล้วความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับความพอใจของคนๆนั้น หรือขึ้นกับมาตรฐานสังคมกันแน่?

 

ปล เดี๋ยวนี้ไม่ชอบอ่านนิยายแล้ว แต่ดันเขียนพล็อตนิยายไว้อย่างยาว—เขียนจากความฝันน่ะ เพราะเราชอบฝันอะไรแปลกๆ พิศดาร

ปล2 เคยฝันเห็นคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไหม เราว่ามันน่าแปลกมากเลย ที่จิตใต้สำนึกของเรามันสามารถสร้างตัวคนที่มีบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ไม่เคยเจอ และไม่ได้มีการวางแผนไว้ก่อน

ปล3 หมู่นี้ชาวบล็อกเกอร์แถวๆนี้ค่อนข้างเงียบๆน้อ ไม่ค่อยเขียนเท่าไหร่เลย เอ้า คึกคักหน่อยพวกเรา!! (ทำเป็นปลุกระดม ตัวเราก็เงียบไปนานเหมือนกัน ฮ่าๆ)

กันยายน 7, 2009

HBD Daddy

Filed under: diary — yodmanudying @ 2:43 am

 

 

ยกเอามือของเธอ แล้วมาวางลงใส่มือฉัน…

 

ปล ฟังเพลงนี้ทีไร คิดถึงพ่อทุกที

ปล2 จะเอาไฟล์เสียงมาลง แต่ทำไม่เป็น – * -

ปล3 LOVE+HUG

สิงหาคม 24, 2009

ใช้ใจแทน

Filed under: philo — yodmanudying @ 8:06 pm

 

 

ช่วงนี้นั่งอ่านปรัชญาจนฟุ้งซ่านไปหมด และขณะที่นั่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็มีอย่างนึงที่เข้ามาสะกิดใจเรา ก็คือ คำถามเริ่มต้นของนักปรัชญาหลายๆคน (โดยเฉพาะในยุคโรแมนติก) รู้สึกว่าจะคล้ายๆกัน และดันมาคล้ายกันกับปรัชญาตะวันออกด้วย เช่น คำถามเกี่ยวกับความสามารถในการรับรู้โลก; ว่าใจของเรารับรู้โลก (ผ่านประสาทสัมผัส) ได้ตามความจริงหรือไม่ มากน้อยขนาดไหน, และถ้าตอนนี้ใจของเรายังไม่สามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้ เราควรจะต้องทำยังไงถึงจะเข้าถึงได้ เป็นต้น นี่เป็นคำถามเดียวกับพุทธ หรือจะเป็นไปได้ว่าไม่ว่ามนุษย์ในวัฒนธรรมไหน ในยุคใดก็ต้องมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้นในใจกันทั้งนั้น

 

แต่ความแตกต่างก็คือวิธีในการหาคำตอบ คนตะวันตกจะหาคำตอบด้วยการ ‘คิด’, ถึงแม้ว่าจะกำลังพูดถึงเรื่องใจ ก็จะใช้ความคิดหาคำตอบเอาอยู่ดี ส่วนใหญ่จะมาลงที่เหตุผล เอาเหตุผลเป็นความจริงแท้ที่ใจสามารถเข้าถึงได้, หรือแม้ว่าบางคนจะได้คำตอบว่า: อย่าใช้ความคิด ให้ใช้ใจหาคำตอบในเรื่องของใจ (เช่น เฮเกล ก็เคยพูดไว้) สุดท้ายเขาก็ยังมานั่งใช้ความคิด คิดเอาอยู่ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าใจคืออะไร และจะใช้ใจหาคำตอบได้อย่างไร และมักสับสนกันระหว่างใจกับสมอง

 

หรือเพราะเราฟังธรรมะมามาก ถึงอดไม่ได้ที่จะเอามาเปรียบเทียบกัน (ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนเบื่อ อะไรๆก็เอามาเทียบกับพุทธหมด!) แต่ก็ต้องบอกว่าคำตอบของนักปรัชญาตะวันตก เขยิบเข้ามาใกล้กับคำตอบของพุทธจริงๆ เช่น เขามีการแบ่งตัวผู้รู้ออกจากสิ่งที่ถูกรู้ มีการแบ่งสิ่งที่มองเห็น ออกจากสิ่งที่เป็นจริง และมีความเชื่อ (อย่างน้อยก็ในยุคหนึ่ง) ว่าเราสามารถจะผสานสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ สามารถเข้าถึงความจริงแท้ที่ไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง และเป็นที่ๆทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้ (แบบนิพพาน)

 

ขนาดเขาใช้เพียงความคิดพิจารณายังได้คำตอบขนาดนี้ (ได้ยินมาว่าไอสไตน์ก็คิดแบบเดียวกันนี้) แต่น่าเสียดายว่าเขาไม่ได้ทดลองหาคำตอบด้วยการใช้ ‘ใจ’จริงๆตอบ (แบบพุทธ) แทนที่จะใช้ความคิด บางครั้ง กับบางสิ่ง ถ้าเราอยากรู้อะไรจริงๆ เราอาจจะต้องหยุดคิด แล้วใช้ใจในการหาคำตอบแทน แล้วเราอาจจะรู้ได้มากกว่าที่นั่งคิดเอาหลายเท่า

 

ปล ใช้คำว่า ‘อาจจะ’ เพราะเราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่กำลังทดลองใช้ใจแทนอยู่

สิงหาคม 22, 2009

เพลงที่ชอบ

Filed under: diary — yodmanudying @ 12:27 pm

 

เห็นคุณ oneditorial เอาเพลงที่ชอบมาลงบล็อกหลายเพลง แถมยังมีลงเผื่อเราด้วย (ขอบคุณนะคะ) เราก็เลยอยากเอาเพลงที่ชอบมาลงบ้าง

สามเพลงนี้ เราว่าร้องเพราะขั้นเทพทีเดียว

 

ปล่อยไปตามหัวใจ

 

อย่าเกลียดกันก็พอ

 

อีกที

 

 

ปล โดยเฉพาะเพลง ‘อย่าเกลียดกันก็พอ’ ร้องเพราะสุดๆๆๆๆ

ปล2 อยากเอาตัวคุณเบนมาเก็บไว้ที่บ้าน แล้วให้ร้องเพลงให้ฟังทุกวัน ฮ่าๆ

สิงหาคม 20, 2009

กวนดี

Filed under: diary — yodmanudying @ 11:20 am

 

 

ให้ฉันนิดนึงพอ…

 

ปล ใครทำก็ไม่รู้ ขำดีอ่ะ

สิงหาคม 14, 2009

Mena@Spa

Filed under: diary — yodmanudying @ 6:01 pm

 

IMG_0047

หวัดดีค่าทุกๆคน

จำมีนาได้ไม๊คะ หนูเป็นหลานสาวคนที่สองของน้าหญิงไงคะ

ตอนนี้หนูอายุสี่เดือนแล้วนะคะ

เริ่มชินกับโลกแล้ว

ยิ้มเก่ง หัวเราะเก่งแล้วนะคะ

 

ตอนนี้หนูยังทำอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะหนูยังเด็กมากค่ะ

แต่สิ่งที่หนูชอบมากที่สุดก็คือ การอาบน้ำค่า

เวลาพ่อหรือแม่อาบน้ำให้หนู หนูจะมีความสุขมากๆเลยค่า

และสิ่งที่ชอบรองจากการอาบน้ำก็คือ นวดสปา ค่า

หลังอาบน้ำเสร็จ พ่อของมีนาจะเป็นคนนวดให้เองนะคะ

สบายสุดๆไปเลยล่ะค่าจะบอกให้

 

meena at spa

 

meena at spa2

 

 

ปล ไม่รู้ว่าทำไมน้าหญิงเปิดเข้ามาเห็นมีนานวดสปาแล้วต้องขำด้วย มีอะไรน่าขำเหรอคะทุกๆคน?

ปล2 อีกอย่างหนึ่งที่มีนาชอบมากๆก็คือ มองดูใบไม้ไหวค่า (หนูเป็นติสเหมือนกันนะคะ อิอิ)

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .