YodManudYing’s Blog

มิถุนายน 25, 2009

สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่เป็น

Filed under: book, philo — yodmanudying @ 5:36 pm

Frankfurt_ontruth

 

HBD to me (24 June) เย้ๆ, ว่าจะมาโพสต์วันเกิดแต่ดันมาไม่ทัน – -’

 

วันก่อนเพิ่งอ่านหนังสือของคุณ Frankfurt (คนที่เขียน On Bullshit) แต่เล่มนี้เป็นเล่มใหม่ ชื่อว่า On Truth

 

เนื่องจากเขาต่อต้านการ bullshit ในเล่มที่แล้ว เขาก็เลยเขียนเล่มนี้ตามมาเพื่อบอกว่าเขาสนับสนุน truth (ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bullshit) ยังไง เราอ่านด้วยความคาดหวังสูงเพราะชอบเล่มก่อนๆของเขามาก แต่ปรากฏว่า FF (ขอเขียนย่อชื่อ Frankfurt แบบนี้แล้วกัน) ฝีมือตก เพราะเล่มนี้ไม่มันส์เท่าเล่มก่อนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเด็นมันกว้างมาก แต่มีพื้นที่เขียนน้อยเกินไป

 

FF บอกในหนังสือว่า เรื่องของความจริงนี้ ใครๆก็รู้ว่าคืออะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม (คล้ายๆกับเป็น common sense ใครๆก็ต้องรู้ด้วยตัวเองได้ว่า ความจริงคืออะไร) และพวกเราควรจะเชื่อในความจริงเพราะมันมีประโยชน์มากกว่าไม่เชื่อ เช่น ถ้าเราไปหาหมอที่ไม่เชื่อในความจริง หรือคิดว่าความจริงไม่มีในโลก เราก็จะไม่เชื่อในตัวหมอว่าจะรักษาให้เราหายได้ แล้ว FF ก็โจมตีพวกโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นพวกไม่สนใจความจริง และคิดว่าสิ่งต่างๆแปรผันไปตามมุมมองทั้งหมด—คล้ายๆกับ FF กำลังโจมตีว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์เป็นพวก Bullshiters นั่นเอง

 

แต่เราอ่านแล้วรู้สึกตะหงิดว่า เวลา FF พูดถึงความจริง เขาจะยกความจริงที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ขึ้นมา เช่น เรื่องอากาศ และเรื่องอื่นๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และรับรู้ได้จากการเห็นหรือจากประสาทสัมผัสอื่นๆ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่คิดว่าพวกโพสต์โมเดิร์นจะต่อต้าน เช่น ถ้าเรากำลังปวดท้องตัวงออยู่ ก็คงไม่มีโพสต์โมเดิร์นนิสต์คนไหนมาบอกว่า ‘หญิงไม่ได้ปวดหรอก หญิงคงจะคิดไปเอง’ ถ้ามีใครพูดแบบนี้ ก็คงต้องเรียกว่า bullshit จริงๆ ก็คนกำลังปวดอยู่นี่ จะบอกว่าไม่ปวดได้ยังไง

 

แต่ที่พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า ความจริงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนนั้น เขาหมายถึง ความจริงที่นอกเหนือการรับรู้ เช่นเรื่องของกฏเกณท์ในธรรมชาติ ความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้คืออะไร พวกโพสต์โมเดิร์นเขาบอกว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมอง และไม่มีมุมมองอันไหนอันหนึ่งที่เป็นความจริงแท้, FF โจมตีพวกโพสโมเดิร์นว่า bullshit ที่ไม่เชื่อในความจริง แต่ FF เองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความจริงในรูปแบบนี้เลย เช่น ไม่ได้บอกว่า ทำไมเราต้องเชื่อในความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยว่ามันมีจริงๆแน่หรือเปล่า มันคืออะไร หรือมันอยู่ที่ไหน 

 

เราขอเรียก ข้อเท็จจริง ว่า ‘ความจริงที่เห็น’ และเรียก ความจริงที่เป็นนามธรรม อย่างความดี ว่า ‘ความจริงมากกว่าที่เห็น’ และจากข้อสังเกตของเรา ดูเหมือนว่า คุณ FF เขาจะเล่นขี้โกงด้วยการทำคอนเซ็ปต์สองอันนี้ให้เบลอมากจนดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน จากนั้น เขาก็ยกเอา‘ความจริงที่เห็น’(ซึ่งเถียงง่ายกว่า) ขึ้นมาเถียงเพื่อเอาชนะ โดยการบอกว่าเราจะมองข้าม ‘ความจริงที่เห็น’ ไปไม่ได้ เพราะถ้าเรามองข้าม เราจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก (เช่นถ้ามีสึนามิเกิดขึ้นแล้วผู้คนต่างบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง สังคมคงแปลกพิศดารเลยทีเดียว) การเถียงแบบนี้ทำให้เขาดูมีเหตุผลดี และเถียงชนะได้ง่าย แต่ถ้ามองดูให้ดีๆจะเห็นว่า เขากำลังเบี่ยงเบนประเด็นอยู่ เขาย้ายจากคอนเซ็ปต์หนึ่งไปสู่อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง โดยที่คนอ่านไม่ทันรู้ตัว—ใช่ นักปรัชญาก็โกงเป็นนะ แต่โกงด้วยตรรกะแบบนี้เอง   

 

บอกไว้ก่อนว่า เราอาจจะเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปก็ได้นะ เพราะคนระดับ FF ไม่น่าเล่นโกงแบบนี้ บางทีเราอาจจะเป็นคนที่ ‘เข้าไม่ถึง’ ความคิดของเขาเองก็ได้ แต่นี่ก็เป็นความคิดแรกหลังจากที่อ่านจบ

 

FF บอกให้เราเชื่อในความจริงเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมมากกว่าที่จะไม่เชื่อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าความจริง (มากกว่าที่เห็น) มันมีอยู่แน่หรือเปล่า หรือถ้ามันมีอยู่ เราจะสามารถไปรู้มันได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน เช่น เราไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันมีอยู่แน่หรือเปล่า มีอยู่ในรูปแบบไหน และเราก็ไม่รู้อีกว่าจะไปรู้และเข้าใจมันได้อย่างไร ทีนี้ถ้าเราทำตาม FF ด้วยการเชื่อไปก่อนว่ามี เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าที่จะไม่เชื่อ ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเรา bullshit กับตัวเราเองน่ะสิ—ไม่รู้ไม่แน่ใจ แต่แกล้งเชื่อไปก่อน เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ถ้าอย่างนั้น FF ก็เป็น bullshiter เสียเองน่ะสิ   

 

เขียนไปแล้วดูเหมือนเราคัดค้าน FF เลยนะ ที่จริงก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น แต่ก็มีประเด็นที่เราชอบด้วยเหมือนกัน คือ FF เขาบอกว่าเวลาที่ใครโกหก แล้วเราเชื่อเขา มันไม่ได้แปลว่าคนๆนั้นทรยศเราอย่างเดียว แต่หมายถึงสัญชาตญาณในตัวเราเองก็ทรยศเราด้วยเหมือนกัน ที่บอกให้เราเชื่อถือคนที่เชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นถ้ามองแค่ภายในตัวเราแล้ว จะเห็นว่ามันเกิดความขัดแย้งขึ้น คือสัญชาตญาณของเราขัดแย้งกับความจริง และ FF บอกว่าการที่คนเรามีความขัดแย้งภายในแบบนี้ คือการที่เรากำลังทำตัว ‘ไร้เหตุผล’ อยู่ เพราะคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง (ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเหตุผลจะต้องไม่เชื่ออะไรที่ขัดแย้งกับความจริง) เราอ่านความคิดของเขาแล้วชอบ คือชอบในตรรกะของเขา แต่ไม่ได้เห็นด้วย เพราะสำหรับเรา ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง (ทั้งภายในและภายนอก) ต่างหากที่ไร้เหตุผล

 

แล้วเราก็ชอบที่ FF เล่าถึงเรื่องของ Shakespeare ซึ่งบอกว่า การโกหกบางครั้งก็เป็นการแสดงความจริงใจได้เหมือนกัน เช่นในเรื่อง sonnet 138 ผู้ชายในเรื่อง โกหกสาวคนรักของเขาว่าเขายังหนุ่มอยู่ ส่วนสาวคนรักซึ่งรู้ว่าแฟนตัวเองโกหกก็แกล้งทำเป็นเชื่อ ในขณะที่ผู้ชายเองก็รู้ว่าสาวคนรักแกล้งทำเป็นเชื่อ เขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อต่ออีกทีว่าสาวคนรักเชื่อเขา กรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโกหกกัน แต่เป็นการโกหกเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน ไม่ใช่โกหกเพื่อหลอก, FF บอกว่าถ้าต้องโกหกในลักษณะนี้ เขาสนับสนุนเต็มที่ และเราก็ว่าน่ารักและโรแมนติกดีจัง      

 

เขียนมายาวแล้ว โดยสรุปคือ เราเห็นต่างจาก FF, เราไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธสิ่งที่เป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่เกิดขึ้น แม้แต่พวกโพสต์โมเดิร์นก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธก็มีเพียง ‘ความจริงที่นอกเหนือจากการรับรู้’ เท่านั้น

 

ปล บล็อกวันนี้เป็นปรัชญามาก อ่านยากไปนิดนึงรึเปล่านะ รีบๆเขียนซะด้วยสิ (ไม่อยากเป็น lazy girl น่ะ ฮ่าๆ)

ปล2 มีหนังสือบอกว่า ผู้หญิงมักมีจินตนาการสูง มองอะไรเกินกว่าความจริงเสมอ เราก็เลยพยายามที่จะมองให้ได้ว่า ‘สิ่งที่เห็น คือ สิ่งที่เป็น’ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น

มิถุนายน 3, 2009

ณ ขณะรัก

Filed under: diary — yodmanudying @ 6:33 am

 

poster-moment

 

ตอนนี้เป็นเวลาตีสามแล้ว เราเพิ่งดูหนังเรื่อง A Moment in June จบไป ยังรู้สึกอินอยู่ก็เลยนั่งฟังเพลง ‘ความคิด’ ซ้ำๆและมาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ลงบล็อกดีกว่า

 

A Moment in June เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนสองคู่ สองยุค ที่มาเกี่ยวข้องกันโดยบังเอิญและไม่บังเอิญ และมีอิทธิพลทางความคิดต่อกัน คู่แรกเป็นชายหญิงรุ่นพ่อแม่ (รักกันสมัย 2515) แต่ไม่ได้ลงเอยกันด้วยเหตุผลจำเป็นบางอย่าง ส่วนอีกคู่เป็นชายกับชายรุ่นลูก ที่กำลังตัดสินใจว่าจะคบกันต่อไปดีหรือไม่ ในหนังคล้ายจะสื่อว่าถ้ามีโอกาสในการตัดสินใจที่จะรักใคร อย่าปล่อยมันลอยผ่านไปโดยไม่ทำอะไร เพราะบางทีอาจจะมีโอกาสนั้นเพียงครั้งเดียว

 

หนังไม่ได้ล้ำลึกอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นหนังไทยที่แตกต่างเรื่องหนึ่ง เราชอบบรรยากาศของหนัง ชอบนักแสดงที่แสดงออกทางแววตาได้ดีทุกคน ชอบดูชาคริตแสดงเป็นเกย์ (แสดงเก่ง) ชอบดูเรื่องความรักต้องห้าม (คาดว่าทุกคนคงชอบกันไม่งั้นคงไม่มีเรื่องทำนองนี้ออกมาเยอะแยะอย่างงี้หรอก ใช่ไม๊) โดยรวมคือชอบ แต่บางทีบทพูดจะแปลกๆ คล้ายๆแปลจากภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นแค่จุดเล็กๆไม่รู้สึกขัดมากมายนัก

 

ปล ลืมสังเกตุแฮะ ว่าทำไมชื่อหนังเป็น June เดือนนี้พอดีเลย

ปล2 ตอนนี้อยู่เมืองไทย ร่าเริงๆ

พฤษภาคม 15, 2009

นี่แหละชีวิต

Filed under: buddhism, diary — yodmanudying @ 4:54 pm

 

 

ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกปั่นป่วนไปหมดทั้งภายนอกภายใน พอภายนอกมันป่วน ภายในก็ป่วนตาม พอภายในมันป่วน ภายนอกก็ป่วนตาม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเริ่มป่วนก่อนกันแน่ (เหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละ) แต่รู้ว่าพอมันป่วนพร้อมๆกันแล้ว รู้สึกเหมือนถูกอัดก๊อปปี้ด้วยความทุกข์ ถ้าคิดดีๆเนี่ยมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก เพราะเราเป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆในธรรมชาติเท่านั้นเอง มันจะทุกข์หรือสุขก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพียงแต่ เวลามันทุกข์ขึ้นมาเนี่ย ไอ้ตัวฝุ่นเล็กๆตัวนี้ อัตตามันดันใหญ่กว่าโลกทั้งโลกอีก ตลกดีนะ ตัวเล็กๆแต่อัตตาใหญ่คับโลก ดูไม่จืดเลย ช่วงนี้เลยต้องดูอัตตาไปเรื่อยๆเผื่อมันจะยอมอ่อนข้อลงบ้าง

 

เอาคำพูดหลวงพ่อปราโมทย์ที่ฟังเมื่อคืนมาลง (ไฟล์ 500429 อยู่ในซีดีแผ่นที่ยี่สิบ) เพื่อตอกย้ำความจริงของชีวิต

‘ทุกวันนี้เรามีภาระมากเลยเพราะรักกายรักใจ สังเกตดูแค่รักกาย ตั้งแต่หัวถึงเท้าเนี่ย ปรนนิบัติมันเท่าไหร่วันนึง [...] ทำไมต้องโอ๋ ต้องเอาใจร่างกายนี้มาก เพราะเรารักมันมาก ทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่อปรนเปรอมัน ดูแลมันอย่างดี แล้วมันทรยศนะ ถึงวันนึงมันตายทิ้งเฉยๆงั้นแหละ เลี้ยงมันทำไม เดี๋ยวมันก็ทิ้งเราไปแล้ว แค่ดูแลไว้ใช้งาน ต้องฉลาดนะ ไม่ใช่ไม่ดูแล ดูแลไว้ทำประโยชน์สำหรับตัวเอง ไว้ทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ทอดทิ้งแต่ไม่ตกเป็นทาสมัน

 

จิตใจเรา เราก็เป็นทาสมัน เห็นไหม เราดิ้นรนหาความสุขมาตอบสนองความต้องการของใจแทบตลอดเวลาเลย เดี๋ยวก็อยากดู คิดว่าได้ดูแล้วมีความสุข เดี๋ยวก็อยากฟัง ได้ยินเสียงคนนี้แล้วมีความสุข หรือไปดูหนังไปฟังเพลงแล้วจะมีความสุข ทำโน่นทำนี่หวังว่าจะมีความสุข มันมีความสุขแป๊ปเดียวนะ เดี๋ยวมันอยากอีกแล้ว พอมันอยากอีก เราก็ต้องวิ่งหาอารมณ์มาตอบสนองมันอีก ตอบสนองไม่ได้ก็กลุ้มใจ ตอบสนองได้มีความสุขอยู่แว้บเดียวนะ มันก็สั่งงานชิ้นใหม่ให้อยากอย่างอื่นต่อไปอีก ชีวิตวิ่งพล่านไปหาความสุข เหมือนจะได้แต่ไม่เคยได้ ได้มาแล้วก็หลุดมือไปอย่างรวดเร็วเลย

 

พวกเราที่อายุมากหน่อยลองนึกถึงสมัยก่อนๆ ตอนเด็ก เรารู้สึกว่าถ้าเราเรียนหนังสือจบ เราจะมีความสุข พอเรียนหนังสือจบแล้วเราเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ สบายใจ พอจบปริญญาตรี คิดอีกแล้ว ถ้าได้ปริญญาโท ได้ด๊อกเตอร์ด้วย จะมีความสุขอีกแล้ว หลวงพ่อไม่เห็นด๊อกเตอร์จะมีความสุขเลยนะ ให้ห้องนี้ ด๊อกเตอร์เยอะแยะนะ พอเรียนหนังสือพอใจแล้ว มันก็ไม่ได้มีความสุขจริง ก็ไปทำงาน มีงานดีๆ มีตำแหน่งใหญ่ๆ มีเงินเยอะๆ จะมีความสุข เสร็จแล้วยังไม่สุขจริงนะ ต้องหาเมียอีก ถ้ามีเมียสักคน จะมีความสุข พอได้มาหนึ่งคนนะ ถ้ามีสองคนจะสุขกว่านี้อีก มันจะมีแต่คำว่าถ้า ถ้าได้อย่างนี้แล้วจะสุข ลองนึกดูสิ เราเป็นอย่างงั้นไม๊ เราวิ่งหาความสุขทั้งชีวิต พอมีครอบครัวแล้ว ถ้ามีลูกไบร้ๆจะมีความสุข มีลูกว่านอนสอนง่ายจะมีความสุข แต่หายาก ลูกแบบ ‘วานรสอนยาก’ หาง่ายกว่า ความสุขเราไปอิงกับลูกอีกแล้ว ทีแรกก็อิงกับสามีภรรยาเรา อิงกับชื่อเสียง อิงกับตำแหน่ง อิงกับผลประโยชน์ ถ้าได้มาแล้วจะสุข เสร็จแล้วมันไม่มี

 

พอแก่มากขึ้นนะ มันปวดมันเมื่อย เดินไม่ดีก็เคล็ด นั่งนานๆยังเคล็ดได้เลย จะรู้สึกอีก วันไหนไม่ปวดไม่เมื่อยนะ จะมีความสุข ลองไปดูตามโรงพยาบาล พวกเจ็บหนักๆ เขย่าลูกกรงเตียงเลย เมื่อไหร่จะตายซะทีโว้ย ทรมานเหลือเกิน ตายแล้วจะได้มีความสุข เนี่ยจนถึงตายแล้วนะ มันยังหาความสุขไม่ได้เลย มันจะตะกายแกรกๆหาความสุขไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ไม่เคยยั้งคิดเลย เราดูคนอื่นสิ มันมีความสุขซะที่ไหน พ่อแม่เรามีความสุขจริงไม๊ ปู่ย่าตายายมีความสุขจริงไม๊ หายไปไหนหมดแล้ว…’

พฤษภาคม 11, 2009

โอโมเตะกับอุระในย่องเบาเข้าญี่ปุ่น

Filed under: book — yodmanudying @ 5:04 pm

 

ย่องเบา

 

เพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ของคุณโตมร ศุขปรีชาจบไป เป็นหนังสือที่เอามาเองจากเมืองไทยแต่เก็บไว้นานเพิ่งจะเอามาอ่านตอนนี้ ขอสารภาพว่าตอนแรกๆที่ซื้อมาเราเปิดข้ามไปอ่านเรื่องเนื้อปลาวาฬเลย โดยไม่ได้อ่านคำนำหรือบทก่อนหน้านั้น ซึ่งในตอนเนื้อปลาวาฬ เราเห็นเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับการกินเนื้อปลาวาฬว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร อ่านแล้วก็แอบคิดในใจว่า เล่มนี้น่าเบื่อแหงๆ เพราะเรานึกว่าคุณโตมรเขียนถึงเรื่องราวและผู้คนที่ไปพบเจอที่ญี่ปุ่น แล้วเอามาเล่าแบบสารคดิ

 

แต่พอมาเปิดอ่านอีกทีตั้งแต่ต้นและได้รู้ประเด็นของหนังสือก็พบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด เล่มนี้สนุกมีมิติและเป็นการเขียนถึงญี่ปุ่นในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน (เอ่อ อย่างน้อยก็ในสายตาคนอ่านหนังสือน้อยเล่มอย่างเราอ่ะนะ) คือเขียนถึงปรัชญาโอโมเตะและอุระ (นอกใน) ที่อยู่เบื้องหลังความคิดและพฤติกรรมเกือบทั้งหมดของชาวญี่ปุ่น ในความรู้สึกของเราหลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าโอโมเตะและอุระเป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ใจกลางจิตใต้สำนึกของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (เว่อร์ไม๊เนี่ย) คือไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะทำอะไรก็ตามจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างเรื่องภายใน (ความรู้สึกในใจ หรือสิ่งที่ปิดบังไว้) กับเรื่องภายนอก (ชื่อเสียงหน้าตาหรือความเป็นส่วนหนึ่งในสังคม) และสิ่งนี้มันแฝงอยู่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการห่อของ การกิน การอาบน้ำ หนังโป๊ การจัดถนน ไปจนเรื่องใหญ่ๆอย่างความรัก การทำงาน จนถึงการเมือง เรื่องของนอกในนี้ เราพอจะรู้มาก่อนบ้างนิดหน่อย แต่ไม่คาดคิดว่าจะแฝงอยู่ในทุกๆเรื่องของชีวิตชาวญี่ปุ่นขนาดนี้ ถือว่าเป็นความเข้าใจใหม่สำหรับเรา ซึ่งดีทีเดียว เพราะต่อไปเวลาที่ต้องตีความอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นจะได้ไม่ตื้นเขินเหมือนเดิม  

 

สิ่งที่เด่นอีกอย่างในเล่มคือ วิธีการเล่าเรื่องของคุณโตมรซึ่งเป็นแนวญี่ปุ่นมากๆ (ฮ่า) คือเล่าแบบลึกลับเป็นปริศนาแต่ขณะเดียวกันก็น่ารักคิกขุ (คือไม่ได้ลึกลับแบบขนลุกแต่ลึกลับแบบน่ารักๆ) อ่านแล้วน่าติดตามดี มีตัวละครในนิยายมูราคามิเข้ามาร่วมเล่นด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ คุณโตมรบอกว่า คนญี่ปุ่นมีตัวตนที่มั่นคงมาก ขนาดเปิดรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติได้เต็มที่โดยไม่ถูกกลืน แถมไปๆมาๆยังเอาชนะต่างชาติได้อีก คือเอาของต่างชาติมาปรับให้เป็นแบบญี่ปุ่นและดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะของกิน ศิลปะ ดนตรี ของไฮเทคและอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในส่วนลึก คนญี่ปุ่นมีความรู้สึกอยากเอาชนะต่างชาติเสมอ จึงทำให้เขาเปิดรับเพื่อเรียนรู้คนอื่นเต็มที่ และพยายามจะทำให้ดีกว่าให้ได้ ทำให้เราอยากรู้ว่าความรู้สึกอยากเอาชนะคนอื่นอย่างนี้ เกิดขึ้นมาได้ยังไง และปลูกฝังกันยังไงถึงกลายเป็นลักษณะนิสัยโดดเด่นประจำชาติไปได้ ฟังดูอาจจะเหมือนคำถามปัญญาอ่อน ประเภทว่าวัฒนธรรมเกิดมายังไงและสืบทอดยังไง แต่ประเด็นนี้เราว่ามันน่าสนใจจริงๆนะ เพราะถึงญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองยังไงก็ไม่เท่าชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษฝรั่งเศสในอดีต ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกอยากเอาชนะ อยากเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ในขณะที่คนตะวันตกที่เคยเป็นผู้ชนะมาตลอดกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้ (เช่นคนอังกฤษจะเป็นแนวอยากรักษาสิ่งที่ตัวเองมีไว้ มากกว่าอยากเอาชนะคนอื่น)

 

พออ่านไปจนจบเล่มแล้วเหมือนได้รู้ซึ้งว่า โอโมเตะกับอุระมีอิทธิพลต่อชาวญี่ปุ่นขนาดไหน จนทำให้อยากรู้ว่า คนญี่ปุ่นเองเขามองเห็นบ้างหรือเปล่า ว่าสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขาขนาดไหน อยากรู้ว่าเขามองเห็นตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นมากน้อยแค่ไหน หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองของคนนอกที่มองเข้าไปแล้วตีความเอาเอง

 

โดนรวมหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องนามธรรม แนวๆปรัชญา แนวๆที่มาความคิดนึกของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมแบบหนังสือพาเที่ยวทั่วไป ก็เลยทำให้ถูกใจคนชอบนามธรรมอย่างเราไป ส่วนเรื่องเล่าของชีวิตคุณยายซามูไร (เป็นยังไงต้องไปอ่านเอาเองนะจ๊ะ) ทำให้เราอยากหยิบหนังเรื่องโอชินขึ้นมาดูต่อ (เพราะเวลาฟังชีวิตคนสมัยก่อนที่รำเค็ญๆบางทีก็ทำให้รู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากขึ้นโขเลย) และตอนนี้ก็ได้สั่งซื้อหนังสือ getting wet (เกี่ยวกับออนเซ็น) ที่มีแนะนำอยู่ข้างหลังเล่มไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมษายน 24, 2009

In the park

Filed under: diary — yodmanudying @ 1:15 pm

img_2blog

 

img_6blog

 

img_9blog

 

img_7blog

 

img_12blog

 

img_8blog

เมษายน 22, 2009

ทารกตัวโต

Filed under: book — yodmanudying @ 1:42 am

big-babies

 

อ่านหนังสือ Big Babies or Why can’t we just grow up ของ Michael Bywater ไปนิดหน่อย แล้วคิดอะไรได้นิดหน่อย ก็เลยมาเขียนไว้นิดหน่อย (ฮ่าๆ) ที่ว่าอ่านไปนิดหน่อยเนี่ย คือ นิดหน่อยจริงๆนะ ยังไม่จบบทแรกเลย แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านต่อแล้ว

 

จากที่อ่านไปนิดหน่อย เราว่า Bywater เขียนหนังสือได้ตลกดี แต่ก็อาจจะตลกมากเกินไป เพราะว่าพอเปิดหนังสือขึ้นมาเราเห็นมุกตลกกระจายเกลื่อนเต็มหนังสือไปหมด จนหลายครั้งเราต้องอ่านข้ามๆไปเลย ก็คนเราไม่ได้มีเวลาและอารมณ์ไว้สำหรับความตลกตลอดนี่นะ สำหรับใจความหลักๆของหนังสือ เราเข้าใจ(เอาเอง)ว่าเขากำลังวิพากษ์วัฒนธรรมของโลกทุนนิยมตะวันตกอยู่ หรือถ้าพูดรวมๆไปเลย ก็คือวิพากษ์ระบบทุนนิยมประชาธิปไตยนั่นเอง Bywater เริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยการบอกว่า ‘Something has gone wrong’—ทำไมต้องมีคนคอยบอกเราตลอดเวลาว่าเราควรจะกินอะไร อาหารอะไรมีประโยชน์บ้าง วิตามินอะไรต้องกินเพิ่ม เราควรใช้อะไรทาหน้าให้ผิวดี เราควรจะใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี เราควรทำยังไงถึงจะหายเครียด มีบอกทั้งในทีวี วิทยุ และในหนังสือ how-to ที่มีเกลื่อนแผงไปหมด ดูเหมือนว่าระบบทุนนิยมจะให้ข้อมูลกับคนมากเกินไปจนเหมือนกับเห็นคนเป็นเด็กทารกยังไม่โต คิดอะไรเองไม่เป็น แต่ไม่ใช่แค่ระบบทุนนิยมเท่านั้น ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เห็นแก่สิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นใหญ่ ก็ชอบทำกับประชาชนแบบทารกตัวโตด้วยการดูแลไปหมดทุกเรื่องเหมือนกัน ตั้งแต่การมีเพศสัมพันธ์ (อย่าลืมใส่ถุงยาง) การมีลูก (ควรจะมีกี่คน) การขับรถ (อย่าให้เร็วเกินไป และอย่าเมา) จะไปไหนก็มีป้ายบอกเป็นสิบป้าย หรือแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อนยังต้องมีป้ายเตือนให้ระวังสะดุด จะขึ้นรถไฟฟ้าก็มีเสียงเตือนให้คอยระวังช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลา นอกจากนี้ เวลาประชาชนคุยโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต หรือจะเดินไปไหน จะทำอะไร รัฐก็ต้องรู้ไปหมดทุกอย่าง (แน่นอนรัฐมีวิธีที่จะรู้ได้ โดยประชาชนไม่รู้ตัว) แต่ที่เข้าไปสอดส่องดูแลทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งสิ้น เหมือนๆกับพ่อแม่ที่ต้องการปกป้องลูกน้อยด้วยการแอบดูว่าลูกคุยโทรศัพท์กับใคร เรื่องอะไรบ้าง วันนี้ลูกอาบน้ำหรือยัง

 

แต่ถ้าสังคมจัดการอะไรๆให้ประชาชนหมดทุกเรื่องแบบนี้ ประชาชนจะกลายเป็นทารกตัวโต ที่ไม่เคย(และไม่มีโอกาส)ได้รู้จักตัวเอง ก็จะเอาเวลาที่ไหนมารู้จักตัวเองในเมื่อจะขยับไปไหน จะทำอะไรก็มีแต่คนคอยบอกๆๆ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนไม่นับถือตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ขาดความรับผิดชอบ และขาดการใช้วิจารณญาณที่ดี

 

ดูเหมือนว่าโดยตัวระบบแล้วจะหวังดีกับประชาชน อยากดูแล อยากให้ประชาชนมีเสรีภาพมีความปลอดภัยเต็มที่ เหมือนกับที่พ่อแม่อยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกเต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้ามคือ ประชาชนกลับรู้สึก ขาด’—ขาดเพราะอะไร? ก็เพราะประชาชนไม่ใช่ทารก ไม่ได้ต้องการการดูแลมากแบบทารก พอถูกดูแลมากเกินไป จึงรู้สึกขัดแย้ง รู้สึกว่าความต้องการที่แท้จริงไม่ได้รับการเติมเต็ม นี่อาจจะเป็นสาหตุหนึ่งที่ทำให้คนในระบบทุนนิยมไม่ค่อยมีความสุข เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่จริง จะต้องสามารถปกครองตัวเองได้ คิดเอง ตัดสินใจเองได้ เลือกสิ่งต่างๆเองได้ ไม่ใช่มีคนมาคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ถึงแม้จะเอามาให้ในรูปแบบของทางเลือก (choices) แล้วบอกว่า เราแค่ให้ข้อมูลเท่านั้นส่วนคุณเป็นคนเลือกเอง แต่ถ้าเอามาให้มากเกินไป คนรับก็จะกลายเป็นเหมือนเด็กสปอยล์คนหนึ่ง ที่พ่อแม่เอาของเล่นมาให้เลือกเยอะแยะมากมาย จนไม่รู้ว่าที่จริงแล้วตัวเองต้องการเล่นอะไร

 

ทุนนิยมประชาธิปไตยกลายเป็นวัฒนธรรมของการประเคนและปกป้อง โดยเอาความสะดวกปลอดภัยและมนุษยธรรมขึ้นมาอ้างเพื่อเข้าจัดการกับชีวิตของประชาชน เหมือนกับที่พ่อแม่จัดการให้กับทารก โดยผลที่ตามมาคือ หนึ่ง ทำให้ประชาชนรู้สึกขาด รู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าภายในใจ เพราะไม่รู้ว่าที่แท้ตัวเองคือใครและต้องการอะไรกันแน่ ถ้าพูดตามแบบฝรั่งก็คือ ขาดความรู้สึก และความสามารถในการปกครองตัวเองอย่างแท้จริง (autonomy) นั่นเอง ซึ่งน่าแปลกเพราะระบบนี้มีขึ้นเพื่อสร้าง autonomy แต่กลับให้ผลตรงข้าม สองคือ บางทีการเข้าปกป้องสิทธิเสรีภาพมากๆด้วยการเข้าจัดการกับชีวิตคนมากไป กลับเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพเสียเอง มองดูคล้ายกับเป็นเผด็จการแบบโอ๋ๆมากกว่า

 

แต่ถ้าไม่ให้รัฐปกป้องประชาชนเลย แล้วจะมีรัฐไว้เพื่ออะไร คำถามก็คือ ความพอดีอยู่ตรงไหน เปรียบเทียบเหมือนพ่อแม่ที่ดูแลปกป้องลูกมากเกินไปก็กลายเป็นทำให้ลูกไม่มีตัวตน ขาดอิสระ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ปกป้องลูกเลย ลูกก็ขาดที่พึ่งและไม่ปลอดภัย แล้วตรงจุดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี

 

มองดูประเทศไทยบ้าง คุณสมบัติของความเป็นทารกคุณสองได้เลย เพราะนอกจากเราจะรับเอาวัฒนธรรมทารกมาจากต่างชาติแล้ว วัฒนธรรมของเราเองก็ส่งเสริมความเป็นทารกอย่างยิ่งอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาบัน แม้แต่เรื่องของกระแสทางความคิดความเห็น เราก็มักจะรอให้มีผู้นำกระแสขึ้นมาสักคนสองคน มาบอกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี หรือมาบอกว่าใครดีใครชั่ว แล้วพวกเราก็เกาะกระแสไปด้วยกันอย่างสามัคคี (และไม่สามัคคี) เราอาจจะมองคนไทยในแง่ลบเกินไปก็ได้นะ แต่เรามองจากตัวเราเองที่เป็นคนไทยนี่แหละ เพราะเราก็มีระดับความเป็นทารกสูงมากคนหนึ่ง ทีนี้ถ้าถามว่าทางออกคืออะไร จะเป็น 1) แก้ที่วัฒนธรรมของเราเพื่อไปเป็นทารกตัวโตอย่างที่ต่างชาติเขาเป็นกัน (ที่พวกเราเรียกกันว่า เป็นสากล ทั้งๆที่คำว่าสากล อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย) หรือ 2) แก้หลักการต่างๆเพื่อให้มาสอดคล้องกับวัฒนธรรมของเราเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะเป็นทารกตัวเล็กแบบไทยๆต่อไป

 

จะเลือกทางไหน เราไม่ขอออกความเห็นเพราะ เราไม่รู้จริงๆว่าการยืนยันที่จะเป็นทารกต่อไปไม่ว่าจะตัวโตหรือตัวเล็กมันจะดีจริงๆหรือไม่

 

 

ปล ที่เขียนนี่คือเราตีความเอง วิจารณ์เอง ในหนังสือไม่ได้เขียนว่า ทุนนิยม หรือว่าประชาธิปไตยหรอก และท่าทางเขาจะต่อต้านการให้คำจำกัดความใดๆเสียด้วย อันที่จริงเราก็ไม่ควรเขียนลงไปเหมือนกัน เพราะความหมายของคำมันกว้างและหลากหลายเหลือเกิน แต่เราต้องการให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่กำลังพูดถึงเท่านั้นเอง

 

ปล2 เราไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าทุนนิยมประชาธิปไตยเป็นระบบที่ไม่ดี และเผด็จการดีกว่านะ แต่เราแค่มองระบบการเมืองเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเป็นสิ่งที่สมควรจะวิจารณ์ได้

   

 

 

 

 

เมษายน 19, 2009

Season Change

Filed under: diary — yodmanudying @ 5:01 pm

img_07811

 

img_0868

 

 

อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง…

เมษายน 8, 2009

Happy-Go-Lucky หนังดีจริงๆนะ

Filed under: diary — yodmanudying @ 1:57 pm

 

poppy1

 

 

เราเพิ่งจะหยิบหนังเรื่องนี้มาดู หลังจากที่ซื้อมาดองไว้นานแล้ว เคยอ่านจากในบล็อกพี่แป้ดและบล็อกฝนเขียนว่าเป็นหนังดี ตอนแรกอยากดูมากแต่ต่อมาก็คิดว่าบางทีหนังมันอาจจะติสๆเกินไปกว่าที่เราจะชอบก็ได้ (เพราะเราไม่ติสเลยน่ะสิ ฮือๆ) ก็เลยทิ้งเอาไว้นานไม่ได้ดูสักที แต่พอดูก็รู้สึกว่าเป็นหนังที่ดีจริงๆนะ

 

ที่ต้องพูดถึงอย่างแรกเลยคือ Happy-Go-Lucky เป็นหนังที่ทำให้เราเกิดความขัดแย้งในอารมณ์อย่างมาก คือหนังมันทำให้เราขำและเครียดในเวลาเดียวกัน เราพยายามนึกๆดูว่าเคยมีหนังเรื่องไหนอีกที่ทำให้เราเกิดสองอารมณ์ควบคู่กันไปแบบนี้ แต่ก็นึกไม่ออก เราว่าผู้กำกับเรื่องนี้ก่งจริงๆที่ทำได้ เพราะมันคือความขัดแย้งในอารมณ์ที่ดูแล้วไม่ขัดเลย

 

เรื่องย่อๆก็คือ ผู้หญิงวัยสามสิบชื่อว่าป๊อปปี้ เป็นคนที่อารมณ์ดีมากๆ และไม่เคยยอมให้ใครหรืออะไรมาทำให้เธออารมณ์เสียได้เลย แต่ความอารมณ์ดีของเธอกลับไปสะท้อนความทุกข์และความเครียดของคนรอบๆตัวให้มันดูเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะครูสอนขับรถของเธอ ที่เป็นคนเคร่งเครียด มองโลกในแง่ร้ายและไม่ยอมที่จะมีความสุขแม้แต่สักนาที

 

เรื่องย่อก็มีแค่นี้ แต่สิ่งที่หนังสะท้อนให้เห็นมีมากมายกว่านี้เยอะ เราดูตอนแรกๆ เห็นบุคลิกของป๊อปปี้แล้วนึกว่าเธอเมาตลอดเวลา เพราะเธอหัวเราะร่วนกับทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด หรือถ้าเธอไม่ได้เมาก็อาจจะติ๊งต๊องแบบสุดๆไปเลย แต่พอดูต่อไปจะเห็นว่า ที่จริงป๊อปปี้ไม่ได้เมาและไม่ได้ติ๊งต๊อง แต่เธอเข้าใจอะไรๆดีกว่าและมากกว่าคนอื่นเยอะทีเดียว อีกทั้งยังเป็นคนมีจิตวิทยาสูงจนอาจจะเป็น therapist ได้เลย

 

ส่วนความทุกข์และความเครียดของคนรอบๆตัวเธอน่ะสิ ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมโลกนี้มันช่างโหดร้ายกับมนุษย์จังนะ เอ หรือว่ามนุษย์โหดร้ายต่อกันเอง โลกก็เลยเป็นแบบนี้ แต่คนที่โหดร้ายกับคนอื่นได้ก็มักจะเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อนทั้งนั้น แล้วตกลงใคร (หรืออะไร) คือจุดเริ่มต้นกันแน่

 

มองอีกมุมหนึ่งอาจจะคิดได้ว่าโลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้มานานแล้วทุกข์ เครียด และโหดร้าย แต่มนุษย์มักปลูกฝังกันเองให้มีชีวิตอยู่ในความฝันคิดว่าทุกอย่างแก้ไขได้ คิดว่าความดี ความสุข ความสมบูรณ์แบบไปถึงได้  แต่พอมีชีวิตไปนานเข้า มนุษย์เริ่มเห็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆว่ามันไม่เหมือนในฝัน จึงรับไม่ได้ ในขณะที่ป๊อปปี้ นางเอกของเรื่อง เธอมีความสุขได้มากกว่าใครๆก็เพราะเธอยอมรับความจริงได้ และเธอไม่ได้คิดว่าวัตถุ หรือใครที่ไหนจะมาทำให้ชีวิตของเธอสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ ดูจากตอนที่เพื่อนของเธอถามว่า ไม่มีแฟนแล้วโอเคเหรอ เธอยิ้มและตอบว่าโอเคสิ หรือตอนที่น้องสาวบอกให้เธอมีเงินมีบ้านเพื่อให้ชีวิตมั่นคงกว่านี้ แต่เธอปฏิเสธว่าแบบนี้ก็ดีพออยู่แล้ว

 

ดูเหมือนเธอจะมีความสุขและรู้สึกมั่นคงด้วยการยอมรับความจริงในชีวิตมากกว่าการไปพยายามวิ่งหาจากข้างนอก

 

 

ปล ชอบจักรยานของป๊อปปี้มาก คลาสสิกดี

ปล2 บางทีเราก็เคยสงสัยเหมือนน้องสาวป๊อปปี้เหมือนกันนะว่าคนที่ชอบตัดสินคนอื่นและอยากเข้าไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น เป็นเพราะเขารู้สึกไม่มั่นคงในตัวเขาเองหรือเปล่านะ? แต่คนที่รู้สึกมั่นคงในตัวเองแบบป๊อปปี้ก็หายากเต็มทีนะ

 

 

มีนาคม 30, 2009

Murakami—the runner

Filed under: book — yodmanudying @ 11:01 pm

murakami

 

ตอนนี้กำลังอ่านเล่มใหม่ของมูราคามิอยู่ค่ะ ชื่อว่า What I talk about when I talk about running เป็นความเรียงเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนของมูราคามิ ทั้งประวัติการวิ่งของเขาที่ประเทศต่างๆ วิธีการฝึกวิ่ง ความคิดและความไม่คิดของเขาในขณะวิ่ง ซึ่งทั้งหมดเขาเอามาโยงเข้ากับชีวิตการเขียนหนังสือของเขาได้อย่างน่าสนใจ เล่มนี้มีปรัชญาชีวิตและการทำงานของเขามากมาย ใครอยากรู้จักตัวตนของมูราคามิห้ามพลาดเลยทีเดียว

 

ตอนนี้เรายังอ่านไม่จบ เหลืออีกนิดหน่อย แต่ก็มาเขียนถึงแล้วเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรทำ พูดง่ายๆ คือว่างมากนั่นแหละ ฮ่าๆ แต่หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานเขียนหนังสือ อ่านแล้วจะได้เปรียบเทียบกับตัวเอง น่าจะได้มุมมองที่ไม่เคยมองมาก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่า ถ้าเนื้อหาแบบเดียวกันนี้แต่เป็นคนอื่นเขียน จะเขียนได้น่าสนใจเท่านี้หรือเปล่า เล่มนี้ถึงจะไม่ใช่นิยายแต่ก็ทำให้เราติดหนึบได้เหมือนกัน

 

ปล ที่จะเขียนต่อไปไม่ใช่สรุปสิ่งที่อ่าน แต่เป็นบันทึกความคิดที่เราจดเอาเอาไว้เป็นประเด็นๆ เลยยกมาแบบแยกประเด็นอย่างนี้เลยแล้วกัน มันอาจจะไม่ติดปะต่อกัน แต่ขี้เกียจเรียบเรียงใหม่แล้ว

ปล2 ใครไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านเล่มจริงก็ยังไม่ต้องอ่านที่เราเขียนนะ เพราะว่าสปอยล์เยอะ

 

วิ่งดูจิต

มูราคามิเล่าว่ากีฬาที่เขาชอบมากจะเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียว เพราะเขาไม่ชอบการเล่นอะไรเป็นทีม ดังนั้นเขาจึงชอบวิ่งและว่ายน้ำมากเป็นพิเศษ ตอนหลังเขาเพิ่มขี่จักรยานเข้ามาด้วย กลายเป็นไตรกีฬา แต่ก่อนที่เขาจะหันมาเล่นไตรกีฬา เขาวิ่งก่อน คือวิ่งทุกวันวันละเป็นชั่วโมงๆ และลงแข่งวิ่งมาราธอนตามประเทศต่างๆทุกปี เป็นเวลายี่สิบกว่าปีแล้ว

 

ก่อนที่จะอ่าน เราเดาเอาว่ามูราคามิจะเขียนถึงสิ่งที่เขาคิดเวลาวิ่ง เช่นเขาอาจจะคิดพล็อตนิยายได้ตอนวิ่ง แต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเขาบอกว่า ขณะที่เขาวิ่ง เขาจะไม่คิดอะไร หรือเรียกได้ว่าไม่พยายาม/ไม่เจตนา/ไม่ตั้งใจจะขบคิดอะไรเป็นพิเศษ เขาปล่อยใจให้สบายๆ วิ่งไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เห็นความคิดของตัวเองมากมายวิ่งผ่านมาผ่านไป ลักษณะเหมือนการวิ่งดูจิต แบบเดียวกับการทำวิปัสสนาในศาสนาพุทธเลย ทำให้เราคิดว่า ถ้าเขาไม่ได้อ่านเกี่ยวกับศาสนามาก่อนและตั้งใจทำตาม เขาก็คงต้องเคยเป็นพระมาในชาติก่อนๆแน่ ถึงสามารถทำวิปัสสนาได้ทั้งๆที่ไม่ได้เรียน 

murakami_signture

 (ลายเซ็นน่ารัก)

A Pluralist

ในเล่มนี้ มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่เยอะ (คล้ายๆกับคำคมนะ) แต่มีตอนหนึ่งที่ทำให้เราสะดุดมาก เขาเขียนว่า so the fact that I’m me and no one else is one of my greatest assets. (p19)’ แสดงให้เห็นว่าเขามองเห็นตัวเองว่าแตกต่างจากคนอื่น และดูเหมือนเขาก็จะมองว่าคนอื่นๆก็ล้วนแตกต่างจากกัน เป็นมุมมองแบบของ pluralists ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม และจากที่เราอ่านนิยายเรื่อง After Dark เราก็รู้สึกอยู่แล้วว่ามูราคามิเป็น pluralist คนหนึ่ง ตรงนี้ทำให้เรานึกถึง Isaiah Berlin เพราะ Berlin ก็เคยพูดไว้ทำนองนี้ว่า ถ้าเรามองเห็นตัวเองแตกต่างจากคนอื่น (unique) เราถึงจะยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ (หมายความว่าถ้าเรามองเห็นตัวเองเป็นคนตามมาตรฐาน ไม่unique เราก็จะมองคนอื่นอย่างนั้น และถ้าใครผิดไปจากมาตรฐานก็ถือว่าผิด รับไม่ได้) แปลว่าการจะเป็น pluralist หรือไม่ การจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีมุมมองต่อตัวเองอย่างไร ตอนนี้เราเริ่มสงสัยแล้วว่า คนส่วนใหญ่เขามองตัวเองยังไงกันนะ? แตกต่างหรือไม่แตกต่าง?

 

murakami2

ความยากลำบาก

โดนส่วนใหญ่มูราคามิจะไม่ได้บรรยายถึงการวิ่งในลักษณะของการออกกำลังที่รื่นรมณ์มีความสุข แต่จะบรรยายถึงความเหนื่อยยากในการฝึก และความเหนื่อยยากในการวิ่งให้ถึงเส้นชัย เป็นความทรมานมากกว่ารื่นรมณ์ ทรมานทั้งหิวน้ำ ปวดขาและเหนื่อยแทบขาดใจ จนเขาอยากจะเลิกวิ่งแล้วกลับบ้านไปดื่มเบียร์เย็นๆ ความทรมานนี้เขาเรียกว่า runner’s blues  ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาวิ่งมาราธอน แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จทุกครั้ง เขาวิ่งจนเข้าเส้นชัยได้ และไม่เคยยอมเดินเข้าสักครั้ง อ่านแล้วรู้สึกว่าการวิ่งของเขาเหมือนเป็นการเอาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด เพื่อที่จะสู้ (กับตัวเอง)แบบสุดตัว เป็นการกระทำของคนที่ชอบความท้าทาย(ตัวเอง) จริงๆ ดังนั้นความสุขจากการวิ่งของเขาจึงเกิดขึ้นหลังจากที่เขาวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว คือบรรลุเป้าหมายแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ขณะกำลังวิ่ง  

 

ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำจะเป็นไปในลักษณะนี้ ทั้งบาร์แจ๊ส การวิ่งและการเขียน เขาทำในลักษณะทุ่มเทชีวิตเต็มที่ อย่างที่เขาเขียนว่า do it or die! เขาชอบที่จะมองทุกอย่างเป็นความยากลำบากอย่างสุดๆและฝ่าฟันไปเพื่อที่จะมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ เราอ่านแล้วรู้สึกอิจฉานะ อยากมีความทะยานอยากต่อสู้แบบนี้บ้าง ถ้าเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรก็คงสำเร็จได้ไม่ยาก

 

ที่น่าแปลกใจสำหรับเราคือ เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากด้วยเหมือนกันยาก ลำบากและทรมานพอๆกับการวิ่งมาราธอน เราแปลกใจเพราะ เราเคยคิดว่าคนมีพรสวรรค์ หรือคนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว ไม่น่าจะรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องยาก เขาน่าจะรู้วิธี หรือมีเทคนิคเฉพาะตัวในการทำงาน ที่ทำให้งานมันง่ายแล้ว แต่สำหรับมูราคามิ เขายังรู้สึกว่ายาก สาเหตุเพราะเขามองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่มีข้อจำกัดมากมาย (ถึงเขาจะเขียนได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ หรือวิ่งได้นานๆ แต่เขาก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง) ซึ่งแตกต่างจากคนอัจฉริยะอย่าง เช็กส์เปียร์ หรือดิกเกนส์ ที่สามารถสร้างสรรค์งานดีๆออกมาได้ตลอดเวลา และเมื่อเขามีข้อจำกัด เขาก็พยายามทำให้ข้อจำกัดของเขามีประโยชน์ ขึ้นมาโดยเอามาเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาจุดเด่นในตัวของเขาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อที่จะทดแทนข้อจำกัดเหล่านั้น เรียกว่าเป็นคนที่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก หรืออย่างน้อยก็พยายามจะรักษาระดับความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะไม่ให้มันเสื่อมไปกับอายุที่มากขึ้น ที่ต้องใช้คำว่า พยายามเพราะเขาพยายามจริงๆ เขาไม่ได้หลงตัวเองเลยว่าเก่งแล้ว  

 

สำหรับมูราคามิ นักเขียนที่เก่งต้องมีสามอย่างคือ ความสามารถ สมาธิ และความอึด (ในการจดจ่อกับเรื่องเดียวได้นานๆ) ซึ่งคนที่มีความสามารถน้อย ก็จะใช้สมาธิและความอึดเพื่อค้นหาและดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาได้อีก มูราคามิคิดว่าการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากๆจะช่วยในเรื่องของสมาธิและความอึดให้เพิ่มขึ้นได้อีกมาก การออกกำลังกายจึงเป็นการเพิ่มความสามารถในการเขียนนั่นเอง และด้วยความที่มูราคามิไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เขาก็เลยให้ความสำคัญกับการวิ่งมากเป็นพิเศษเพื่อให้การวิ่งมาช่วยเพิ่มหรืออย่างน้อยก็ช่วยรักษาระดับความสามารถในการเขียนของเขา

 

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามองการเขียนเป็นเรื่องยากก็คือ เวลาเขียน เขาจะใช้วิธีขุดหาความทุกข์ทรมานที่อยู่ลึกกลางใจ (อยู่ที่กลางใจอยู่ที่ใจกลาง!) ออกมาเขียน เหมือนเป็นการบีบสารพิษในร่างกายออกมาใช้ในงาน ซึ่งถ้าใครอ่านงานของเขาจะไม่แปลกใจเลยที่เขาคิดแบบนี้ การเขียนก็เลยเป็นเรื่อง unhealthy ที่เขาจำเป็นต้องปลดปล่อยมันออกไปด้วยการวิ่งอย่างหนัก

 

สภาวะใหม่—A different place

บทที่ชื่อ Nobody Pounded the Table Anymore, Nobody Threw Their Cups มูราคามิบรรยายการวิ่งระยะไกลของเขา ซึ่งไกลกว่าวิ่งมาราธอนปกติมาก เป็นระยะกว่าหกสิบสองไมล์ ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสิบสองชั่วโมง (มีพักเล็กน้อยเท่านั้น ช่างบ้าพลังจริงๆ) อ่านลักษณะความคิดของเขาขณะวิ่งแล้วยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังวิ่งวิปัสสนาจริงๆด้วย (หรือ เรียกว่าวิ่งจงกรมก็ได้) หรือจะเป็นเพราะความที่เราเป็นคนชอบปฏิบัติธรรม เราก็เลยดึงเอาไปโยงกันเองก็ได้นะ เพียงแต่สิ่งที่เขาบรรยายมามันคล้ายกับการปฏิบัติธรรมจริงๆ คือเขาวิ่งไปแล้วดูกายที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ดูความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น/เปลี่ยนแปลง/และดับไป ดูไปนานเข้าจนในที่สุดเขาสามารถแยกความเจ็บปวดออกไปได้ รวมทั้งแยกจิตออกไปได้ด้วย อาการนี้มูราคามิเรียกว่า passed through โดยเขาอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ยังมีตัวเขาอยู่แต่ก็เหมือนไม่มี ซึ่งโดยรวมคือ เขารู้สึกเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่สภาวะอีกอย่างหนึ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ เหมือนเข้าไปสู่ a different place ซึ่งในสภาวะนี้ไม่มีความเจ็บปวดเลย และเป็นสภาวะที่แม้แต่จิตของเขาเองก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

โดยความเห็นส่วนตัว เราว่าเขาวิ่งแบบวิปัสสนามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะไกล มันถึงทำให้เขารู้สึกดี และเป็นการเพิ่มพลังในการทำงาน ถ้าเขาหันมาปฏิบัติธรรมจริงๆด้วยความอึดขนาดนี้ เขามีสิทธิบรรลุได้เลย เพราะความอึด อดทนและมุ่งมั่นกับเป้าหมายเป็นคุณสมบัติหลักของการปฏิบัติธรรม ตัวมูราคามิเองก็สงสัยว่าสภาวะนั้นที่เขาอธิบายไม่ได้ มันอาจจะเป็นปรากฏการณ์ทางศาสนาก็ได้ เพียงแต่เขาไม่รู้จักมัน   

 

หลังจากที่เขาวิ่งจนเข้าสู่สภาวะนั้นแล้ว เขาก็ลดความกระหายอยากในการวิ่งลง จนเกือบจะเลิกวิ่งไปเลย ถ้าให้เราเดา เราคิดว่า ลึกๆแล้วเขาคงกลัวจะไม่ได้เจอสภาวะนั้นอีก หรือไม่ เขาก็รู้สึกว่าได้บรรลุจุดสูงสุดของการวิ่งแล้ว แรงจูงใจที่จะวิ่งก็เลยลดลง แต่หลังจากนั้นสักพัก เขาก็กลับมาวิ่งอีก เพียงเพื่อที่จะได้เข้าสู่สภาวะของ a different place สักเล็กน้อยก็ยังดี

 

เรื่องของสภาวะพิเศษนี้ ทำให้เรานึกถึงในการ์ตูนนักวิ่งเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Sprinter เขียนโดยโคยาม่า ยู ที่เราอ่านตอนเด็กๆ ในเรื่องพระเอกเป็นนักวิ่ง (บ้านรวยแต่ชอบวิ่งก็เลยมาเป็นนักวิ่ง) วิ่งเร็วมากจนเข้าสู่สภาวะบางอย่างที่รอบข้างไม่เห็นอะไรเลย เหมือนเข้าไปในอุโมงค์หนึ่งและมีแสงเจิดจ้าอยู่รอบๆ ตอนนั้นเราอ่านแล้วขำ รู้สึกว่าเว่อร์มากๆ แต่พอมาอ่านมูราคามิเลยแอบคิดว่าบางทีพวกนักวิ่งเขาอาจจะเจอสภาวะแบบนั้นกันจริงๆก็ได้ ไม่ใช่แค่ในการ์ตูน และคุณโคยาม่า ยู เขาอาจจะไปสัมภาษณ์นักวิ่งจริงๆแล้วเอามาเขียนการ์ตูนก็ได้นะ  พอพูดถึงแล้วทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่องนี้อีกจังเลย

 

นักสู้นักทุ่มเท

มองดูความคิดโดยรวมของมูราคามิแล้วรู้สึกว่า เขาเป็นนักสู้จริงๆ คือรักที่จะใช้ชีวิตอย่างนักสู้ มองผิวเผินอาจจะคิดว่าเป็นนักเขียนไม่เห็นมีอะไรจะต้องสู้มาก และอาจจะจริงอย่างนั้นสำหรับนักเขียนหลายๆคนที่ทำงานไปแบบชิลๆ แต่มูราคามิกลับมองและทำให้การเขียน (รวมทั้งสิ่งอื่นๆในชีวิตของเขา) เป็นสถานการณ์ที่เขาต้องสู้ ซึ่งเขาอาจจะสร้างภาพนั้นขึ้นมาเองเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือเขาอาจะเห็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้ 

 

มูราคามิทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราทำอะไรสักอย่าง แล้วมีคนวิจารณ์ว่า ห่วย กับมีคนวิจารณ์ว่า เหมือนยังไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ แบบหลังจะเจ็บกว่า มูราคามิทำให้เรารู้สึกอยากทุ่มเทบ้าง ก็คนประสบความสำเร็จระดับนี้ยังพยายามอย่างเต็มที่เลย แล้วคนไม่ประสบอะไรเลยแบบเราจะมานั่งชิลๆเนี่ย อายเขานะ!

 

ปล3 ถ้าเราอ่านอีกรอบ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนี้ก็ได้นะ นี่คือความรู้สึกของการอ่านรอบแรก

ปล4 หรือว่าเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นนะ ที่ชอบทุ่มเท บ้าพลัง (สังเกตจากการ์ตูนหลายๆเรื่อง)

ปล5 ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจในเล่มนี้ ต้องไปอ่านกันเองจ้า

 

 

มีนาคม 18, 2009

บางอย่างรอไม่ได้

Filed under: short story — yodmanudying @ 6:30 pm

 

 

**เขียนเรื่องสั้นอีกแล้วค่า ใครแวะมาอ่าน ขอคอมเม้นต์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ**

 

บางอย่างรอไม่ได้

 

หลังจากเลิกเรียนที่มหาวิทยาลัย ฉันมักจะไปหมกตัวอยู่ที่ห้องทำงานสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ห้องทำงานที่ว่านี้เป็นห้องกว้างๆ มีโต๊ะ และคอมพิวเตอร์มากมายสำหรับให้นักศึกษาปริญญาโทจากหลายๆคณะเข้ามานั่งทำงาน บ้างก็ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ บ้างก็เขียนธีสิส แต่สำหรับฉัน ฉันมักเข้าไปนั่งทำงานส่วนตัวเสียมากกว่า

 

งานส่วนตัวของฉันก็คือ เขียนการ์ตูน หลายคนบอกว่าฉันเป็นนักเขียนการ์ตูนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเป็นคนมีชื่อเสียง ต้องมีคนรู้จักมากแค่ไหน และที่สำคัญต้องมีคนชอบกี่คน แต่ฉันไม่มีทางรู้ได้ว่ามีคนชอบฉันและไม่ชอบฉันจริงๆกี่คน ฉันจึงบอกไม่ได้ว่าฉันเป็นคนมีชื่อเสียงจริงหรือไม่ แค่ไหน

 

คนที่มีชื่อเสียงมากกว่าฉันแน่ๆ นั่งอยู่ตรงข้ามฉันนี่เอง เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์ ตัวผอมเล็ก หน้าตาดี ใส่แว่นกรอบสีดำ ผมกระเซิง อายุของเขาแค่ยี่สิบปลายๆ ยังน้อยมากถ้าเทียบกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่ด้วยความอัจฉริยะของเขา ทำให้เขาผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นออกมาได้มากมาย ทำให้เขามีชื่อเสียงรวดเร็ว และตอนนี้เขากำลังผลิตงานที่ทำให้ฉันขนลุก

 

โต๊ะทำงานของเราหันหน้าเข้าหากันฉันจึงมีโอกาสคุยกับเขามากกว่าคนอื่น วันหนึ่งฉันถามเขาว่า

ปี่ก่อนเธอได้รางวัลอะไรนะ

ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม เราสร้างหุ่นยนต์ที่พูดได้เอง โดยไม่ต้องมีคำสั่งเขาตอบทั้งที่สายตาจ้องมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทนที่จะมองหน้าฉัน และฉันก็จ้องไปที่หน้าจอของตัวเองเช่นกัน เรามักคุยกันไปทำงานไป แบบไม่ต้องมองหน้า

โห ทำยังไงน่ะ

อธิบายยากนะ นักเขียนการ์ตูนคงไม่เข้าใจหรอก เขาหัวเราะ

เชอะ ก็ไม่ได้อยากเข้าใจมากนักหรอก โลกนี้มีเสียงคนพูดมากจนหนวกหูจะแย่อยู่แล้ว ผลิตหุ่นให้พูดอีกทำไมก็ไม่รู้

ฮ่าๆ งั้นการ์ตูนยังมีไม่มากพอสินะ ถึงต้องผลิตเพิ่ม เขาพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น

อย่างน้อยการ์ตูนก็ไม่หนวกหูนะ

ถ้างั้นเธออยากให้เราผลิตอะไรล่ะ ตอนนี้น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

อะไรที่มันมีประโยชน์หน่อยน่ะ

เขานิ่งไปนิดหนึ่งแล้วเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟข้างๆตัวมาดื่ม ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า ตอนนี้เรากำลังสร้างสิ่งนึง ไม่แน่ใจว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

บอกมาสิว่าอะไร แล้วเราจะบอกให้ว่ามีประโยชน์หรือเปล่า

ยาที่ทำให้คนสลายไปได้ สลายไปเป็นอากาศในพริบตา ไม่เจ็บปวดไม่ทรมาน

เฮ้ย นี่มันยาฆ่าคนชัดๆ ตอนนี้ฉันหยุดพิมพ์คอมพิวเตอร์แล้วเอียงตัวไปมองหน้าเขา

ก็แล้วแต่นะว่าเอาไปใช้ทำอะไร ถ้าเอาไปฆ่าคนก็ผิด แต่ถ้าเอาไปช่วยคนก็ถูก

ช่วยคนให้กลายเป็นอากาศเนี่ยนะ

บางคนอาจจะอยากเป็นก็ได้

บ้าไปแล้ว

บางคนอาจจะสมควรเป็น  

ถ้างั้นเอาไปไกลๆจากเราและการ์ตูนของเราเลยนะ

ฮ่าๆ โอเคเขายิ้มกว้างและเอียงตัวออกจากจอมาคุยกับฉันบ้าง ว่าแต่การ์ตูนเรื่องใหม่ใกล้จะเสร็จหรือยัง

อืม ก็เกือบแล้วล่ะ

นานชมัด เรารออ่านอยู่นะ แต่นักเขียนมัวแต่เที่ยวกับแฟน เลยไม่ได้อ่านสักที

ช่วยไม่ได้น่า ช่วงนี้กำลังสวีท รู้สึกว่าหน้าฉันจะแดงนิดๆ

จริงจังมากเหรอ กับคนนี้

ก็จริงจังกว่าเขียนการ์ตูนอีกนะ

อืม

 

หลังจากนั้น เขาก็ถามถึงแฟนฉันอีกหลายข้อ เข้าใจว่าคงจะเป็นห่วง และฉันก็ถามถึงเรื่องงานใหม่ของเขาอีกหลายข้อด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน เขาบอกว่ายาสลายมนุษย์ของเขานี้ จะทำเป็นธีสิสตอนจบปริญญาโท แต่ตอนที่เขาเสนอคณะกรรมการว่าจะทำเรื่องนี้กลับโดนกรรมการหลายคนคัดค้านเนื่องจากมันเป็นงานที่อันตราย เขาตอบกรรมการไปว่ามันจะไม่อันตรายถ้าเขาทำเพื่อต่อยอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้จริง ในการทดลองเขาก็จะทดลองกับวัตถุแทน

 

แต่ทดลองกับวัตถุจะรู้ได้ยังไงว่าใช้ได้จริงกับมนุษย์ คนกับวัตถุมีธรรมชาติที่ต่างกันมากนะ ฉันสงสัย

จริงอย่างที่เธอว่า…’

และเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรมากกว่านั้นอีก

 

หกเดือนผ่านไป ฉันเขียนการ์ตูนเรื่องใหม่เสร็จ ส่วนเขา ฉันคิดว่าน่าจะผลิตสิ่งนั้นเสร็จแล้วเช่นกัน วันนั้นเรานั่งคุยกันระหว่างที่ต่างคนต่างพิมพ์อะไรลงในคอมพิวเตอร์ของตัวเองเช่นเคย เขาขอฉันอ่านการ์ตูนเรื่องใหม่ ท่าทางเขาจะเป็นแฟนเหนียวแน่นของฉันทีเดียว

 

การ์ตูนเสร็จหรือยัง เขาถามพลางพิมพ์อะไรยิกๆลงในคอมพิวเตอร์

อื้อ ฉันตอบพลางพิมพ์อะไรยิกๆเช่นกัน

พิมพ์เมื่อไหร่

คงอีกสักพักนะ บก บอกว่าให้รอก่อน ตอนนี้ยังจังหวะไม่ดี

เขาหยุดพิมพ์ เอื้อมมือไปยกกาแฟดื่ม เราไม่เคยเข้าใจเรื่องการตลาดเลย เขียนก็เสร็จแล้ว แฟนๆก็รออ่านอยู่ตั้งเยอะ แต่ดันไม่ยอมพิมพ์

ยิ่งรอนาน ยิ่งมีค่าไง

บ่มไว้แบบไวน์นะเหรอ เราไม่เห็นด้วยหรอก เขาวางแก้วกาแฟลง พร้อมนิ่งคิดอะไรบางอย่าง

อดทนหน่อยน่า

เขาหันมาสบตาฉัน ทำหน้าจริงจังและพูดว่า บางอย่างก็รอไม่ได้หรอกนะ

บางอย่างเนี่ย กี่อย่าง ฉันถามกวนๆ

กี่อย่างก็แล้วแต่คน สำหรับเรามีสองอย่างมั้ง หนึ่งคือการ์ตูนของเธอ (ยิ้ม) ส่วนสองบอกไม่ได้

รอไม่ได้แล้วเธอจะทำยังไง

ก็คงต้องทำอะไรสักอย่าง เช่น คืนนี้เราอาจจะแฮ้กคอมของเธอแล้วอ่านการ์ตูนให้จบเลย

รอไม่ได้แล้วทำอะไรผิดๆเนี่ยนะ เธอนี่

ไม่ใช่ผิด ต้องเรียกว่าเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เราสมควรได้อ่านแล้ว แต่เราไม่ได้อ่าน เราก็เลยต้องทำอะไรสักอย่าง เข้าใจรึเปล่า

เหตุผลดีตายล่ะ เดี๋ยวเราเปิดไว้ให้อ่านเลย ไม่ต้องแฮ้กให้เมื่อยหรอก

ตอนนั้นฉันไม่ได้สังเกตุเลยว่าสิ่งที่เขาพูดหมายถึงอะไร และเขาจริงจังขนาดไหน และฉันก็ไม่ได้ขอดูงานของเขาเป็นการแลกเปลี่ยน ก็งานของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ ดู ได้นี่นะ

 

***

หลายวันก่อนผมไปงานเลี้ยงของคณะ เจอผู้ชายหน้าคุ้นร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ไปหาเพื่อนผมที่ห้องทำงานของนักศึกษาปริญญาโทบ่อยๆ แต่วันนั้นเขาควงไปกับผู้หญิงหน้าไม่คุ้นรูปร่างเซ็กซี่ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเห็น ไม่สิ ผมเห็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

 

***

 

เช้านี้ฉันมาทำงานเร็ว ตั้งใจว่าจะเขียนธีสิสให้เสร็จก็เลยมาเริ่มทำตั้งแต่เช้า มองไปที่โต๊ะตรงกันข้าม ยังเป็นเก้าอี้ว่างอยู่ คอมพิวเตอร์ก็ยังปิดอยู่ แปลกจริง ปกติเขาจะมาเช้ากว่าฉันเสมอนี่นา

 

สองสามชั่วโมงผ่านไป เขาเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง นั่งลงที่เก้าอี้ เปิดคอมพิวเตอร์ ไม่มองหน้าฉัน ไม่ทักทาย ไม่พูดอะไรสักคำ ฉันเอียงตัวไปทักทายตามปกติ แต่เขาไม่ตอบและแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แปลกจริง ปกติเขาทักฉันก่อนด้วยซ้ำไป

 

ฉันลองทักเสียงดังขึ้นอีก เขาเงยหน้าขึ้นมา ฉันเห็นว่าตาของเขาแดงมาก เหมือนคนไม่ได้นอน

เป็นอะไรรึเปล่า ตาแดงเชียว

‘…นอนไม่ค่อยหลับ…’ เขาตอบเสียงอ่อย และก้มหน้าลง

งานมีปัญหาหรือเปล่า

เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วตอบว่า ‘…ก็ไม่เชิง

มีอะไร คุยกันได้นะ ฉันรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา ปกติเพื่อนฉันคนนี้ไม่เคยมีอาการซึมเซาอย่างนี้เลย

‘…’ เขายังคงเงียบอยู่ และก้มหน้านิ่ง จ้องมองบนโต๊ะว่างเปล่า

ทำงานไม่ทันเหรอ เรานึกว่าเธอทำเสร็จไปแล้ว ฉันยังคงเซ้าซี้ถาม

เขาค่อยๆยื่นมือไปเปิดคอมพิวเตอร์ ถอนหายใจค่อยๆแล้วตอบว่า เราจะไม่ใช้งานนั้นเป็นตัวจบโทแล้วล่ะ

ฉันอึ้งไป ทำไมล่ะ อุตส่าทำมาตั้งนาน หรือว่า…’ ฉันคิดว่าเขาอาจจะทำไม่สำเร็จ

ยามันหายไปแล้ว เขาชิงตอบ

หายไปได้ยังไง

‘…ไม่รู้…’ เขาตอบเสียงค่อยลงไปอีก เหมือนพูดอยู่ในลำคอ

ทำใหม่ทันไหม

ไม่อยากทำแล้ว คราวนี้เขามีท่าทีหงุดหงิด เหมือนไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ต่อไป

เดี๋ยวก็ไม่จบหรอก ฉันพูดไปขมวดคิ้วไป แต่ไม่กล้าถามอะไรเพื่อนต่อ

 

จากนั้น เราต่างทำงานของตัวเองไปเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรกันอีกพักใหญ่ จนเขาพูดขึ้นมาเอง

หนุ่มเธอเป็นไงมั่ง…’ เขามักเรียกแฟนฉันว่าหนุ่มแทนที่จะเรียกชื่อ

อืม ก็สบายดีนะ ถามทำไม

เปล่าก็แค่ถามดู คบกันดีใช่ไหม

ดีจ้า ฉันตอบและเหลือบไปเห็นเขายิ้ม เป็นยิ้มแรกของวัน และเป็นยิ้มที่เหมือนยิ้มกับตัวเองมากกว่ายิ้มให้ฉัน

 

วันนั้นทั้งวัน เขามีอาการซึมเซา ไม่ค่อยพูด สายตาอ้างว้าง มองลงต่ำ พอค่ำๆเขาก็ลุกจากโต๊ะ บอกว่าง่วงนอนมากจะกลับบ้าน เราร่ำลากันสองสามคำ

 

วันรุ่งขึ้น ฉันมาตั้งแต่เช้าอีก โต๊ะของเขายังคงว่าง เพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ วิ่งเอาหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดมาให้ฉันดูด้วยความตื่นเต้น หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นภาพของหญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่ เป็นดาวมหาวิทยาลัย ใครๆก็รู้จักเธอ ข่าวลงว่าเธอหายตัวไปไร้ร่องรอย ตำรวจพยายามค้นหาแต่ไม่เจอ และไม่มีหลักฐานสักชิ้นที่จะบ่งบอกว่าเธอถูกลักพาตัว หรือถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด เพื่อนสนิทของเธอบอกกับตำรวจว่า หลักเลิกเรียนเธอขอแยกไปที่ใต้ตึกเพื่อหยิบกระเป๋าและดื่มน้ำ แต่หลังจากนั้นไม่มีใครเห็นเธออีกเลย กระเป๋าของเธอก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายทำการฆาตกรรมหรือลักพาตัวเธอไประหว่างทางเดินจากห้องเรียนไปยังใต้ตึก แต่ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆเลย

 

สิ่งที่วางอยู่ใกล้กับกระเป๋าของเธอคือขวดน้ำเปล่า ต่อมาตำรวจทำการพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเธอได้ดื่มน้ำจากขวดนั้นเข้าไปจริงๆเพราะมีรอยน้ำลายของเธอติดอยู่ที่ปากขวด น้ำในขวดไม่เหลืออยู่เลย แต่ก็ไม่มีสีหรือกลิ่นใดๆติดอยู่ที่ขวดที่จะบ่งบอกว่าน้ำนั้นเป็นพิษ แสดงว่าเธอได้เดินมาถึงกระเป๋าของเธอแล้วและได้ดื่มน้ำจนหมดขวด แต่หลังจากนั้นเธอหายไปไร้ร่องรอยได้อย่างไร

 

รายงานข่าวยังบอกต่อไปว่า ตำรวจพยายามสืบหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง พบว่าเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งในคณะเดียวกัน ซึ่งผู้ชายคนนี้มีความสัมพันธ์อยู่แล้วกับผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาจึงเป็นความลับ ตำรวจเข้าจับกุมชายผู้นั้นและสืบสวนหาความจริง แต่มีหลักฐานหนักแน่นว่า ชายผู้นั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอแต่อย่างใด

 

ชื่อและภาพของผู้ชายที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีความสัมพันธ์กับหญิงสาวดาวมหาวิทยาลัย ทำให้ฉันมีอาการสั่นเทา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสั่นยิ่งกว่าเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน

 

***

เธอเดินเข้ามาหาผม ตาของเธอแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอบอกกับผมว่าเธอรู้ เธอบอกต่อไปว่า เธอขอบคุณผมมาก แต่เธอก็เสียใจมากในเวลาเดียวกัน ผมบอกกับเธอว่า บางอย่างรอไม่ได้ ผมบอกกับเธออย่างนั้น แต่อันที่จริงผมก็ต้องการตอกย้ำกับตัวผมเองด้วย   

 

วันต่อมาเธอเดินมาชวนผมไปทานข้าว ผมเลยบอกให้เธอมาทานที่บ้านผม เดี๋ยวผมจะทำอาหารพิเศษให้เธอโดยเฉพาะ เธอตอบตกลง

 

ก่อนเวลานัดสองชั่วโมง ผมรีบออกไปซื้อของเพื่อมาทำอาหาร ผมตั้งใจจะทำสปาเก็ตตี้เบคอนให้เธอทาน เพราะผมรู้มาว่าเธอชอบมาก แล้วก็เป็นเมนูที่ผมทำได้อร่อยมากด้วย เอ่อ อันที่จริงพอผมรู้ว่าเธอชอบ ผมก็เลยไปฝึกฝีมือมา ไม่นึกเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำให้เธอทานจริงๆ พอทำเสร็จ ผมก็จัดโต๊ะไว้อย่างเรียบร้อย เตรียมเครื่องดื่ม และของหวานที่เธอชอบไว้เสร็จสรรพก่อนเวลานัดหลายสิบนาที แล้วผมก็นั่งรอเธอที่โต๊ะนั้นเอง

 

เสียงออดดังขึ้น ผมเปิดประตูออกไป เห็นเธอยืนนิ่งอยู่ แววตาของเธอเศร้าหมองเหลือเกิน ผมพาเธอไปนั่งที่โต๊ะ เชื้อเชิญให้เธอทานอาหาร แต่เธอบอกว่าขอคุยกันก่อน

 

ผมรอที่จะคุย แต่เธอไม่ยอมพูดอะไร เธอเงียบนิ่งไปหลายนาทีแล้วก็ร้องไห้ จากนั้นเธอพูดว่า ถ้าเธอไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ แต่เธอต้องบอก ผมยิ้มให้เธอแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร บางอย่างผมรอไม่ได้ บางอย่างเธอก็รอไม่ได้ ผมเข้าใจดี เธอพยักหน้าและร้องไห้มากขึ้น

 

ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอเช็ดน้ำตา แล้วผมก็บอกรักเธอ ผมรักเธอมาก ตอนนี้ผมกำลังจะน้ำตาไหลเสียเอง เธอไม่ได้สบตาผมแต่พยักหน้า ผมรู้ว่าเธอรู้ดีอยู่แล้ว

 

ผมบอกให้เธอทานอาหาร เพราะผมตั้งใจทำให้เธอจริงๆ เธอตอบตกลง แต่แล้วก็มีเสียงออดดังขึ้น ดูเหมือนว่าคนที่มากดออดจะมีมากกว่าหนึ่งคน อาจจะมาเป็นกลุ่ม เธอบอกผมว่าเธอคงไม่มีเวลาทานอาหารของผมในวันนี้เสียแล้ว แต่เธอจะรอทานอาหารที่ผมทำคราวหน้า ผมพยักหน้า เธอเช็ดน้ำตา

 

เธอเดินหันหลังออกจากประตูไป สวนทางกับกลุ่มคนในเครื่องแบบที่พากันเข้ามา ผมมองตามหลังเธอไป และภาวนาขอให้เธอรอผมได้จริงๆ

 

***

ฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกนานทีเดียว แต่ฉันจะรอสิ่งนี้ฉันรอได้

 

หน้าต่อไป »

บลอกที่ WordPress.com .